
"ไข้เลือดออก" ภัยเงียบจากยุงลาย เช็กอาการเสี่ยงระยะแรกสังเกตเห็นได้
"ไข้เลือดออก" อันตรายหน้าฝนโรคร้ายจากยุงลายแต่สามารถป้องกันได้ กรมควบคุมโรค เผยอาการไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ มีอะไรบ้าง สังเกตเห็นได้อย่างไร คลิกอ่านรายละเอียดได้ที่นี่
กรมควบคุมโรค คาดการณ์สถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทยว่า จะมีผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนหน้านี้ โดยล่าสุดมียอดผู้ป่วยสะสมแล้วมากกว่า 20,000 รายซึ่งวิธีการที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดนั่นเอง อย่างไรก็ดี เราทุกคนต่างมีความเสี่ยงกับการถูกยุงกัดได้ ดังนี้ การสังเกตจากอาการที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือเป็นการเตรียมความพร้อมที่สุดที่สุดวิธีการหนึ่ง
รู้จักกับ "โรคไข้เลือดออก"
ไข้เลือดออก จัดเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกิ ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ สามารถแพร่ได้โดยมียุงลายเป็นพาหะ
ลักษณะของโรคที่สำคัญ
มีไข้สูง มีอาการเลือดออก และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็อาจทำให้เกิดภาวะช็อกซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ จึงต้องมีการ ติดตาม เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของโรคอย่างใกล้ชิด และให้การรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่เกิดภาวะช็อก
อาการไข้เลือดออก
1.ระยะแรก
- มีไข้สูงประมาณ 5-7 วัน
- อาจจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- มีผื่นหรือจุดแดงตามร่างกาย แขน ขา
- บางรายอาจจะเบื่ออาหาร และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
2.ระยะวิกฤต (เป็นระยะที่ต้องระวังมากที่สุด)
- ผู้ป่วยจะมีอาการเพลียและซึม
- ปัสสาวะออกน้อย
- มีอาการปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา
- มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นสีดำ
- ในระยะนี้ไข้จะเริ่มลดลง มือเท้าเย็น ความดันโลหิตต่ำ และอาจทำให้เกิดอาการช็อกจนเสียชีวิตได้
3.ระยะฟื้นตัว
- คนไข้เริ่มมีอาการดีขึ้น ความดันโลหิตเริ่มกลับมาคงที่
- ปัสสาวะออกมาขึ้น เริ่มกลับมามีความอยากอาหารมากขึ้น
- อาการปวดท้อง ท้องอืดลดลง
- มีเรี่ยวแรงมากขึ้น โดยระยะเวลาทั้งหมดของไข้เลือดออกนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 7-10 วัน
ข้อแนะนำในการดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก
เบื้องต้นในการดูแลผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกขณะที่อยู่ที่บ้านสามารถทำได้ ดังนี้
1.เช็ดตัวเพื่อลดไข้ โดยใช้ผ้าถูตัวชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วเริ่มเช็ดที่ใบหน้า คอ หลังหู จากนั้นจึงค่อยประคบตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับต่าง ๆ
2.ดื่มน้ำมาก ๆ โดยในรายที่อาเจียนแนะนำให้จิบน้ำเกลือแร่เพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลียและให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ
3.ให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ได้ แต่ห้ามใช้ยาลดไข้ที่มีส่วนผสมของแอสไพริน หรือ ibuprofen
4.ติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรง เช่น อาเจียน ปวดท้องบริเวณชายโครงขวามาก มีเลือดออกรุนแรง ตัวเย็น มือเท้าเย็น ไม่ปัสสาวะนานกว่า 6 ชั่วโมง หรือ ซึมลงและไม่ค่อยรู้สึกตัว ให้รีบพามาพบแพทย์ทันที
วิธีรักษาอาการไข้เลือดออก
การพาผู้ป่วยเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะดีต่อผู้ป่วยมากที่สุดเพราะหากได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก
วิธีป้องกันไข้เลือดออก
เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนที่สามารถรักษาอาการไข้เลือดได้โดยตรง การป้องกันตัวเองไม่ให้ได้รับเชื้อไวรัสเดงกี คือ การป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกยุงลายกัดนั่นเองซึ่งสามารถป้องกันได้ดังนี้
1. ป้องกันตัวเอง
- สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด
- นอนในห้องที่มีมุ้งหรือมุ้งลวดเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด
- ใช้ยาทากันยุงชนิดทาผิว
2. กำจัดแหล่งพาหะ
- ภาชนะเก็บน้ำต้องมีฝาปิดเสมอ
- เปลี่ยนน้ำในแจกัน หรือกระถางทุก 7 วัน
- ฉีดพ่นสารเคมีหรือยากันยุงเพื่อกำจัดยุงลายเต็มวัย
3. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก
- สำหรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนี้แนะนำให้ฉีดในรายที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำซึ่งจะลดความรุนแรงและได้ผลดีกว่า





