
ฮอนด้าวิชัน 2573 มุ่งยานยนต์ไฟฟ้าระบบขับขี่อัตโนมัติ
เปิดวิสัยทัศน์ “ทาคาฮิโระ ฮาจิโกะ” ซีอีโอ ฮอนด้ามอเตอร์ หลังจาก “ฐานยานยนต์” ไปร่วมงาน “Honda Global Journalist Meeting” ณ HGT Proving Ground Tochigi ประเทศญี่ปุ่น เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ติดตามการขยับตัวทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่การปรับแนวคิด แผนปฏิบัติงาน และมุมมองต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
“ตั้งแต่ผมขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารฮอนด้าเป็นเวลา 2 ปีมีการกำหนดและดำเนินตามแนวทาง 2 ประการ ได้แก่การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่มีความท้าทาย ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของฮอนด้า และการสร้างความก้าวหน้าในการดำเนินงานของฮอนด้าใน 6 ภูมิภาคทั่วโลก” นายฮาจิโกะกล่าวและว่า
ตามแนวทางที่วางไว้ประกอบไปด้วย การสร้างความแข็งแกร่งให้กับรถรุ่นที่ผลิตและจำหน่ายทั่วโลกและเฉพาะภูมิภาคโดยในระดับทั่วโลกจะมีการเปิดตัว ซีวิค รุ่นใหม่ และในญี่ปุ่นปลายเดือนกรกฎาคม 2560 , ส่วนซีอาร์-วี ใหม่ ได้เริ่มขายในสหรัฐอเมริกาและการเปิดตัวรุ่นไฮบริดทำให้ฮอนด้าเดินหน้ายกระดับรถซีอาร์-วีให้เป็นรถยนต์รุ่นที่ผลิตและจำหน่ายทั่วโลกที่แข็งแกร่งอีกรุ่นหนึ่ง,ด้าน แอคคอร์ด ใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและจะเตรียมเปิดแอคคอร์ดใหม่ทั้งหมดภายในปีนี้
[caption id="attachment_162071" align="aligncenter" width="503"]
“ทาคาฮิโระ ฮาจิโกะ” ซีอีโอ ฮอนด้ามอเตอร์[/caption]
ส่วนรุ่นที่ผลิตและจำหน่ายเฉพาะภูมิภาค ที่ได้รับความนิยม และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในตลาดภูมิภาค ได้แก่ ฮอนด้าบีอาร์-วี ในภูมิภาคเอเชีย,ฮอนด้า ริดจ์ไลน์ และฮอนด้าโอดิสซีย์ ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ,ฮอนด้าอาแวนเซียร์ และฮอนด้ายูอาร์-วี ในประเทศจีน และฮอนด้า เอ็น-บ็อกซ์ รถขนาดเล็กในตลาดญี่ปุ่น จะมีการปรับโฉมใหม่ทั้งหมดในช่วงปลายปีนี้
นอกจากนั้น ฮอนด้าเตรียมประกาศทิศทางการออกแบบใหม่ปลายปีนี้ และฮอนด้าอยู่ในระหว่างดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีที่เสริมสร้าง “ประสบการณ์การขับขี่ตามความต้องการของผู้ใช้รถ”
แนวทางต่อมาที่ฮอนด้าพยายามจะทำคือการพัฒนาระบบการทำงานที่สนับสนุนกันและกัน เพื่อรองรับการดำเนินงานของฮอนด้าทั่วโลก โดยปรับอุปทาน และอุปสงค์ในส่วนการผลิตและการขายให้มีความสมดุลกัน ซึ่งฮอนด้าได้ดำเนินการพัฒนาระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่นและสามารถสนับสนุนกันและกันในระหว่างภูมิภาคต่างๆ ทั้ง 6 ภูมิภาค
ยกตัวอย่าง ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ฮอนด้าอยู่ในระหว่างดำเนินการจัดตั้งระบบการผลิตเพื่อให้การผลิตรถบรรทุกนํ้าหนักเบาอาทิ ฮอนด้า ซีอาร์-วี, ฮอนด้าไพล็อต และฮอนด้า อคูร่าเอ็มดีเอ็กซ์ ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการรถสปอร์ตเอนกประสงค์ (SUV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้จากการส่งซีวิค แฮตช์แบ็ก จากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐอเมริกาและเตรียมส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นในอนาคต ขณะที่ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ซึ่งเป็นรุ่นระดับภูมิภาคที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาของฮอนด้าประเทศบราซิล ปัจจุบันมีการผลิตและจำหน่ายในประเทศอินเดีย ในขณะนี้ได้เร่งพัฒนาระบบการประสานงานระหว่างภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการคิดค้นและพัฒนายนตรกรรมรุ่นต่างๆ
ฮอนด้ายังตั้งเป้าหมายยอดขายในอนาคต (ปี2573) จะมาจากยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเหมารวมทั้งไฮบริด,ปลั๊กอิน-ไฮบริด ที่จะมีสัดส่วนการขายกว่า 50%และอีก 15% จะมาจากกลุ่มฟิวเซลว์ หรือ อีวี ขณะที่ประเทศไทยนั้นจะเป็นตลาดของไฮบริดมากกว่า ซึ่งฮอนด้ากำลังศึกษาถึงความน่าสนใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตลาดประเทศไทย
จากเป้าหมายยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่ม
ขึ้นเป็น 2 ใน 3 ทำให้ฮอนด้ามีการจัดตั้งฝ่ายพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าภายใต้สังกัดของศูนย์วิจัยและพัฒนาของฮอนด้า ซึ่งประกอบด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะดูแลและรับผิดชอบการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าทั้งคัน รวมถึงระบบขุมพลังรถยนต์ไฟฟ้าและตัวถัง
สิ่งสำคัญประการต่อมาคือนวัตกรรมที่ต่อยอดจากการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง โดยเตรียมจะติดตั้งระบบ Honda SENSING เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถฮอนด้าใหม่ทุกรุ่น เริ่มจากฮอนด้า N-BOX รุ่นใหม่ ซึ่งเทคโนโลยี Honda SENSING จะนำไปใช้ในรถฮอนด้าใหม่ในตลาดอื่นๆ เช่น ภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป และประเทศจีน
ฮอนด้ายังให้ความสำคัญกับการขับขี่แบบอัตโนมัติ โดยมีเป้าหมายคือ 1. การสร้างสังคมที่ปลอดอุบัติเหตุ 2. ส่งมอบยานยนต์ ที่ให้อิสระในการเดินทาง อย่างมีความสุข 3.สร้างความสุขในการเดินทาง ทำให้การเดินทางและการอยู่ในห้องโดยสารมีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยฮอนด้าเตรียมนำเทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัติออกใช้งานจริงบนทางด่วนในปี 2563 และมุ่งเน้นให้ใช้งานได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น เช่น การใช้งานบนท้องถนนตามปกติต่อไป
ภายใต้แนวทางดังกล่าวฮอนด้ายังเตรียมจับมือกับคู่ค้าในการสร้างสรรค์นวัตกรรมแบบเปิดยกตัวอย่าง จีเอ็ม, ฮิตาชิ,ยามาฮ่า, Grab, Waymo,JP Post
นายฮาจิโกะ กล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับตลาดประเทศไทยว่าภายใต้วิสัยทัศน์ 2573 (2030 VISION)ที่บริษัทมุ่งเน้นยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและการขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าไปทำตลาดไทยเช่นเดียวกัน และยังมุ่งหวังให้ตลาดประเทศไทยมีการขยายตัวต่อไป เพราะไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนเพื่อส่งออกที่สำคัญ
“ไทยเคยประสบวิกฤติต้มยำกุ้ง และเหตุการณ์นํ้าท่วมใหญ่ แต่ฮอนด้ายัง คงเดินหน้าให้ความสำคัญมีการตั้งโรงงานใหม่ ตั้งศูนย์อาร์แอนด์ดี จนปัจจุบันเราครองเบอร์ 1 ในตลาดรถยนต์นั่ง ซึ่งความสำคัญก็จะมีมากขึ้นต่อไปเรื่อยๆ”นายฮาจิโกะสรุป
….จากแผนงานระดับโลก สู่นโยบายระดับภูมิภาคและต้องจับตาทิศทางธุรกิจฮอนด้าในไทย พร้อมการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ๆ ที่น่าจะตื่นตาตื่นใจมากขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
“ตั้งแต่ผมขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารฮอนด้าเป็นเวลา 2 ปีมีการกำหนดและดำเนินตามแนวทาง 2 ประการ ได้แก่การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่มีความท้าทาย ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของฮอนด้า และการสร้างความก้าวหน้าในการดำเนินงานของฮอนด้าใน 6 ภูมิภาคทั่วโลก” นายฮาจิโกะกล่าวและว่า
ตามแนวทางที่วางไว้ประกอบไปด้วย การสร้างความแข็งแกร่งให้กับรถรุ่นที่ผลิตและจำหน่ายทั่วโลกและเฉพาะภูมิภาคโดยในระดับทั่วโลกจะมีการเปิดตัว ซีวิค รุ่นใหม่ และในญี่ปุ่นปลายเดือนกรกฎาคม 2560 , ส่วนซีอาร์-วี ใหม่ ได้เริ่มขายในสหรัฐอเมริกาและการเปิดตัวรุ่นไฮบริดทำให้ฮอนด้าเดินหน้ายกระดับรถซีอาร์-วีให้เป็นรถยนต์รุ่นที่ผลิตและจำหน่ายทั่วโลกที่แข็งแกร่งอีกรุ่นหนึ่ง,ด้าน แอคคอร์ด ใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและจะเตรียมเปิดแอคคอร์ดใหม่ทั้งหมดภายในปีนี้
[caption id="attachment_162071" align="aligncenter" width="503"]
ส่วนรุ่นที่ผลิตและจำหน่ายเฉพาะภูมิภาค ที่ได้รับความนิยม และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในตลาดภูมิภาค ได้แก่ ฮอนด้าบีอาร์-วี ในภูมิภาคเอเชีย,ฮอนด้า ริดจ์ไลน์ และฮอนด้าโอดิสซีย์ ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ,ฮอนด้าอาแวนเซียร์ และฮอนด้ายูอาร์-วี ในประเทศจีน และฮอนด้า เอ็น-บ็อกซ์ รถขนาดเล็กในตลาดญี่ปุ่น จะมีการปรับโฉมใหม่ทั้งหมดในช่วงปลายปีนี้
นอกจากนั้น ฮอนด้าเตรียมประกาศทิศทางการออกแบบใหม่ปลายปีนี้ และฮอนด้าอยู่ในระหว่างดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีที่เสริมสร้าง “ประสบการณ์การขับขี่ตามความต้องการของผู้ใช้รถ”
แนวทางต่อมาที่ฮอนด้าพยายามจะทำคือการพัฒนาระบบการทำงานที่สนับสนุนกันและกัน เพื่อรองรับการดำเนินงานของฮอนด้าทั่วโลก โดยปรับอุปทาน และอุปสงค์ในส่วนการผลิตและการขายให้มีความสมดุลกัน ซึ่งฮอนด้าได้ดำเนินการพัฒนาระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่นและสามารถสนับสนุนกันและกันในระหว่างภูมิภาคต่างๆ ทั้ง 6 ภูมิภาค
ยกตัวอย่าง ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ฮอนด้าอยู่ในระหว่างดำเนินการจัดตั้งระบบการผลิตเพื่อให้การผลิตรถบรรทุกนํ้าหนักเบาอาทิ ฮอนด้า ซีอาร์-วี, ฮอนด้าไพล็อต และฮอนด้า อคูร่าเอ็มดีเอ็กซ์ ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการรถสปอร์ตเอนกประสงค์ (SUV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้จากการส่งซีวิค แฮตช์แบ็ก จากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐอเมริกาและเตรียมส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นในอนาคต ขณะที่ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ซึ่งเป็นรุ่นระดับภูมิภาคที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาของฮอนด้าประเทศบราซิล ปัจจุบันมีการผลิตและจำหน่ายในประเทศอินเดีย ในขณะนี้ได้เร่งพัฒนาระบบการประสานงานระหว่างภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการคิดค้นและพัฒนายนตรกรรมรุ่นต่างๆ
ฮอนด้ายังตั้งเป้าหมายยอดขายในอนาคต (ปี2573) จะมาจากยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเหมารวมทั้งไฮบริด,ปลั๊กอิน-ไฮบริด ที่จะมีสัดส่วนการขายกว่า 50%และอีก 15% จะมาจากกลุ่มฟิวเซลว์ หรือ อีวี ขณะที่ประเทศไทยนั้นจะเป็นตลาดของไฮบริดมากกว่า ซึ่งฮอนด้ากำลังศึกษาถึงความน่าสนใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตลาดประเทศไทย
จากเป้าหมายยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่ม
ขึ้นเป็น 2 ใน 3 ทำให้ฮอนด้ามีการจัดตั้งฝ่ายพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าภายใต้สังกัดของศูนย์วิจัยและพัฒนาของฮอนด้า ซึ่งประกอบด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะดูแลและรับผิดชอบการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าทั้งคัน รวมถึงระบบขุมพลังรถยนต์ไฟฟ้าและตัวถัง
สิ่งสำคัญประการต่อมาคือนวัตกรรมที่ต่อยอดจากการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง โดยเตรียมจะติดตั้งระบบ Honda SENSING เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถฮอนด้าใหม่ทุกรุ่น เริ่มจากฮอนด้า N-BOX รุ่นใหม่ ซึ่งเทคโนโลยี Honda SENSING จะนำไปใช้ในรถฮอนด้าใหม่ในตลาดอื่นๆ เช่น ภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป และประเทศจีน
ฮอนด้ายังให้ความสำคัญกับการขับขี่แบบอัตโนมัติ โดยมีเป้าหมายคือ 1. การสร้างสังคมที่ปลอดอุบัติเหตุ 2. ส่งมอบยานยนต์ ที่ให้อิสระในการเดินทาง อย่างมีความสุข 3.สร้างความสุขในการเดินทาง ทำให้การเดินทางและการอยู่ในห้องโดยสารมีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยฮอนด้าเตรียมนำเทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัติออกใช้งานจริงบนทางด่วนในปี 2563 และมุ่งเน้นให้ใช้งานได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น เช่น การใช้งานบนท้องถนนตามปกติต่อไป
ภายใต้แนวทางดังกล่าวฮอนด้ายังเตรียมจับมือกับคู่ค้าในการสร้างสรรค์นวัตกรรมแบบเปิดยกตัวอย่าง จีเอ็ม, ฮิตาชิ,ยามาฮ่า, Grab, Waymo,JP Post
นายฮาจิโกะ กล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับตลาดประเทศไทยว่าภายใต้วิสัยทัศน์ 2573 (2030 VISION)ที่บริษัทมุ่งเน้นยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและการขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าไปทำตลาดไทยเช่นเดียวกัน และยังมุ่งหวังให้ตลาดประเทศไทยมีการขยายตัวต่อไป เพราะไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนเพื่อส่งออกที่สำคัญ
“ไทยเคยประสบวิกฤติต้มยำกุ้ง และเหตุการณ์นํ้าท่วมใหญ่ แต่ฮอนด้ายัง คงเดินหน้าให้ความสำคัญมีการตั้งโรงงานใหม่ ตั้งศูนย์อาร์แอนด์ดี จนปัจจุบันเราครองเบอร์ 1 ในตลาดรถยนต์นั่ง ซึ่งความสำคัญก็จะมีมากขึ้นต่อไปเรื่อยๆ”นายฮาจิโกะสรุป
….จากแผนงานระดับโลก สู่นโยบายระดับภูมิภาคและต้องจับตาทิศทางธุรกิจฮอนด้าในไทย พร้อมการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ๆ ที่น่าจะตื่นตาตื่นใจมากขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560






