
รัฐบาลปิดดีลบริษัทยาโลกดึงเงินลงทุนเข้าปท. ประเดิม MSD วิจัยยาใหม่ 2,000 ล้าน
รัฐบาล ปิดดีลบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกดึงเม็ดเงินลงทุนวิจัยหลักพันล้านบาท ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตยา HIV พร้อมสร้างงานทักษะสูง ประเดิมดีลแรก MSD ก่อนลุยเซ็น Sandoz ในสองสัปดาห์นี้
KEY
POINTS
- รัฐบาลประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทยาระดับโลก โดยเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้ซื้อยา" เป็น "พันธมิตรด้านการลงทุน" เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนทางการแพทย์
- ประเดิมความร่วมมือกับบริษัท MSD ที่จะเข้ามาลงทุนวิจัยยาใหม่และขยายการวิจัยทางคลินิกในไทย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 2,000 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานกว่า 1,000 ตำแหน่ง
- ความร่วมมือกับ MSD จะต่อยอดสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยา HIV ตัวใหม่ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม
- รัฐบาลเตรียมเดินหน้าเจรจาและปิดดีลกับบริษัทยาระดับโลกรายอื่นเพิ่มเติม โดยมีแผนลงนามกับบริษัท Sandoz เป็นรายต่อไปในอีก 2 สัปดาห์
11 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าดึงการลงทุนจากบริษัทยาและอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับโลกเข้าสู่ประเทศไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ผลักดันไทยสู่ Medical Investment Hub โดยเปลี่ยนความสัมพันธ์จากการเป็นเพียง "ผู้ซื้อยา" ไปสู่การเป็น "พันธมิตรด้านการลงทุน" ที่ประเทศไทยต้องได้รับประโยชน์กลับมาทั้งการลงทุนใหม่ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรไทย
การขับเคลื่อนดังกล่าวอยู่ภายใต้แนวทางของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยรัฐบาลนำแนวคิด Offset Policy มาใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจากับบริษัทต่างชาติ เพื่อให้การจัดซื้อของภาครัฐสามารถต่อยอดกลับมาเป็นการลงทุนและการสร้างขีดความสามารถภายในประเทศ
กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การขับเคลื่อนของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดการเจรจากับบริษัทยาระดับโลก 10 ราย เพื่อดึงแผนการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย ทั้งด้านการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การผลิตยาและสารตั้งต้น ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของไทย โดยมี BOI ร่วมพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนและการอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง
ความร่วมมือกับ MSD ถือเป็น Quick Win แรกที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยมีแนวทางขยายการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย ซึ่งการวิจัยยาใหม่ 1 รายการมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีศักยภาพสร้างการจ้างงานบุคลากรราว 1,000 ตำแหน่ง พร้อมเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลรัฐที่มีศักยภาพเข้ามามีบทบาทในการวิจัยมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการผลิตสารตั้งต้นยา หรือ API สำหรับยา HIV ตัวใหม่ ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผน จะช่วยยกระดับประเทศไทยจากการเป็นตลาดและผู้ซื้อยา ไปสู่การมีบทบาทในกระบวนการวิจัยและการผลิตยาที่มีเทคโนโลยีสูงมากขึ้น
นางสาวลลิดา กล่าวว่า หลังจากความร่วมมือกับ MSD รัฐบาลเตรียมเดินหน้าปิดดีลกับบริษัทยาระดับโลกเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ มีแผนลงนามความร่วมมือกับ Sandoz เพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นอีกก้าวของการดึงบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย แทนการที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศเพียงฝ่ายเดียว
"โจทย์ของรัฐบาลคือ เมื่อประเทศไทยมีการจัดซื้อยาและผลิตภัณฑ์การแพทย์จากบริษัทระดับโลก เราต้องสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศให้มากขึ้น ทั้งการลงทุน การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตในประเทศ และการสร้างงานทักษะสูง เป้าหมายคือเปลี่ยนจากความสัมพันธ์แบบผู้ซื้อ–ผู้ขาย ไปสู่พันธมิตรที่ลงทุนและเติบโตไปด้วยกัน โดยดีล MSD เป็นจุดเริ่มต้น และจะมีดีลใหม่ตามมาอย่างต่อเนื่อง" นางสาวลลิดา กล่าว
รัฐบาลตั้งเป้าใช้แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างฐานอุตสาหกรรมสุขภาพที่มีมูลค่าสูงในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว และทำให้เม็ดเงินด้านสุขภาพที่ประเทศไทยใช้จ่ายสามารถหมุนกลับมาสร้างการลงทุน เทคโนโลยี งานวิจัย การจ้างงาน และองค์ความรู้ให้กับคนไทยมากขึ้น พร้อมยกระดับประเทศไทยจากฐานบริการสุขภาพไปสู่ฐานการวิจัยและการผลิตด้านการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค







