
สปสช. ดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง หนุน AI -นวัตกรรมรับมือสังคมสูงอายุ
สปสช. ร่วมประชุมวิชาการ iMEDEV 2026 หนุนนำงานวิจัยมาใช้จริงโดยใช้โจทย์จากระบบบัตรทองเป็นแนวทางพัฒนานวัตกรรม-AI เพื่อแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขพร้อมพิจารณาเป็นสิทธิประโยชน์
KEY
POINTS
- สปสช. สนับสนุนการนำงานวิจัยมาใช้จริง โดยใช้โจทย์จากระบบบัตรทองเป็นแนวทางพัฒนานวัตกรรมและ AI เพื่อแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขและเตรียมพิจารณาเป็นสิทธิประโยชน์
- เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรับมือสังคมสูงวัย โดยช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองโรค และดูแลผู้ป่วย
- เน้นย้ำความร่วมมือระหว่างแพทย์ นักวิจัย ผู้ป่วย และภาคเอกชนตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมสามารถนำไปใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการของระบบสุขภาพ
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยในงานประชุมวิชาการ iMEDEV 2026 ภายใต้แนวคิด “Translating Breakthrough Academic Research into Real-World Medical Innovation” เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ในบริการจริง ในเวทีเสวนาหัวข้อ "Medical Device Use Case" ซึ่งร่วมแลกเปลี่ยนทิศทางเทคโนโลยีสุขภาพและแนวทางพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ประชาชนว่า
ในระยะ 5 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะการช่วยลดภาระงานของบุคลากรที่มีจำนวนจำกัด ทำให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและทั่วถึงมากขึ้น การพัฒนานวัตกรรมจึงควรเริ่มจากปัญหาและความต้องการของผู้ให้บริการและผู้ป่วย เพื่อให้ผลงานนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
สปสช. พร้อมร่วมกำหนดโจทย์และทำงานกับนักวิจัยและผู้พัฒนา โดยนำความต้องการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ "บัตรทอง 30 บาท" มาเป็นแนวทางพัฒนานวัตกรรม เนื่องจากเป็นระบบที่ดูแลประชาชนจำนวนมาก จึงมีโอกาสนำผลงานที่เหมาะสมไปใช้ในวงกว้าง รวมถึงพิจารณาเป็นสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่ทดลองใช้นวัตกรรม หรือ Innovation Sandbox เพื่อให้เห็นว่า ผลงานแต่ละชิ้นตอบโจทย์การทำงานเพียงใด และต้องปรับปรุงส่วนใดก่อนขยายการใช้งาน ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้และทดลองใช้ จะช่วยสร้างความเข้าใจและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีก่อนออกไปดูแลผู้ป่วยในอนาคต
"สิ่งที่เราอยากเห็นคือ งานวิจัยที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ดูแลประชาชนได้จริง นักพัฒนาจึงควรมีโอกาสทำงานร่วมกับผู้ใช้ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้เข้าใจปัญหาและปรับนวัตกรรมให้เหมาะกับการให้บริการ สปสช. พร้อมร่วมเชื่อมโจทย์เหล่านี้ เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยบุคลากรทำงานได้สะดวกขึ้น และประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น" ทพ.อรรถพร กล่าว
ด้านนายจารุเดช คุณะดิลก ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า AI จะมีบทบาทมากขึ้นด้านการป้องกันโรคและการตรวจคัดกรอง ช่วยให้พบโรคและเข้าสู่การรักษาเร็วขึ้น ซึ่งมีโอกาสลดต้นทุนการรักษา จำนวนวันนอนโรงพยาบาล ภาระงานบุคลากร และความแออัด อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลเพราะหากข้อมูลผิดพลาดหรือรั่วไหล อาจกระทบต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย
สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นายจารุเดช เสนอให้เชื่อมความร่วมมือระหว่างแพทย์ นักวิจัย และโรงงานผลิตตั้งแต่ต้น ครอบคลุมการออกแบบ การทดสอบทางคลินิก และการผลิตจริง โดยแต่ละฝ่ายรับผิดชอบตามความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วขึ้น ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความสามารถอยู่แล้ว แต่ยังต้องเพิ่มช่องทางให้ทุกฝ่ายเข้ามาทำงานร่วมกัน
ด้านนายวินิจ ฤทธิ์ฉิ้ม ประธานกรรมการ บริษัท ออโธพีเซีย จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านการวินิจฉัยโรค โรงพยาบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพบริการ ขณะเดียวกันสังคมสูงอายุทำให้มีความต้องการเทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมจึงควรพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยดูแลคนกลุ่มนี้และสนับสนุนการดูแลต่อเนื่องนอกโรงพยาบาล
การนำนวัตกรรมมาใช้ยังต้องอาศัยนโยบายภาครัฐ ทั้งด้านบัญชีนวัตกรรมและการเบิกจ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมดูแลประชาชนมากขึ้น ส่วนผู้ผลิตต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและราคาที่แข่งขันได้ ควบคู่กับการจัดอบรมและทดลองใช้งาน เพื่อให้แพทย์เข้าใจผลิตภัณฑ์และเกิดความมั่นใจในการนำไปใช้จริง
รศ.นพ.จักรกริช กล้าผจญ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า อุปกรณ์การแพทย์ที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการและสนับสนุนการดูแลที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน โดย AI เซ็นเซอร์ และระบบติดตามข้อมูลทางไกล สามารถช่วยรับมือกับสังคมสูงอายุ โรคเรื้อรัง การขาดแคลนบุคลากร และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาต้องเริ่มจากความเข้าใจความต้องการทางการแพทย์ และให้แพทย์ ผู้ป่วย และนักพัฒนาร่วมทำงานตั้งแต่ต้น เช่น หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพที่ต้องใช้เวลาเตรียม 20 นาที เพื่อให้บริการกายภาพบำบัด 30 นาที อาจไม่เหมาะกับการทำงานจริง นอกจากนี้ ต้องมีหลักฐานด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ ผลทดสอบการใช้งาน และความคุ้มค่า รวมถึงดำเนินการตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
นพ.จรวด จำปา นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตรัง กล่าวว่า ระบบสุขภาพจะพบปัญหาที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุมากขึ้น โดยเฉพาะกระดูกสะโพกหัก จึงต้องค้นหาความเสี่ยงให้เร็วเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม นวัตกรรมที่ต้องการควรใช้ง่าย สะดวก ราคาเข้าถึงได้ และติดตามข้อมูลได้แบบทันที เพื่อช่วยประเมินรูปแบบการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ อีกเทคโนโลยีที่มีศักยภาพคือการพิมพ์สามมิติ หรือ 3D Printing สำหรับช่วยรักษาผู้ป่วยอุบัติเหตุทางกระดูกและพัฒนาคุณภาพชีวิต
ด้าน นพ.ชวิศ เมธาบุตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ กล่าวว่า ในมุมของโรงพยาบาลชุมชน เทคโนโลยีจะช่วยคัดกรองผู้มีปัจจัยเสี่ยงและค้นหาผู้ป่วยระยะแรก เช่น มะเร็ง เพื่อให้เข้าสู่การรักษาเร็วขึ้น รวมถึงสนับสนุนการคัดกรองวัณโรคจำนวนมาก อีกส่วนสำคัญคือเทคโนโลยีติดตามผู้ป่วยในชุมชน ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ติดตามผลการรักษาและดูแลผู้ป่วยได้ต่อเนื่องมากขึ้น







