
วิถีแห่งวอลโว่ ความปลอดภัย-รักษ์สิ่งแวดล้อม
จากวิสัยทัศน์ 2563 (Vision 2020) ที่วอลโว่ตั้งเป้าหมายว่า “ต้องไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตในรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่” ปัจจุบันค่ายรถยนต์สวีเดนกำลังมุ่งสู่เส้นทางนี้อย่างพิถีพิถัน โดยพัฒนาระบบความปลอดภัยใหม่ๆทั้ง ปกป้องเชิงโครงสร้าง การป้องกันและตัดสินใจแทนผู้ขับด้วยระบบไฟฟ้าภายในเสี้ยววินาที เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือผ่อนหนักให้เป็นเบา
โดยระบบต่างๆเหล่านี้ คนไทยมีโอกาสได้ใช้กับรถยนต์วอลโว่ตั้งแต่เจเนอเรชันเดิมๆ จนถึงโมเดลใหม่ที่พัฒนาให้คอบคลุมและอัจฉริยะมากขึ้น เริ่มจากเอสยูวี “เอ็กซ์ซี90”เป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะถูกเชื่อมโยงในภาพใหญ่ของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ(Autonomous) ที่วอลโว่เตรียมเปิดตัวในปี 2564
วอลโว่ยอมรับว่าเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติหลักๆเกิดมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ขณะเดียวกันยังช่วยให้คนขับผ่อนคลายเมื่อเดินทางไกล หรือสามารถเปลี่ยนอิรยาบถ เช่นรับประทานอาหารในรถ หรือจำเป็นต้องค้นหาข้อมูลในระหว่างรถยนต์กำลังวิ่งอยู่
สอดคล้องกับ “วิถีแห่งวอลโว่” ที่ประกอบด้วย 3 ค่านิยมหลัก (Core Value) คือความปลอดภัย(Safety) คุณภาพ (Quality) และรักษาสิ่งแวดล้อม (Environment)
แนวทางปฏิบัติขององค์กรนี้ถือว่าน่าสนใจ อย่างเรื่อง “ความปลอดภัย” ก็พัฒนาระบบ semi-autonomous drive เพื่อปูทางสู่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในอีก 4 ปีข้างหน้าส่วน “คุณภาพ” วอลโว่พยายามให้ลูกค้ารู้สึกถึงความใส่ใจ ตอบสนองความต้องการแบบเกินความคาดหวังของลูกค้า
เรื่องของคุณภาพ วอลโว่ยังแสดงผ่านการออกแบบภายในห้องโดยสารตามแนวคิด“สแกนดิเนเวียน” เน้นให้ห้องโดยสารดูโปร่ง ใช้วัสดุธรรมชาติรู้สึกสบายเหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน พร้อมการออกแบบปุ่มควบคุมต่างๆให้ใช้งานง่ายประมาณว่า สวยหรู ดูสบายใช้งานไม่ยุ่งยาก
[caption id="attachment_167966" align="aligncenter" width="503"]
The first new XC60 rolls off the production line in Torslanda, Sweden[/caption]
ส่วนประเด็น “รักษาสิ่งแวดล้อม” วอลโว่ใส่ใจตั้งแต่ต้นนํ้าไปถึงปลายนํ้า เริ่มจากโรงงานผลิตนอกจากต้องมีประสิทธิภาพแล้ว การใส่ใจในคุณภาพชีวิตของพนักงานก็สำคัญ(พนักงานที่นี่ทำงานแค่วันจันทร์-ศุกร์กำลังผลิต 5,300 คันต่อสัปดาห์) เช่นเดียวกับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ยกตัวอย่างโรงงานผลิตรถยนต์ทอร์สลานดา โกเตนเบิร์กประเทศสวีเดน แม้เป็นโรงงานเก่าแก่แต่ที่นี่ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตมาจากพลังงานนํ้าตามธรรมชาติ
“ความพยายามด้านสิ่งแวดล้อมของวอลโว่ อยู่บนแนวทางปฏิบัติแบบองค์รวมและจะเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายต่างๆอยู่เสมอ พร้อมพัฒนาให้ใช้พลังงานและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสอดคล้องกับกฎหมายและข้อเรียกร้องอื่นๆเช่น ลดการใช้พลังงานแบบฟอสซิล ลดมลพิษไอเสีย เพื่อสุภาพที่ดีของผู้คน”ฮาคาน ซามูเอลสัน ซีอีโอ วอลโว่ คาร์ กล่าว
ขณะเดียวกัน รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษตํ่า กินนํ้ามันน้อยและมีประสิทธิภาพในการขับขี่วอลโว่ใช้ประโยชน์จากการ ค้นคว้า-วิจัย เทคโนโลยี“ไดรฟ์ อี” (Drive-E) ซึ่งเป็นภาพใหญ่ของขุมพลังที่หลากหลาย ปัจจุบันมีบล็อก 4 สูบ 2.0 ลิตร ถ้าเครื่องยนต์ดีเซลจะใช้เทอร์โบคู่ ส่วนเบนซิน รัดแรงด้วยเทอร์โบชาร์จ และซูเปอร์ชาร์จ ถือเป็นเครื่องยนต์บล็อกเล็กทรงสมรรถนะ ที่ประเดิมใช้พื้นฐานแพลตฟอร์ม“สปา” (SPA- Scalable Product Architecture) ในรถยนต์ตระกูล 90
นอกจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายในแล้ว รุ่นปลั๊ก-อินไฮบริด กำลังเป็นที่นิยมในหลายตลาดทั่วโลก อย่างเมืองไทยมีเอสยูวี “เอ็กซ์ซี90” T8 Twin Engine และในอนาคตคงตามมาด้วย “เอ็กซ์ซี 60” ด้วยโครงสร้างและระบบขับเคลื่อนที่น่าสนใจจากเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรขับเคลื่อนล้อหน้า และมีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง วางแบตเตอรี่เป็นแนวยาวกลางตัวรถ
[caption id="attachment_167963" align="aligncenter" width="503"]
T5 Twin Engine on CMA and T8 Twin Engine AWD on SPA[/caption]
เหนืออื่นใด ในอนาคตวอลโว่ยังเตรียมทีเด็ด “ปลั๊ก-อินไฮบริด” ไว้ในรุ่นเล็กอย่าง XC40 ที่ใช้แพลตฟอร์ม “ซีเอ็มเอ” (CMA-Compact Modular Architecture) พร้อมลดความแรงลงมาเป็นระดับ T5 Twin Engine และใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังด้วยเกียร์ดูอัลคลัตช์ 7 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า (ไม่กินพื้นที่ใช้สอยโดยรวม และสมรรถนะเหมาะสมกับขนาดตัวถัง) คาดว่าจะเปิดตัวปลายปีนี้
มากไปกว่านั้น ในอีก 2 ปีข้างหน้า วอลโว่เตรียมเปิดตัวรถพลังงานไฟฟ้า (EV-Electric Vehicle) ที่สามารถวิ่งได้ไกล 500 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งอีกด้วย
… ทั้งเทคโนโลยีขับเคลื่อนวิศวกรรมเชิงโครงสร้าง ระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอันทันสมัย วอลโว่ไม่ได้มองว่า เป็นออพชันที่นำมาติดตั้งเพื่อเพิ่มมูลค่าและทำเป็นจุดขายเพื่อหวังผลในการตลาดเท่านั้น หากแต่ค่ายรถยนต์สวีดิชรายนี้ ยังตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน พร้อมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560
โดยระบบต่างๆเหล่านี้ คนไทยมีโอกาสได้ใช้กับรถยนต์วอลโว่ตั้งแต่เจเนอเรชันเดิมๆ จนถึงโมเดลใหม่ที่พัฒนาให้คอบคลุมและอัจฉริยะมากขึ้น เริ่มจากเอสยูวี “เอ็กซ์ซี90”เป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะถูกเชื่อมโยงในภาพใหญ่ของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ(Autonomous) ที่วอลโว่เตรียมเปิดตัวในปี 2564
สอดคล้องกับ “วิถีแห่งวอลโว่” ที่ประกอบด้วย 3 ค่านิยมหลัก (Core Value) คือความปลอดภัย(Safety) คุณภาพ (Quality) และรักษาสิ่งแวดล้อม (Environment)
แนวทางปฏิบัติขององค์กรนี้ถือว่าน่าสนใจ อย่างเรื่อง “ความปลอดภัย” ก็พัฒนาระบบ semi-autonomous drive เพื่อปูทางสู่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในอีก 4 ปีข้างหน้าส่วน “คุณภาพ” วอลโว่พยายามให้ลูกค้ารู้สึกถึงความใส่ใจ ตอบสนองความต้องการแบบเกินความคาดหวังของลูกค้า
เรื่องของคุณภาพ วอลโว่ยังแสดงผ่านการออกแบบภายในห้องโดยสารตามแนวคิด“สแกนดิเนเวียน” เน้นให้ห้องโดยสารดูโปร่ง ใช้วัสดุธรรมชาติรู้สึกสบายเหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน พร้อมการออกแบบปุ่มควบคุมต่างๆให้ใช้งานง่ายประมาณว่า สวยหรู ดูสบายใช้งานไม่ยุ่งยาก
[caption id="attachment_167966" align="aligncenter" width="503"]
ส่วนประเด็น “รักษาสิ่งแวดล้อม” วอลโว่ใส่ใจตั้งแต่ต้นนํ้าไปถึงปลายนํ้า เริ่มจากโรงงานผลิตนอกจากต้องมีประสิทธิภาพแล้ว การใส่ใจในคุณภาพชีวิตของพนักงานก็สำคัญ(พนักงานที่นี่ทำงานแค่วันจันทร์-ศุกร์กำลังผลิต 5,300 คันต่อสัปดาห์) เช่นเดียวกับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ยกตัวอย่างโรงงานผลิตรถยนต์ทอร์สลานดา โกเตนเบิร์กประเทศสวีเดน แม้เป็นโรงงานเก่าแก่แต่ที่นี่ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตมาจากพลังงานนํ้าตามธรรมชาติ
“ความพยายามด้านสิ่งแวดล้อมของวอลโว่ อยู่บนแนวทางปฏิบัติแบบองค์รวมและจะเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายต่างๆอยู่เสมอ พร้อมพัฒนาให้ใช้พลังงานและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสอดคล้องกับกฎหมายและข้อเรียกร้องอื่นๆเช่น ลดการใช้พลังงานแบบฟอสซิล ลดมลพิษไอเสีย เพื่อสุภาพที่ดีของผู้คน”ฮาคาน ซามูเอลสัน ซีอีโอ วอลโว่ คาร์ กล่าว
ขณะเดียวกัน รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษตํ่า กินนํ้ามันน้อยและมีประสิทธิภาพในการขับขี่วอลโว่ใช้ประโยชน์จากการ ค้นคว้า-วิจัย เทคโนโลยี“ไดรฟ์ อี” (Drive-E) ซึ่งเป็นภาพใหญ่ของขุมพลังที่หลากหลาย ปัจจุบันมีบล็อก 4 สูบ 2.0 ลิตร ถ้าเครื่องยนต์ดีเซลจะใช้เทอร์โบคู่ ส่วนเบนซิน รัดแรงด้วยเทอร์โบชาร์จ และซูเปอร์ชาร์จ ถือเป็นเครื่องยนต์บล็อกเล็กทรงสมรรถนะ ที่ประเดิมใช้พื้นฐานแพลตฟอร์ม“สปา” (SPA- Scalable Product Architecture) ในรถยนต์ตระกูล 90
นอกจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายในแล้ว รุ่นปลั๊ก-อินไฮบริด กำลังเป็นที่นิยมในหลายตลาดทั่วโลก อย่างเมืองไทยมีเอสยูวี “เอ็กซ์ซี90” T8 Twin Engine และในอนาคตคงตามมาด้วย “เอ็กซ์ซี 60” ด้วยโครงสร้างและระบบขับเคลื่อนที่น่าสนใจจากเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรขับเคลื่อนล้อหน้า และมีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง วางแบตเตอรี่เป็นแนวยาวกลางตัวรถ
[caption id="attachment_167963" align="aligncenter" width="503"]
เหนืออื่นใด ในอนาคตวอลโว่ยังเตรียมทีเด็ด “ปลั๊ก-อินไฮบริด” ไว้ในรุ่นเล็กอย่าง XC40 ที่ใช้แพลตฟอร์ม “ซีเอ็มเอ” (CMA-Compact Modular Architecture) พร้อมลดความแรงลงมาเป็นระดับ T5 Twin Engine และใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังด้วยเกียร์ดูอัลคลัตช์ 7 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า (ไม่กินพื้นที่ใช้สอยโดยรวม และสมรรถนะเหมาะสมกับขนาดตัวถัง) คาดว่าจะเปิดตัวปลายปีนี้
มากไปกว่านั้น ในอีก 2 ปีข้างหน้า วอลโว่เตรียมเปิดตัวรถพลังงานไฟฟ้า (EV-Electric Vehicle) ที่สามารถวิ่งได้ไกล 500 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งอีกด้วย
… ทั้งเทคโนโลยีขับเคลื่อนวิศวกรรมเชิงโครงสร้าง ระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอันทันสมัย วอลโว่ไม่ได้มองว่า เป็นออพชันที่นำมาติดตั้งเพื่อเพิ่มมูลค่าและทำเป็นจุดขายเพื่อหวังผลในการตลาดเท่านั้น หากแต่ค่ายรถยนต์สวีดิชรายนี้ ยังตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน พร้อมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560






