thansettakij
thansettakij
ลุยต่อ! "ฟอร์ด"ย้ำชัดไทยฐานผลิตระดับโลก

ลุยต่อ! "ฟอร์ด"ย้ำชัดไทยฐานผลิตระดับโลก

25 ส.ค. 62 | 03:20 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ส.ค. 62 | 10:24 น.

หลังจากค่าย “ฟอร์ด” แบรนด์ดังจากอเมริกา ประกาศนโยบายปรับเปลี่ยนโครงสร้างทั่วโลก และมีผลทำให้ประเทศไทย ได้เป็น 1 ใน 5 ตลาดหลักกลุ่มตลาดนานาชาติ (International Markets Group หรือ IMG) ที่ประกอบไปด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์  อินเดีย  แอฟริกาใต้  ไทย และตลาดที่บริหารงานโดยผู้จำหน่าย

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะมีผลต่อนโยบายในไทยอย่างไร แล้วความคืบหน้าด้านต่างๆจะเข้าที่เข้าทางพร้อมเดินหน้าลุยต่อแล้วหรือไม่ วันนี้ วิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการฟอร์ด ประเทศไทย จะมาเป็นผู้บอกเล่า

ลุยต่อ! "ฟอร์ด"ย้ำชัดไทยฐานผลิตระดับโลก

วิชิต ว่องวัฒนาการ

 

-โครงสร้างองค์กรใหม่

เดือนที่ผ่านมามีการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทแม่ที่ต้องการเปลี่ยนตามตลาดทั่วโลกที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารงานมีไดนามิก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มีการลดขั้นตอนการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรมีความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ในส่วนของประเทศไทยเปลี่ยนไม่มากเท่าไร และตอนนี้ถือว่านิ่งแล้ว ทุกอย่างชัดเจนและพร้อมไปต่อ

ลุยต่อ! "ฟอร์ด"ย้ำชัดไทยฐานผลิตระดับโลก

-โรงงานยังเหมือนเดิม

ไทยยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของฟอร์ดในภูมิภาคนี้ จะว่าไปแล้วการปรับโครงสร้างใหม่ครั้งนี้ทำให้ไทยมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นฐานการดำเนินงานของฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ(IMG Operations)และฝ่ายบริหารกิจการกลุ่มผลิตภัณฑ์ ประเภทรถกระบะสำหรับตลาดโลก(Global Trucks Enterprise Product Line Management - EPLM) ทั้งยังเป็นศูนย์กลางด้านการสื่อสารการตลาดของกลุ่มตลาดนานาชาติอีกด้วย

ปัจจุบันฟอร์ด มีพนักงานทั้งหมดมากกว่า 5,000 -6,000 คน โดยมีโรงงาน 2 แห่ง คือ เอฟทีเอ็ม (ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง ระยอง )และ เอเอที (ออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย ระยอง )ผลิตรถยนต์ คือ กระบะเรนเจอร์ และพีพีวี อเนกประสงค์ เอเวอร์เรสต์ โดยรถทั้ง 2 รุ่นนี้ผลิตเพื่อการส่งออกด้วย และไม่เพียงแต่ส่งออกทั้งคัน แต่ยังหมายรวมถึงชิ้นส่วนอะไหล่,  ซัพพลายเออร์ต่างๆ

 

-ผลงาน 7 เดือนปี 2562

ช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ ตลาดรถยนต์รวมในไทยยังเติบโต การแข่งขันเป็นไปอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะ ที่แต่เดิมสัดส่วนของเซ็กเมนต์นี้มีอยู่ที่ 42% แต่ตอนนี้ขยับเพิ่มมาเป็น 44% ซึ่งหากมองในภาพรวมถือว่าดี เพราะสัดส่วนตลาดขยาย อย่างไรก็ตาม ฟอร์ดมียอดขายที่ลดลง แต่เมื่อดูจากส่วนแบ่งทางการตลาด และลำดับการขายยังถือว่าเป็นอันดับ 3 ในตลาดรถกระบะ ซึ่งถือว่ายังแข็งแกร่ง และเราเชื่อมั่นในตัวรถกระบะเรนเจอร์ ว่าดีที่สุดในตลาด

-กลยุทธ์ฟื้นยอดขาย

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเราพยายามทำสินค้าให้มีสีสัน มีความสดใหม่ โดยเราเพิ่มไลน์อัพสินค้าใหม่ เพื่อมุ่งเจาะลูกค้าที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น เช่น ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 2.2L XL 4x4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีดพัฒนาให้รับมือกับการลากจูง การบรรทุก หรือขับออฟโรด ด้วยเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป พร้อมแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถเฉพาะรุ่น 4x4 เหมาะกับงานเกษตรที่ขนส่งผลิตผลในปริมาณมาก และวิ่งบนพื้นที่สมบุกสมบัน ในราคา 6.49 แสนบาท ซึ่งในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อที่เราเปิดตัวมานี้มีราคาที่ต่ำสุดในตลาด เมื่อเทียบในเซ็กเมนต์เดียวกัน

ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 2.2L XL เกียร์ธรรมดา 6 สปีดเหมาะกับงานเกษตรทั่วไป พื้นที่กระบะท้ายกว้าง 1.8 ตารางเมตร ราคา 5.59 แสนบาท และ ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพนแค็บ 2.2 L XL+สปอร์ต 4x2Hi-Rider เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ตกแต่งสไตล์สปอร์ต เสริมกระจังหน้า ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และกันชนหลังเป็นสีดำแบบมันเงารอบคัน ในราคา 6.69 แสนบาท

ลุยต่อ! "ฟอร์ด"ย้ำชัดไทยฐานผลิตระดับโลก

 

-บริการหลังการขาย

เรามอบบริการใหม่ๆ อาทิ คอลเซ็นเตอร์ 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน รวมไปถึงบริการ “โรดไซด์ แอสซิสแตนซ์” ที่จะบอกได้ว่ารถของลูกค้าเสีย ณ จุดไหน และเพิ่มระบบหลังบ้าน “ควิก ทัช” ที่จะเข้าถึงลูกค้าอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทแม่จะโทรศัพท์เพื่อติดตามการใช้บริการของลูกค้าว่ามีความพึงพอใจมากน้อยแค่ไหน ได้รับบริการดี - ครบถ้วนหรือไม่

สำหรับควิก ทัช จะเป็นการวางระบบจากบริษัทแม่ ปัจจุบันมีการดำเนินงานติดตั้งเชื่อมต่อแล้วกับดีลเลอร์จำนวน 19 แห่ง และบริษัทแม่มีแผนที่จะเพิ่มระบบนี้ในเฟส 2 รวมเป็น 40 แห่ง ในปีหน้า ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีการทำควิก ทัช เพราะเราอยากฟังเสียงของลูกค้า และอยากสร้างแบรนด์ฟอร์ด ให้มีคุณค่าและมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

ส่วนแผนงานด้านเครือข่าย ในปี 2561 เรามีโชว์รูมและศูนย์บริการจำนวน 155 แห่ง ภายในสิ้นปี 2562 เราจะเพิ่มเป็น 170 แห่ง

-ยอดขายไม่เข้าเป้า

หลังจากเรามีการเพิ่มไลน์อัพสินค้า ตัวเลขการขายเริ่มขยับ ประกอบกับแคมเปญที่ออกมาควบคู่ สามารถแข่งขันได้ในตลาด เช่นเดียวกับบริการหลังการขายที่เราจะให้ความสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ตามด้วยสภาพตลาดและยอดขายที่ลดลงในครึ่งปีแรก ทำให้เราประเมินว่ายอดขายของฟอร์ดในปีนี้อาจจะลดลง ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่ขายได้ 66,064 คัน

-ภาพรวมตลาด

แนวโน้มตลาดรถยนต์คาดว่าจะทรงตัว โดยมีปัจจัยคือ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และ สินเชื่อ เพราะที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อให้กับลีสซิ่ง - ไฟแนนซ์ หรือธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้มีความเข้มงวดมากขึ้น มีเงื่อนไขหรือขั้นตอน ยกตัวอย่าง วางเงินดาวน์สูงขึ้น, ขอผู้ค้ำ, ขอเอกสารเพิ่มเติม ทำให้ยอดปฏิเสธหรือรีเจ็กต์มันมีสัดส่วนมากขึ้น

ส่วนฟอร์ด ในช่วงที่ผ่านมา ตัวเลขการปฏิเสธยังถือว่าเท่าเดิม เพราะทีมไฟแนนซ์จะมีการพูดคุยกับทีมพนักงานขาย เพื่อดูข้อมูลของลูกค้าที่จะซื้อรถ ว่าจะจัดแพ็กเกจไหน รถประเภทใดที่เหมาะสมกับลูกค้า ซึ่งจากการพูดคุยร่วมกันทำให้โอกาสในการอนุมัติสินเชื่อของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้น

 

หน้า 28-29 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับที่ 3,499 วันที่ 25 - 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562