svasdssvasds

เปิดหนังสือ ชี้แจง ซื้อหนี้เกษตรกร กว่า 9 พันล้าน จาก 4 แบงค์รัฐ

ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล
|
16 ก.พ. 2565 เวลา 11:18 น. 5.4k

เลขาธิการ กองทุนฟื้นฟูฯ แจงยิบ ทำโครงการ 3 ปี ชำระหนี้แทนเกษตรกร หลัง ก.คลัง ติง ติดวินัยการเงิน ลอกเลียนแบบ แนะสร้างรายได้ ให้มีพอใช้หนี้ตามกำหนด “แรมโบ้” รับปากเข้า ครม. 22 ก.พ. แกนนำลั่นปักหลักรอ กลัวเบี้ยวผิดสัญญา ระบุสถานะกองทุนฯ สิ้นเดือน ก.พ. ไม่มีเงินจ่ายพนักงานแล้ว

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ทางสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้ชี้แจงข้อสังเกตของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คราวประชุมครั้งที่ 1/2564 วันที่ 2 เมษายน 2564ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนพื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง และเห็นชอบให้ กฟกเสนอเรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาให้ความเห็นภายใน 30 วัน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

 

ทั้งนี้ สำนักงานได้มีหนังสือถึงกระทรวงการคลังลงวันที่ 7 เมษายน 2564 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 และกระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เห็นว่าเพื่อความรอบคอบในการเสนอโครงการจึงได้มีหนังสือที่ กค 1006/4256 ลงวันที่29 กันยายน 2564 แจ้งข้อสังเกตในการแก้ไขปัญหาหนี้ตามโครงการฯ รวม 5 ข้อ นั้น

 

สไกร พิมพ์บึง


นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”  คำถาม  ข้อที่ 1. การขอรับจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาหนี้โดยให้ภาครัฐชำระหนี้แทนเกษตรกรนั้นอาจส่งผลต่อวินัยการก่อหนี้และการชำระหนี้ของลูกหนี้ (Moral Hazard) และจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรก่อหนี้เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต เพราะรู้ว่าเมื่อตนเองก่อหนี้แล้วไม่ต้องรับผิดชอบในการชดใช้คืนรวมทั้งยังอาจเป็นวงกว้างต่อหนี้รายย่อยทั้งระบบที่อาจจะขอรับการช่วยเหลือในลักษณะเดียวกัน ซึ่งหาก Moral Hazard เกิดขึ้นจริง ภาครัฐอาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินในระบบสถาบัน

 

การเงิน ทั้งนี้ แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ควรเป็นไปอย่างบูรณาการมีความยั่งยืน ควรพิจารณาแนวทางในการฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตควบคู่ไปกับการส่งเสริมการออมและการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้และรายได้ที่เพียงพอ พร้อมทั้งสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและวินัยการเงินของประเทศ

 

คำตอบ ข้อที่ 1 โดย กฟก.มีความเห็นในกรณีดังกล่าว  มีเกษตรกรสมาชิก 5.67 ล้านคน ขึ้นทะเบียนหนี้ 516,965 คน คิดเป็น 5.67% ของสมาชิกทั้งหมด และเกษตรกรที่เป็นหนี้เร่งด่วน (NPL ขึ้นไป) 180,704 คน ปัจจุบันได้รับการจัดการหนี้ จำนวน 30,374 คน คิดเป็น 5.88% ของสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนหนี้และคิดเป็นร้อยละ 16.12% ที่เป็นหนี้เร่งด่วน NPL ขึ้นไป  ทั้งนี้ กฟก. มีหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ชัดเจน และไม่สามารถจัดการหนี้ให้กับเกษตรกรสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนหนี้ได้ทุกราย

 

เปิดกลุ่มเป้าหมายรัฐบาลซื้อหนี้เกษตรกร

 

สำหรับ เกษตรกรที่ได้รับการจัดการหนี้ ได้ผ่อนชำระหนี้คืนอย่างต่อเนื่องทุกปี รวมเป็นเงิน 2,013.23 ล้านบาท  จากข้อมูลข้อ 1.1-1.3 เห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ของ กฟก.ร่วมกับเจ้าหนี้ที่ผ่านมา ไม่ส่งผลต่อวินัยการก่อหนี้ และพฤติกรรมเอาอย่าง Moral Hazard ให้เกิดขึ้นตามที่หลายฝายตั้งข้อสังเกต

 

คำถาม ข้อที่ 2. หากโครงการฯ ที่ กฟก.เสนอไม่ได้ใช้เงินงบประมาณของ กฟก.หรืองบประมาณจากแหล่งอื่นๆ แต่เป็นการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการโดยรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือหรือการสูญเสียรายได้จากการดำเนินการนั้น ตามมาตรา 28 แห่ง พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 (พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานรัฐนั้น

 

เกาะติดม็อบ กองทุนฟื้นฟูฯ

 

ประกอบกับประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังภาครัฐ เรื่องกำหนดอัตราชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานรัฐในการดำเนินการกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่กำหนดไว้ในมาตรา 28 พ.ศ.2561 ได้กำหนดอัตรายอดคงค้างรวมทั้งหมดของภาระที่รัฐต้องรับชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินดำเนินการกิจกรรม

 

ทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กฟก. เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยเงินต้นที่เหลือร้อยละ 50 ให้สถาบันเจ้าหนี้ทั้งจำนวน ส่วนดอกเบี้ย กฟก.เสนอขอรับการสนับสนุนจากสถาบันเจ้าหนี้ยกให้เกษตรกรทั้งจำนวน อย่างไรก็ตามกรณีจะมีปัญหาตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

 

กฟก. เสนอขอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยให้เจ้าหนี้เฉพาะส่วนที่จะเป็นปัญหาเท่านั้น เช่น ชดเชยเฉพาะดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้รับรู้รายได้แล้ว เพื่อแบ่งเบาภาระให้เกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สินยืดเยื้อยาวนาน และเป็นการลดปัญหาหนี้ NPL ให้สถาบันเจ้าหนี้อีกทางหนึ่งเบื้องต้นมีแนวทางการดำเนินการดังนี้

บรรยากาศม็อบ

นายสไกร กล่าวว่า คำตอบ ประเด็นที่ 2  “ กฟก.” ขอชี้แจงกฟก. ในประเด็นดังกล่าว ดังนี้ เนื่องจากโครงการฯ ที่กองทุนฟื้นฟูฯ เสนอ ไม่ได้เป็นการขอเงินงบประมาณปี 2564 แต่เป็นแนวโน้มของการของบประมาณในปีงบประมาณ 2566-2569 (โครงการ 3 ปี) เป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว ไม่เป็นภาระงบประมาณมากนัก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อข้อกฎหมาย (พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ) จากกลุ่มเป้าหมาย 50.621 ราย หนี้เงินต้น 9,282.91 ล้านบาท

 

ประเด็นคำถาม ที่ 3 นอกจากนี้ในการดำเนินโครงการฯ ธนาคารเจ้าหนี้ควรได้รับการชดเชยเงินต้นเต็มจำนวนรวมถึงดอกเบี้ยซึ่งเป็นรายได้ที่ควราจะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยหากธนาคารไม่ได้รับรับการชดเชยดอกเบี้ยค้างรับจะส่งผลกระทบต่อรายได้และความน่าเชื่อถือของธนาคาร เนื่องจากธนาคารต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และกรอบอำนาจของกฎหมายและกฎระเบียบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

 

ดังนั้น หากมีการที่ทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย คณะกรรมการธนาคารอาจต้อรับผิดตาม พรทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539โดย กฟก.มีความเห็นในกรณีดังกล่าว ดังนี้

 

มาแบบยิ่งใหญ่

คำตอบ ที่ 3 โดย “กฟก. “ ขอเสนอให้เกษตรกรรับภาระหนี้งินต้นร้อยละ 50 ตามจำนวนเงินที่ กฟก. ชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ เงินต้นที่เหลืออีกร้อยละ 50 และดอกเบี้ยขอรับการสนันสนุนจากรัฐบาลหรือสถาบันเจ้าหนี้ กรณีเงินต้นที่เหลือร้อยละ 50 และดอกเบี้ยขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือเจ้าหนี้ กรณีเงินต้นที่เหลือร้อยละ 50 และดอกเบี้ยขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือสถาบันเจ้าหนี้ กรณีเงินต้นที่เหลือร้อยละ 50

 

หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถสนับสนุนลดให้เกษตรกรได้เนื่องจากปัญหา พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมินของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 สนอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยเงินต้นที่เหลือร้อยละ 50 ให้สถาบันเจ้าหนี้ทั้งจำนวน ส่วนดอกเบี้ย กฟก.เสนอขอรับการสนับสนุนจากสถาบันเจ้าหนี้ยกให้เกษตรกรทั้งจำนวน

ทวงคำสัญญา จากรัฐบาล

 

อย่างไรก็ตามกรณีจะมีปัญหาตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กฟก. เสนอขอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยให้เจ้าหนี้เฉพาะส่วนที่จะเป็นปัญหาเท่านั้น เช่น ชดเชยเฉพาะดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้รับรู้รายได้แล้ว เพื่อแบ่งเบาภาระให้เกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สินยืดเยื้อยาวนาน และเป็นการลดปัญหาหนี้ NPL ให้สถาบันเจ้าหนี้อีกทางหนึ่งเบื้องต้นมีแนวทางการดำเนินการดังนี้การสนับสนุนด้วยการลดเงินต้นหรือดอกเบี้ยให้เกษตรกรของ ธ.ก.ส.ตามที่ตรวจสอบ

 

เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและให้ความเห็นชอบโครงการฯแล้ว คณะกรรมการส. มีอำนาจในการพิจารณาให้การสนับสนุนการลดเงินต้นหรือดอกเบี้ยให้เกษตรกรได้ ภายกฎหมาย ระเบียบ ประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

มาคับคั่ง

 

3.2.2 แนวปฏิบัติในการตัดหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 262(พ.ศ.2549) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ เพิ่มเติมเป็น 6 อัฏฐแห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) ให้เกษตรกรสมาชิกได้รับสิทธิตามกฎกระทรวงดังกล่าว

 

 

3.2.3 การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิก กก. เคยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ถือปฏิบัติด้วยการลดเงินต้นร้อยละ 50 และดอกเบี้ยทั้งจำนวนให้เกษตรกร ซึ่ง ธ.ก.ส. และ กฟก. ได้ร่วมดำเนินการจนสิ้นสุดระยะเวลาโครงการแล้ว แต่ยังมีเกษตรกรบางส่วนตกค้างยังไม่สามารถดำเนินการได้ทัน

บรรยากาศ

 

ประเด็นคำถามข้อที่ 4 ปัจจุบันธนาคารเจ้าหนี้แต่ละแห่งมีแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรสมาชิก กฟก.ซึ่ง กฟก. อาจพิจารณาใช้ช่องทางที่ธนาคารเจ้าหนี้ทั้ง 4 แห่ง มีการดำเนินการอยู่แล้ว

 

คำตอบประเด็นที่ 4 โดย กฟก.มีความเห็นในกรณีดังกล่าว ดังนี้

 

4.1 เกษตรกรสมาชิก กฟก.ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ยกว่า 58 ปี มีการทำสัญญากับสถาบันเจ้าหนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือเป็นหนี้สถาบันการเงินมานานแล้ว ไม่สามารถชำระหนี้เพื่อปลดเปลื้องภาระหนี้สินหรือไถ่ถอนจำนองหลักประกันได้ เนื่องจากปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ราคาปัจจัยการผลิตสูง อุทกภัย วาตะภัย โรคพืช โรคสัตว์ ฯลฯ เป็นวงจรต่อเนื่องและเป็นระยะ

 

เปิดหนังสือ ชี้แจง ซื้อหนี้เกษตรกร กว่า 9 พันล้าน จาก 4 แบงค์รัฐ

ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการพักดอกเบี้ย ทำสัญญาใหม่ ทำสัญญากู้ใหม่เพื่อชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเดิม (Refinance)  กับเจ้าหนี้เดิมหรือเปลี่ยนเจ้าหนี้ใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ NPLหมุนเวียนมาทำการเกษตรต่อไปได้ จนท้ายที่สุดร้ายได้จากภาคเกษตรีมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถชำระหนี้คืนได้เพราะจำนวนเงินต้นที่เพิ่มขึ้นทำให้รายได้จากการขายผลผลิตไม่เพียงพอชำระหนี้คืน

 

การแก้ไขปัญหาหนี้ที่เจ้าหนี้แต่ละแห่งมีแนวทางปัจจุบันมีแนวโน้มที่เกษตรกรไม่ยอมรับเพราะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอย่างยั่งยืน(ลูกหนี้ ธ.ก.ส.) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ระยะเวลาโครงการ 3 ปี (1 ตุลาคม 2561 ถึง 30 กันยายน 2564)

 

ปักหลัก รอฟังข่าว

ตามโครงการกำหนดเงื่อนไขให้แบ่งหนี้เงินต้นออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งร้อยละ 50 ให้เกษตรกรทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ผ่อนชำระกับเจ้าหนี้เดิมคือ ธ.ก.ส. ระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี อัตราดอกเบี้ย MRR - 3 ส่วนที่สองเงินต้นที่เหลือร้อยละ 50 และดอกเบี้ยให้พักไว้ หากผ่อนชำระส่วนที่หนึ่งหมดแล้ว ธ.ก.ส.จะพิจารณายกดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ และทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เงินต้นที่เหลืออีกร้อยละ 50 ในเงื่อนไขผ่อนปรน ตามโครงการฯมีสมาชิก

 

ทวงสัญญา

กลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส.ที่ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการ จำนวน 36,506 ราย มีเกษตรกรแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการเพียง 4,292 คน แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีเกษตรกรไปทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับ ธ.ก.ส. ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินการได้และสิ้นสุดอายุแล้ว ดังนั้น เครื่องมือและแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้ของสถาบันเจ้าหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีปัญหาและผ่านการแก้ไขยืดเยื้อมาแล้ว

 

ทั้งนี้ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนพื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรปัจจุบันการแก้ไขปัญหาหนี้ตามโครงการๆ ด้วยการที่ กพก.ชำระหนี้แทน กำหนดให้เกษตรกรสมาชิกที่ชำระหนี้แทนหรือจะได้รับสิทธิในการชำระหนี้แทนต้องจัดทำแบบแสดงความประสงค์เข้าร่วมกระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรของเกษตรกรสมาชิกที่ได้รับการจัดการหนี้แล้ว

 

รวมพล คนเป็นหนี้

หรือเป็นผู้ที่มีสิทธิได้รับการจัดการหนี้ (แบบ ผค.1/4) ทุกรายและองค์กรเกษตรกรที่เกษตรกรสมาชิกสังกัดต้องลงนามรับรองแผนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรสมาชิกและรับผิดชอบในการกู้ยืมเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ดังนั้น การแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตามโครงการฯ นี้ จะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้ที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เกษตรกรไม่กลับไปเป็นหนี้ NPL อีก และโอกาสจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นหากได้รับการสนับสนุนในการลดภาระเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วนจากสถาบันเจ้าหนี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่ง

 

 

คำถาม ที่ 5  ในการดำเนินโครงการฯ ควรมีการเสนอผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนนอกจากนี้ รายละเอียดการดำเนินโครงการฯ ที่ระบุว่า "กรณีตรวจสอบภายหลังพบว่จำนวนรายและกรอบวงเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ขอความเห็นชอบ ให้สำนักงาน กฟก.เสนอคณะกรรมการ กฟก.เพื่อให้ความเห็นชอบดำเนินการได้ตามหลักการที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว" ยังไม่ความชัดเจน รวมทั้ง กฟก.ควรต้องคำนึงถึงขอบเขตอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

 

ทนแบกหนี้ไม่ไหว

 

คำตอบ ข้อที่ 5  โดย กฟก.มีความเห็นในกรณีดังกล่าว ดังนี้

 

กฟก.จะเสนอเปลี่ยนแปลงเนื้อหาโครงการฯ เฉพาะกรณีเกษตรกรที่ขาดคุณสมบัติหรือไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ และจะเสนอข้อมูลและรายชื่อเกษตรกรที่มีคุณสมบัติ ถูกต้อง ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในโครงการ แทนเกษตรกรที่ขาดคุณสมบัติ ภายใต้กรอบงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ และมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนคือเกษตรกรสมาชิกต้องเป็นหนี้ผิดนัดชำระ (NPL) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 การคงข้อความไว้ให้สำนักงานและคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อให้ความเห็นชอบดำเนินการได้ตามหลักการที่ ครม.เห็นชอบแล้ว

 

ม็อบ

เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวที่ตกหล่น รวมทั้งที่เสีบชีวิตและมีการเปลี่ยนแปลงทายาทผู้รับสภาพหนี้ ได้รับสิทธิตามโครงการ ประกอบกับ กฟก.มีแนวปฏิบัติในกรณีเทียบเคียงตามมติ ครม.วันที่ 28 มกราคม 2552 อนุมัติและเห็นชอบให้ใช้งบประมาณ จำนวน 607 ล้านบาทเศษ ซื้อทรัพย์ NPA คืนจากเกษตรกร จำนวน 1,187 ราย ได้ ต่อมาเมื่อวันที่10 เมษายน 2555 ครม.มีมติเพิ่มเติมเห็นชอบให้นำเงินที่อนุมัติให้ซื้อทรัพย์ NPA ไปซื้อหนี้ NPL คงเหลือจากหนี้ NPA ได้ และกรณีมีรายชื่อเกษตรกรที่เป็นหนี้ NPA เพิ่มเติมให้ขออนุมัติต่อคณะกรรมการ กฟก.เพื่อซื้อทรัพย์คืนและรายงานให้ ครม.ทราบต่อไป

 

ชรินทร์ ดวงดารา

 

นายชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษากลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.)  กล่าวว่า ครบรอบ 1 ปี ในการแก้ปัญหาหนี้สินไม่มีความคืบหน้าใดใดเลย ในการแก้หนี้จาก 4 ธนาคารรัฐ ซึ่งบอร์ดกรรมการฯ มีมติ ไปเรียบร้อยตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่นำเข้า ครม. จึงเป็นที่มาของการมาม็อบในครั้งนี้

 

ยื่นหนังสือ

 

ด้าน นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล รองประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คนที่ 1  และในฐานะแกนนำ สหพันธุ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย ( สกท.)  กล่าวว่า จะอยู่ปักหลักจนกว่า จะเข้า ครม. ซึ่งทาง ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ “แรมโบ้อีสาน”  แจ้งว่า นายกรัฐมนตรี รับปากแล้วว่า จะนำเข้า ครม.  ในวันที่ 22 ก.พ. นี้ ซึ่งไม่เชื่อใจว่าจะเข้าจริง ก็จะอยู่ปักหลักจนกว่าจะผ่าน ครม. ตอนนี้ม็อบมาเต็มแล้วที่หน้าแบงค์ชาติ  ที่สำคัญสถานะ สำนักงานกองทุนฯ แย่มาก ไม่มีเงินที่จะซื้อหนี้เกษตรกร แค่สิ้นเดือน กุมภาพันธ์ ไม่มีเงินจ่ายพนักงานแล้ว

 

 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด