
นิสสันเปิดตัว‘ลีฟ ใหม่’6 ก.ย.
ในขณะที่เมืองไทยกำลังตื่นตัวกับรถพลังงานไฟฟ้า(อีวี) ตามแนวทางที่รัฐบาลสนับสนุน ค่ายรถยนต์ที่ถือเป็นผู้นำและปัจจุบันมีรถประเภทนี้ขายมากที่สุดในโลกอย่าง “นิสสัน” ที่มี “ลีฟ” (Leaf) เป็นตัวบุกเบิกเตรียมขยับครั้งใหญ่
นิสสัน มอเตอร์ วางแผนเปิดตัว “ลีฟ เจเนอเรชันที่ 2” ในวันที่ 6 กันยายนนี้ นอกจากความสามารถในการวิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้งแล้ว ยังมาพร้อมระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ และระบบช่วยจอดอัจฉริยะอีกด้วย
โดยระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (ProPILOT Park) จะใช้ทั้งเซ็นเซอร์เรดาร์ และกล้องรอบคัน ช่วยให้ผู้ขับขี่นำรถเข้าจอดทั้งแบบขนานและจอดแบบเข้าซองได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมควบคุมให้ทั้ง พวงมาลัย คันเร่ง และเบรก
[caption id="attachment_177924" align="aligncenter" width="503"]
นิสสันเปิดตัว‘ลีฟ ใหม่’6 ก.ย.[/caption]
นิสสันเผยว่า นี่เป็นอีกก้าวหนึ่งของนิสสันที่จะนำเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงมาใช่กับรถยนต์ในสายการผลิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Nissan Intelligent Mobility
สำหรับนิสสัน “ลีฟ” เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก ปัจจุบันมีตัวเลขสะสมกว่า 2.7 แสนคัน(เปิดตัวปี 2010) ส่วนการชาร์จไฟ 1 ครั้งวิ่งได้ระยะทางกว่า 200 กม. แต่รุ่นใหม่คาดว่าจะพัฒนาให้วิ่งได้ไกลขึ้นเป็น 400 กม. โดยตลาดหลักยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นิสสัน มอเตอร์ วางแผนเปิดตัว “ลีฟ เจเนอเรชันที่ 2” ในวันที่ 6 กันยายนนี้ นอกจากความสามารถในการวิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้งแล้ว ยังมาพร้อมระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ และระบบช่วยจอดอัจฉริยะอีกด้วย
โดยระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (ProPILOT Park) จะใช้ทั้งเซ็นเซอร์เรดาร์ และกล้องรอบคัน ช่วยให้ผู้ขับขี่นำรถเข้าจอดทั้งแบบขนานและจอดแบบเข้าซองได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมควบคุมให้ทั้ง พวงมาลัย คันเร่ง และเบรก
[caption id="attachment_177924" align="aligncenter" width="503"]
นิสสันเผยว่า นี่เป็นอีกก้าวหนึ่งของนิสสันที่จะนำเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงมาใช่กับรถยนต์ในสายการผลิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Nissan Intelligent Mobility
สำหรับนิสสัน “ลีฟ” เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก ปัจจุบันมีตัวเลขสะสมกว่า 2.7 แสนคัน(เปิดตัวปี 2010) ส่วนการชาร์จไฟ 1 ครั้งวิ่งได้ระยะทางกว่า 200 กม. แต่รุ่นใหม่คาดว่าจะพัฒนาให้วิ่งได้ไกลขึ้นเป็น 400 กม. โดยตลาดหลักยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






