thansettakij
thansettakij
"อะเฟเซีย" โรคสูญเสียความสามารถการสื่อสาร ภัยเงียบที่ควรรีบรักษา

"อะเฟเซีย" โรคสูญเสียความสามารถการสื่อสาร ภัยเงียบที่ควรรีบรักษา

17 ส.ค. 67 | 02:01 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ส.ค. 67 | 02:18 น.

กรมการแพทย์ เตือนภัย "อะเฟเซีย" หรือโรคที่ทำให้สูญเสียความสามารถในการสื่อสาร ถือเป็นภัยเงียบที่ควรรีบข้ารับการรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า กรมการแพทย์ ขอแจ้งเตือนผู้ป่วยที่มีภาวะ "อะเฟเซีย" หรือ การสูญเสียความสามารถทางการสื่อสารด้านภาษา ซึ่งเป็นกลุ่มอาการทางระบบประสาท ที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียความสามารถของสมองในการสื่อสารด้วยภาษา

หากพบอาการแสดงที่สงสัยว่าเกิดจากภาวะอะเฟเซีย ควรเข้ารับการตรวจรักษาโดยทันที เพื่อให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องเหมาะสม เพราะบางสาเหตุ หากได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก จะให้ผลการรักษาดีกว่า หรือหายเป็นปกติเมื่อเทียบกับการปล่อยอาการไว้เป็นระยะเวลานาน

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการอะเฟเซียจะมีความบกพร่อง ในการใช้ภาษาโดยแบ่งกลุ่มอาการออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เป็นความผิดปกติด้านการสั่งการด้วยภาษา เช่น พูดไม่ออก สะกดคำผิด เขียนไม่ได้ เขียนไม่เป็นคำ เรียกชื่อสิ่งของไม่ถูก ถ้าผิดปกติเล็กน้อย อาจจะยังพอพูดออกเสียงได้เล็กน้อย

กลุ่มที่ 2 ความผิดปกติด้านความเข้าใจภาษา เช่น ฟังไม่เข้าใจ อ่านไม่เข้าใจ แต่ผู้ป่วยจะยังสามารถพูดได้คล่อง แต่ไม่ตรงกับประเด็นสนทนา เพราะไม่เข้าใจเรื่องที่ผู้อื่นพูด 

กลุ่มที่ 3 ผู้ป่วยบางรายมีความผิดปกติทั้งด้านการสั่งการด้วยภาษาและความเข้าใจภาษา ทำให้มีลักษณะเงียบ เฉยเมย ไม่พูด และไม่เข้าใจภาษา

 

"อะเฟเซีย" โรคสูญเสียความสามารถการสื่อสาร ภัยเงียบที่ควรรีบรักษา

ว่าที่ร้อยตำรวจโทหญิง แพทย์หญิง นภา ศิริวิวัฒนากุล ผู้อำนวยการ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวว่า อาการอะเฟเซียเกิดจากโรคทางระบบประสาทได้หลายสาเหตุ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง สมองอักเสบ เนื้องอกในระบบประสาท สมองเสื่อม เป็นต้น

การวินิจฉัยกลุ่มอาการผู้ป่วยอะเฟเซีย ต้องเริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อทราบลักษณะและระยะเวลาที่เกิดความผิดปกติ ควบคู่ไปกับการตรวจร่างกายเพื่อยืนยันและค้นหาความผิดปกติทางระบบประสาทอื่น ๆ

ทั้งนี้เพื่อระบุสาเหตุของการเกิดโรคที่สงสัย และเป็นแนวทางในการเลือกส่งตรวจพิเศษ เพื่อยืนยันการวินิจฉัย และนำไปสู่การเลือกให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป สำหรับวิธีการให้การรักษาจะขึ้นกับสาเหตุของโรคที่เป็นด้วยการรักษาที่รวดเร็วและทันท่วงที จะเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ หรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ส่วนแนวทางในการป้องกันการเกิดโรคนั้น การดูแลสุขภาพส่วนบุคคลให้สมบูรณ์แข็งแรง รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายดีเหมาะสม การนอนหลับที่ดี การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การดูแลสุขภาพใจให้สมบูรณ์ดี หลีกเลี่ยงความเครียดหรืออารมณ์ที่หม่นหมอง 

ขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน เบาหวาน ความดันโหลิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่ ควรติดตามการรักษา รับประทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยป้องกันตัวเอง หรือคนใกล้ชิดจากความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับสมอง ทั้งภาวะอะเฟเซียหรือความผิดปกติจากโรคไม่ติดต่อทั้งหมดในระบบประสาทได้อีกด้วย