
เซควอญ่า ปั้น‘เอ็มจี’ หวังผงาดแชมป์ดีลเลอร์
เข้าสู่ขวบปีที่ 3 แล้วสำหรับการทำตลาดภายใต้แบรนด์เอ็มจีของค่ายเซควอญ่า ที่แม้จะไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการรถยนต์ แต่กับการเลือกเอ็มจี ที่เป็นแบรนด์น้องใหม่ถอดด้ามในตลาดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อยและวันนี้ “ฐานยานยนต์” มีโอกาสได้พูดคุยกับแม่ทัพใหญ่อย่าง “กรรวรรณ กันนิวรรณ์” กรรมการบริษัท เซควอญ่า จำกัด ที่จะมาบอกเล่าว่าเหตุไฉนถึงตัดสินใจร่วมหอลงโรงกับแบรนด์เอ็มจีพร้อมทั้งเผยถึงแผนงานและเป้าหมายในอนาคต
[caption id="attachment_285446" align="aligncenter" width="306"]
กรรวรรณ กันนิวรรณ์[/caption]
ทำไมถึงเลือกเอ็มจี
เรามีการพูดคุยกับเอ็มจีเกือบ 1 ปีก่อนจะตัดสินใจเป็นดีลเลอร์ ซึ่งสาเหตุที่เรามั่นใจที่จะขายประการแรกคือผลิตภัณฑ์ ที่มีฟีเจอร์ต่างๆรวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ๆที่ใส่เข้ามาในรถ ประการต่อมาเมื่อมองถึงชื่อชั้นระดับโลก เอ็มจี ก็เป็นแบรนด์ที่ใหญ่ มียอดขายอยู่ในระดับชั้นนำ เมื่อดูจากทั้ง 2 เหตุผลและรวมเข้ากับประสบการณ์ที่เราอยู่ในวงการนี้มานาน ก็ทำให้ตัดสินใจที่จะขายเอ็มจี โดยปัจจุบันเซควอญ่ามีโชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจี 3 แห่งได้แก่ รามอินทรา, วิภาวดีฯ และนนทบุรี ที่เพิ่งปรับโฉมและทำการซอฟต์ โอเพนนิ่งไปก่อนหน้านั้น
ลูกค้าของเอ็มจีคือใคร
แบรนด์เราเป็นน้องใหม่ ในแง่การรับรู้อาจจะยังไม่มาก โดยเราจะแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเป็นผู้ใหญ่ หรือวัยใกล้เกษียณที่เคยใช้แบรนด์เอ็มจีมาก่อนหน้านั้น และรู้จักตำนานหรือแบรนด์เป็นอย่างดี ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งคือวัยรุ่น ที่มีความสนใจเรื่องอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ การเชื่อมต่อต่างๆที่เป็นฟีเจอร์ทันสมัยบนรถ
ยอดขายในช่วงแรก
ยอดขายในช่วงแรก ยังมีไม่มากแต่พอหลังจากนั้นเมื่อมีโปรดักต์ มีผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆเข้ามาในตลาดทำให้ปัจจุบันเรามีประชากรเอ็มจีที่ขายออกไปแล้วกว่า 2,500 คันและในปีที่ผ่านมาเรามียอดขายที่เติบโตกว่า 120 % ทำให้เราเป็นดีลเลอร์ที่มียอดขายเป็นเบอร์ 2ซึ่งในอนาคตเราก็วางเป้าหมายที่จะเป็นเบอร์ 1
เป้าหมายในปีนี้
รถยอดนิยมที่ขายดีในตอนนี้ยังคงเป็น เอ็มจี แซดเอส ที่มียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 55% รองลงมาคือ เอ็มจี 3 ที่มีสัดส่วน 25% และรุ่นอื่นๆอย่างเอ็มจี จีเอส, เอ็มจี 5, เอ็มจี 6 มีสัดส่วนรวมกันที่ 20% โดยเป้าหมายในปีนี้คาดว่าจะทำได้ 2,500 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 890 คัน
โดยเป้าที่เราวางไว้อาจจะสูง แต่เราและบริษัทแม่ทำงานร่วมกันอย่างหนัก ซึ่งเร็วๆนี้จะมีการปรับโฉมรถยอดนิยมอย่างเอ็มจี 3 และคาดว่าจะมีรถรุ่นใหม่อีก 1 รุ่น ขณะที่รุ่นเอ็มจี แซดเอส ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีแบ็กออร์เดอร์กว่า 300 คัน ซึ่งตรงจุดนี้ก็พยายามที่จะหารถส่งมอบให้กับลูกค้าให้เร็วที่สุด
กลยุทธ์หนุนยอดขาย
กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนยอดขายคือ การมีทีมงานที่แข็งแกร่ง จากจุดเริ่มต้นที่มีแค่ 7 คน จนตอนนี้เรามี 138 คน ซึ่งทีมงานขายของเราบางคนอยู่ด้วยกันมาจะ 20 ปี มีประสบการณ์ในการขายและดูแลลูกค้า เช่นเดียวกับทีมช่าง ทีมเทคนิค ก็อยู่กันมานาน และเรายังมีการเทรนนิ่ง อินเฮาส์กันทุกอาทิตย์ ทั้งนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายทุกแผนกของเราสามารถตอบคำถามของลูกค้าได้ และสามารถที่จะใช้ฟีเจอร์ต่างๆในรถของเราได้หมดทุกส่วน
นอกจากนั้นแล้วโชว์รูมและศูนย์บริการของเรายังเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาหาเราได้ในวันหยุด และเรายังมีบริการเพิ่มเติม อาทิ ไปรับรถของลูกค้าถึงบ้าน, เปิดสาย 24 ชั่วโมงหากลูกค้ามีปัญหา ,มีสต๊อกอะไหล่เพียงพอในการดูแลลูกค้า
ส่วนการตลาดอื่นๆก็มี อาทิออกงานโรดโชว์, สื่อสารผ่านเว็บไซต์ ออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ส่วนแคมเปญก็จะไม่เน้นสงครามราคาโดยทุกดีลเลอร์จะมีราคาเป็นมาตรฐานเหมือนกันหมด
แผนงานในอนาคต
เรากำลังมองหาพื้นที่ใหม่เพื่อขยายสาขารองรับความต้องการของลูกค้า โดยคาดว่าจะได้เห็นในปีหน้า และพื้นที่ยังคงเป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนแผนงานด้านผลิตภัณฑ์ ตามที่บริษัทแม่เคยประกาศว่าจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ 2 รุ่นต่อปี ก็คาดว่าทุกอย่างก็จะเดินหน้าตามแผนนั้น ซึ่งที่เรากำลังลุ้นคือรถปิกอัพ ที่แม้จะแข่งขันกันสูง แต่เรามั่นใจว่ารถปิกอัพของเอ็มจีนั้นมีจุดขายที่แข็งแกร่งและสู้ได้แน่นอน
หน้า 32-33 “หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ” ฉบับ 3,370 31 พ.ค.-2 มิ.ย.61
[caption id="attachment_285446" align="aligncenter" width="306"]
ทำไมถึงเลือกเอ็มจี
เรามีการพูดคุยกับเอ็มจีเกือบ 1 ปีก่อนจะตัดสินใจเป็นดีลเลอร์ ซึ่งสาเหตุที่เรามั่นใจที่จะขายประการแรกคือผลิตภัณฑ์ ที่มีฟีเจอร์ต่างๆรวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ๆที่ใส่เข้ามาในรถ ประการต่อมาเมื่อมองถึงชื่อชั้นระดับโลก เอ็มจี ก็เป็นแบรนด์ที่ใหญ่ มียอดขายอยู่ในระดับชั้นนำ เมื่อดูจากทั้ง 2 เหตุผลและรวมเข้ากับประสบการณ์ที่เราอยู่ในวงการนี้มานาน ก็ทำให้ตัดสินใจที่จะขายเอ็มจี โดยปัจจุบันเซควอญ่ามีโชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจี 3 แห่งได้แก่ รามอินทรา, วิภาวดีฯ และนนทบุรี ที่เพิ่งปรับโฉมและทำการซอฟต์ โอเพนนิ่งไปก่อนหน้านั้น
ลูกค้าของเอ็มจีคือใคร
แบรนด์เราเป็นน้องใหม่ ในแง่การรับรู้อาจจะยังไม่มาก โดยเราจะแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเป็นผู้ใหญ่ หรือวัยใกล้เกษียณที่เคยใช้แบรนด์เอ็มจีมาก่อนหน้านั้น และรู้จักตำนานหรือแบรนด์เป็นอย่างดี ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งคือวัยรุ่น ที่มีความสนใจเรื่องอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ การเชื่อมต่อต่างๆที่เป็นฟีเจอร์ทันสมัยบนรถ
ยอดขายในช่วงแรก
ยอดขายในช่วงแรก ยังมีไม่มากแต่พอหลังจากนั้นเมื่อมีโปรดักต์ มีผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆเข้ามาในตลาดทำให้ปัจจุบันเรามีประชากรเอ็มจีที่ขายออกไปแล้วกว่า 2,500 คันและในปีที่ผ่านมาเรามียอดขายที่เติบโตกว่า 120 % ทำให้เราเป็นดีลเลอร์ที่มียอดขายเป็นเบอร์ 2ซึ่งในอนาคตเราก็วางเป้าหมายที่จะเป็นเบอร์ 1
เป้าหมายในปีนี้
รถยอดนิยมที่ขายดีในตอนนี้ยังคงเป็น เอ็มจี แซดเอส ที่มียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 55% รองลงมาคือ เอ็มจี 3 ที่มีสัดส่วน 25% และรุ่นอื่นๆอย่างเอ็มจี จีเอส, เอ็มจี 5, เอ็มจี 6 มีสัดส่วนรวมกันที่ 20% โดยเป้าหมายในปีนี้คาดว่าจะทำได้ 2,500 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 890 คัน
โดยเป้าที่เราวางไว้อาจจะสูง แต่เราและบริษัทแม่ทำงานร่วมกันอย่างหนัก ซึ่งเร็วๆนี้จะมีการปรับโฉมรถยอดนิยมอย่างเอ็มจี 3 และคาดว่าจะมีรถรุ่นใหม่อีก 1 รุ่น ขณะที่รุ่นเอ็มจี แซดเอส ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีแบ็กออร์เดอร์กว่า 300 คัน ซึ่งตรงจุดนี้ก็พยายามที่จะหารถส่งมอบให้กับลูกค้าให้เร็วที่สุด
กลยุทธ์หนุนยอดขาย
กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนยอดขายคือ การมีทีมงานที่แข็งแกร่ง จากจุดเริ่มต้นที่มีแค่ 7 คน จนตอนนี้เรามี 138 คน ซึ่งทีมงานขายของเราบางคนอยู่ด้วยกันมาจะ 20 ปี มีประสบการณ์ในการขายและดูแลลูกค้า เช่นเดียวกับทีมช่าง ทีมเทคนิค ก็อยู่กันมานาน และเรายังมีการเทรนนิ่ง อินเฮาส์กันทุกอาทิตย์ ทั้งนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายทุกแผนกของเราสามารถตอบคำถามของลูกค้าได้ และสามารถที่จะใช้ฟีเจอร์ต่างๆในรถของเราได้หมดทุกส่วน
นอกจากนั้นแล้วโชว์รูมและศูนย์บริการของเรายังเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาหาเราได้ในวันหยุด และเรายังมีบริการเพิ่มเติม อาทิ ไปรับรถของลูกค้าถึงบ้าน, เปิดสาย 24 ชั่วโมงหากลูกค้ามีปัญหา ,มีสต๊อกอะไหล่เพียงพอในการดูแลลูกค้า
ส่วนการตลาดอื่นๆก็มี อาทิออกงานโรดโชว์, สื่อสารผ่านเว็บไซต์ ออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ส่วนแคมเปญก็จะไม่เน้นสงครามราคาโดยทุกดีลเลอร์จะมีราคาเป็นมาตรฐานเหมือนกันหมด
แผนงานในอนาคต
เรากำลังมองหาพื้นที่ใหม่เพื่อขยายสาขารองรับความต้องการของลูกค้า โดยคาดว่าจะได้เห็นในปีหน้า และพื้นที่ยังคงเป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนแผนงานด้านผลิตภัณฑ์ ตามที่บริษัทแม่เคยประกาศว่าจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ 2 รุ่นต่อปี ก็คาดว่าทุกอย่างก็จะเดินหน้าตามแผนนั้น ซึ่งที่เรากำลังลุ้นคือรถปิกอัพ ที่แม้จะแข่งขันกันสูง แต่เรามั่นใจว่ารถปิกอัพของเอ็มจีนั้นมีจุดขายที่แข็งแกร่งและสู้ได้แน่นอน
หน้า 32-33 “หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ” ฉบับ 3,370 31 พ.ค.-2 มิ.ย.61






