
ดีลเลอร์ใหญ่บุกรถเช่า ขายรถใหม่กำไรน้อย-โตโยต้า ฮอนด้า ชิงเค้ก 4 หมื่นล้าน
อานิสงส์ธุรกิจท่องเที่ยว-เศรษฐกิจโต ส่งตลาดรถเช่าระยะสั้นคึกคัก บรรดาดีลเลอร์รถยนต์รายใหญ่โดดแย่งส่วนแบ่งการตลาดหวังต่อยอดธุรกิจการขายรถใหม่ “ฮอนด้า พระราม 3 ” กางแผน 5 ปี ส่ง “ชิค คาร์เร้นท์” พร้อมเพิ่มรถในพอร์ตถึง 2,200 คัน ด้าน “โตโยต้า แอท ยูไนเต็ด” ชูบริการแอพพลิเคชันผ่านแบรนด์ “เอแซ็ป” เด้งรับคาร์แชริ่ง ให้ลูกค้าจ่ายตามการใช้งานจริง
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าตลาดรถเช่าในปี 2561 จะมีมูลค่า 4.5-4.59 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มี 4.25 หมื่นล้านบาท โดยรถเช่าระยะยาวครองส่วนแบ่งกว่า69% และรถเช่าระยะสั้น 31%ขณะที่แนวโน้มการเติบโตในปีนี้มาจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การเดินหน้าโครงการต่างๆของภาครัฐ ทำให้นักลงทุนมั่นใจ มีการใช้เงินจับจ่ายใช้สอย และอีกปัจจัยสำคัญคือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังไทยมากขึ้น
ด้วยทิศทางธุรกิจที่ส่งสัญญาณในเชิงบวก ทำให้ผู้ประกอบการเตรียมแผนรับมือ ทั้งรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดรถเช่าระยะยาว และรายใหม่ที่พยายามตีกินตลาดรถเช่าในระยะสั้น ล่าสุดยังเห็นความเคลื่อนไหวจากดีลเลอร์รถยนต์รายใหญ่ของ “โตโยต้า” และ “ฮอนด้า” ที่ลงทุนธุรกิจนี้อย่างจริงจัง หลังสถานการณ์การขายรถใหม่แข่งขันกันดุเดือด หรือเหลือกำไรต่อคันน้อย จึงต้องหวังพึ่งรายได้จากบริการหลังการขาย และธุรกิจรถเช่า
“การแข่งขันในตลาดรถเช่า โดยเฉพาะระยะยาวที่มีสัดส่วนเกือบ 70% เป็นตลาดที่แข่งขันสูง เพราะมีผู้เล่นรายใหญ่อยู่แล้ว และรายใหม่ก็มีเข้ามาต่อเนื่อง ส่วนตลาดรถเช่าระยะสั้น มีสัดส่วนประมาณ 30% นั้นได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีโครงการอีอีซี และภาพรวมเศรษฐกิจก็ดี ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้เกิดความต้องการใช้รถเช่าระยะสั้น แต่ปัจจุบันจำนวนรถเช่าที่มีสำนักงานอยู่ในสนามบิน มีเพียง 8-9 บริษัทเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่เพียงพอกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา” นายเกียรติ ตั้งตรงศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พระราม 3 กรุ๊ป ฮอนด้า จำกัด กล่าวและว่า
นอกเหนือความต้องการที่มีมากขึ้นแล้ว ปัจจัยที่ทำให้พระราม 3 กรุ๊ป เข้ามารุกในธุรกิจรถเช่าภายใต้ชื่อ “ชิค คาร์เร้นท์” (Chic Car Rent) เพื่อเติมเต็มหน่วยธุรกิจของบริษัทให้ครบวงจร ตั้งแต่การขายรถใหม่-รถมือสอง-รถเช่า-ธุรกิจประกันภัย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกัน
ปัจจุบันชิคคาร์เร้นท์ มีรถเช่าอยู่ในพอร์ต 900 คัน และในปี 2561 มีแผนที่จะเพิ่มรถเป็น 1,300 คัน พร้อมทั้งขยายสาขาเพิ่มอีก 4 แห่งได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา, สนามบินหาดใหญ่, สนามบินสมุยและสนามบินกระบี่ คาดว่าเม็ดเงินลงทุนทั้งหมดในปีนี้จะอยู่ที่ 500 ล้านบาท
“ปีนี้จะซื้อรถเข้ามาเพิ่มในพอร์ต โดยรถที่ซื้อยังเน้นฮอนด้า และเป็นรถเครื่องยนต์ขนาด 1,200 -1,500 ซีซี เพราะได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากจีน เนื่องจากราคาไม่แพง เริ่มต้นประมาณ 800 บาท ส่วนลูกค้าจากยุโรป จะเน้นรถคอมแพ็กต์คาร์ เครื่องยนต์ใหญ่ขึ้นมาหน่อย อาทิ ฮอนด้า ซีวิค หรือฮอนด้า แอคคอร์ด”
นายเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของบริษัทภายใน 5 ปีนี้ (2561- 2565) คือการเพิ่มจำนวนรถในพอร์ต 2,200 คัน และเพิ่มจำนวนสาขาประมาณปีละ 4 แห่ง นอกจากนั้นแล้วจะพัฒนาเว็บ ไซต์, แอพพลิเคชัน, การบริการ และมีทำตลาดผ่านดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง มีการโปรโมตเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นแบรนด์ และเห็นโปรโมชัน โดยชิคคาร์เร้นท์ คาดว่าจะมีรายได้ในปี 2561 ประมาณ 300-400 ล้านบาท เติบโต 40% เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่ทำได้ 220 ล้านบาท
ด้านดีลเลอร์รายใหญ่อีกหนึ่งเจ้าอย่าง “โตโยต้า แอท ยูไนเต็ด” ที่เดิมมีธุรกิจรถเช่าระยะยาวมาตั้งแต่ปี 2549 ต่อมาในปี 2558 ก็กระโดดเข้าร่วมวงธุรกิจรถเช่าระยะสั้น ภายใต้ชื่อ เอแซ็ป ASAP
สำหรับเอแซ็ป แม้จะเป็นน้องใหม่ในธุรกิจรถเช่าระยะสั้น แต่กลยุทธ์การตลาดได้นำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นจุดขาย โดยปีที่ผ่านมาเปิดตัว “เอแซ็ป โก” ที่มีแนวคิดแบบคาร์แชริ่ง คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง โดยลูกค้าเพียงดาวน์โหลดแอพ และกำหนดเวลาที่จะใช้รถ ซึ่งเอแซ็ปโกจะมีจุดจอดรถที่ให้บริการในตึกออฟฟิศย่านกลางเมือง ปัจจุบันมีจุดจอดรถ 30 - 40 แห่ง และในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง
“เราพบว่าลูกค้าที่ใช้เอแซ็ป โก เป็นลูกค้าที่ชอบความอิสระ และต้องการความสะดวกสบาย ส่วนการใช้งานส่วนใหญ่ก็มีข้ามวันบ้าง ซึ่งเราจะมีเรตราคาพิเศษ กลางวัน/กลางคืน และในอนาคตเราจะพัฒนาเอแซ็ปโกในเวอร์ชัน 2 - 3 ออกมาอีกเรื่อยๆ” นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ให้เช่า ภายใต้แบรนด์ เอแซ็ป กล่าวและว่า
ส่วนกลยุทธ์การตลาดในปีนี้ จะจับมือกับผู้พัฒนาแอพพลิ เคชันเพื่อนำเสนอการเช่าในรูปแบบใหม่ๆ ขณะที่รูปแบบการเจาะกลุ่มลูกค้าตามช่องทางปกตินั้น ในปีนี้จะจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นทัวร์ โอเปอเรเตอร์จากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น จีน และฝั่งยุโรป
“สัดส่วนลูกค้าที่จองรถเช่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากมีการจับมือกับพันธมิตร และคาดว่าอีก 3-6 เดือนอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว โดยปัจจุบันสัดส่วนของผู้เช่ารถ 80% เป็นคนไทย และต่างประเทศ 20% แต่ภายในสิ้นปีนี้เราคาดว่าสัดส่วนของผู้เช่าจะปรับเปลี่ยนเป็น 50% : 50%”
ปัจจุบันเอแซ็ป มีจำนวนรถเช่าประมาณ 400-500 คัน จนถึงสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 1,000 คัน ส่วนจำนวนสาขาที่ให้บริการมีจำนวน 7 แห่ง ในอนาคตภายใน 5 ปีมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสาขา 30 - 40 แห่ง และเดือนเมษายนจะมีการเปิด ASAP Auto Park รูปแบบคอมมิวนิตี มีร้านค้า ร้านอาหาร โชว์รูมรถเช่าระยะสั้น โชว์รูมรถมือ 2 และ ศูนย์บริการหลังการขายแบบครบวงจร และในอนาคตจะขยายและขายแฟรนไชส์ ASAP Auto Park
ดีลเลอร์รายใหญ่อีกหนึ่งเจ้า “เอ็มจีซี-เอเชีย” ที่ขายทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ, นิสสัน, ฮอนด้า ก็มีธุรกิจรถเช่า ภายใต้ชื่อมาสเตอร์ คาร์ เร้นเทิล (ระยะยาว ), Sixt Rent a Car (ระยะสั้น) มีรถในพอร์ตประมาณ 4,000 - 4,500 คัน โดยกลยุทธ์ในปีนี้จะขยายสู่อาเซียน หลังจากปีที่ผ่านมาเข้าไปเปิดสาขาที่ลาว และมาเลเซีย ในปีนี้ตั้งเป้าจะเปิดเพิ่มอีก 2 แห่ง
นอกจากดีลเลอร์ 3 รายใหญ่ที่กล่าวมาแล้ว ยังมี “สตาร์ แฟลก” ที่ขายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็มีธุรกิจหลักคือรถเช่า ภายใต้แบรนด์ “ไทยเร้นท์ อะคาร์” ซึ่งปีนี้เตรียมฉลอง 40 ปี ด้วยการจัดกิจกรรมและอัดโปรโมชันเพียบ
ด้วยธุรกิจรถเช่าที่มูลค่าระดับ 4.59 หมื่นล้านบาทต่อปี จึงไม่แปลกที่ตลาดนี้จะหอมหวนชวนแข่งขัน ทว่าผู้ประกอบการรายใหญ่หรือรายใหม่ ยังต้องพัฒนาเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการขาย การบริการ และระบบหลังบ้าน อย่างต่อเนื่องหรือพร้อมลงทุนในแพลตฟอร์มดิจิตอล หากหวังปักหลักบนเส้นทางนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,346 วันที่ 8 - 10 มีนาคม พ.ศ. 2561
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าตลาดรถเช่าในปี 2561 จะมีมูลค่า 4.5-4.59 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มี 4.25 หมื่นล้านบาท โดยรถเช่าระยะยาวครองส่วนแบ่งกว่า69% และรถเช่าระยะสั้น 31%ขณะที่แนวโน้มการเติบโตในปีนี้มาจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การเดินหน้าโครงการต่างๆของภาครัฐ ทำให้นักลงทุนมั่นใจ มีการใช้เงินจับจ่ายใช้สอย และอีกปัจจัยสำคัญคือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังไทยมากขึ้น
ด้วยทิศทางธุรกิจที่ส่งสัญญาณในเชิงบวก ทำให้ผู้ประกอบการเตรียมแผนรับมือ ทั้งรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดรถเช่าระยะยาว และรายใหม่ที่พยายามตีกินตลาดรถเช่าในระยะสั้น ล่าสุดยังเห็นความเคลื่อนไหวจากดีลเลอร์รถยนต์รายใหญ่ของ “โตโยต้า” และ “ฮอนด้า” ที่ลงทุนธุรกิจนี้อย่างจริงจัง หลังสถานการณ์การขายรถใหม่แข่งขันกันดุเดือด หรือเหลือกำไรต่อคันน้อย จึงต้องหวังพึ่งรายได้จากบริการหลังการขาย และธุรกิจรถเช่า
นอกเหนือความต้องการที่มีมากขึ้นแล้ว ปัจจัยที่ทำให้พระราม 3 กรุ๊ป เข้ามารุกในธุรกิจรถเช่าภายใต้ชื่อ “ชิค คาร์เร้นท์” (Chic Car Rent) เพื่อเติมเต็มหน่วยธุรกิจของบริษัทให้ครบวงจร ตั้งแต่การขายรถใหม่-รถมือสอง-รถเช่า-ธุรกิจประกันภัย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกัน
ปัจจุบันชิคคาร์เร้นท์ มีรถเช่าอยู่ในพอร์ต 900 คัน และในปี 2561 มีแผนที่จะเพิ่มรถเป็น 1,300 คัน พร้อมทั้งขยายสาขาเพิ่มอีก 4 แห่งได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา, สนามบินหาดใหญ่, สนามบินสมุยและสนามบินกระบี่ คาดว่าเม็ดเงินลงทุนทั้งหมดในปีนี้จะอยู่ที่ 500 ล้านบาท
“ปีนี้จะซื้อรถเข้ามาเพิ่มในพอร์ต โดยรถที่ซื้อยังเน้นฮอนด้า และเป็นรถเครื่องยนต์ขนาด 1,200 -1,500 ซีซี เพราะได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากจีน เนื่องจากราคาไม่แพง เริ่มต้นประมาณ 800 บาท ส่วนลูกค้าจากยุโรป จะเน้นรถคอมแพ็กต์คาร์ เครื่องยนต์ใหญ่ขึ้นมาหน่อย อาทิ ฮอนด้า ซีวิค หรือฮอนด้า แอคคอร์ด”
ด้านดีลเลอร์รายใหญ่อีกหนึ่งเจ้าอย่าง “โตโยต้า แอท ยูไนเต็ด” ที่เดิมมีธุรกิจรถเช่าระยะยาวมาตั้งแต่ปี 2549 ต่อมาในปี 2558 ก็กระโดดเข้าร่วมวงธุรกิจรถเช่าระยะสั้น ภายใต้ชื่อ เอแซ็ป ASAP
สำหรับเอแซ็ป แม้จะเป็นน้องใหม่ในธุรกิจรถเช่าระยะสั้น แต่กลยุทธ์การตลาดได้นำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นจุดขาย โดยปีที่ผ่านมาเปิดตัว “เอแซ็ป โก” ที่มีแนวคิดแบบคาร์แชริ่ง คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง โดยลูกค้าเพียงดาวน์โหลดแอพ และกำหนดเวลาที่จะใช้รถ ซึ่งเอแซ็ปโกจะมีจุดจอดรถที่ให้บริการในตึกออฟฟิศย่านกลางเมือง ปัจจุบันมีจุดจอดรถ 30 - 40 แห่ง และในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง
“เราพบว่าลูกค้าที่ใช้เอแซ็ป โก เป็นลูกค้าที่ชอบความอิสระ และต้องการความสะดวกสบาย ส่วนการใช้งานส่วนใหญ่ก็มีข้ามวันบ้าง ซึ่งเราจะมีเรตราคาพิเศษ กลางวัน/กลางคืน และในอนาคตเราจะพัฒนาเอแซ็ปโกในเวอร์ชัน 2 - 3 ออกมาอีกเรื่อยๆ” นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ให้เช่า ภายใต้แบรนด์ เอแซ็ป กล่าวและว่า
ส่วนกลยุทธ์การตลาดในปีนี้ จะจับมือกับผู้พัฒนาแอพพลิ เคชันเพื่อนำเสนอการเช่าในรูปแบบใหม่ๆ ขณะที่รูปแบบการเจาะกลุ่มลูกค้าตามช่องทางปกตินั้น ในปีนี้จะจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นทัวร์ โอเปอเรเตอร์จากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น จีน และฝั่งยุโรป
ปัจจุบันเอแซ็ป มีจำนวนรถเช่าประมาณ 400-500 คัน จนถึงสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 1,000 คัน ส่วนจำนวนสาขาที่ให้บริการมีจำนวน 7 แห่ง ในอนาคตภายใน 5 ปีมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสาขา 30 - 40 แห่ง และเดือนเมษายนจะมีการเปิด ASAP Auto Park รูปแบบคอมมิวนิตี มีร้านค้า ร้านอาหาร โชว์รูมรถเช่าระยะสั้น โชว์รูมรถมือ 2 และ ศูนย์บริการหลังการขายแบบครบวงจร และในอนาคตจะขยายและขายแฟรนไชส์ ASAP Auto Park
ดีลเลอร์รายใหญ่อีกหนึ่งเจ้า “เอ็มจีซี-เอเชีย” ที่ขายทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ, นิสสัน, ฮอนด้า ก็มีธุรกิจรถเช่า ภายใต้ชื่อมาสเตอร์ คาร์ เร้นเทิล (ระยะยาว ), Sixt Rent a Car (ระยะสั้น) มีรถในพอร์ตประมาณ 4,000 - 4,500 คัน โดยกลยุทธ์ในปีนี้จะขยายสู่อาเซียน หลังจากปีที่ผ่านมาเข้าไปเปิดสาขาที่ลาว และมาเลเซีย ในปีนี้ตั้งเป้าจะเปิดเพิ่มอีก 2 แห่ง
นอกจากดีลเลอร์ 3 รายใหญ่ที่กล่าวมาแล้ว ยังมี “สตาร์ แฟลก” ที่ขายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็มีธุรกิจหลักคือรถเช่า ภายใต้แบรนด์ “ไทยเร้นท์ อะคาร์” ซึ่งปีนี้เตรียมฉลอง 40 ปี ด้วยการจัดกิจกรรมและอัดโปรโมชันเพียบ
ด้วยธุรกิจรถเช่าที่มูลค่าระดับ 4.59 หมื่นล้านบาทต่อปี จึงไม่แปลกที่ตลาดนี้จะหอมหวนชวนแข่งขัน ทว่าผู้ประกอบการรายใหญ่หรือรายใหม่ ยังต้องพัฒนาเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการขาย การบริการ และระบบหลังบ้าน อย่างต่อเนื่องหรือพร้อมลงทุนในแพลตฟอร์มดิจิตอล หากหวังปักหลักบนเส้นทางนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,346 วันที่ 8 - 10 มีนาคม พ.ศ. 2561






