
'พัฒนา' ประกาศหนุนแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี รับมือภัยคุกคามสุขภาพข้ามพรมแดน
'พัฒนา' เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนครั้งที่ 17 ประกาศสนับสนุนยุทธศาสตร์ ASHA 2026-2030 ยกระดับความมั่นคงด้านสุขภาพอาเซียนจากภัยคุกคาม พร้อมเร่งสรุปความตกลงจัดตั้งศูนย์ ACPHEED ภายในปีนี้
KEY
POINTS
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไทยประกาศสนับสนุนวาระยุทธศาสตร์สุขภาพอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 ซึ่งเป็นแผน 5 ปี เพื่อรับมือภัยคุกคามสุขภาพข้ามพรมแดน
- แผนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถของอาเซียนในการป้องกัน ตรวจจับ และตอบโต้ภัยสุขภาพที่ซับซ้อน เช่น โรคอุบัติใหม่ การดื้อยา และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ประเทศไทยเน้นย้ำการสนับสนุนผ่านการสร้างระบบเฝ้าระวังที่เชื่อมโยงกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวดเร็ว การพัฒนาบุคลากร และส่งเสริมแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health)
- ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการร่วมจัดตั้งศูนย์อาเซียนว่าด้วยสาธารณสุขฉุกเฉินและโรคอุบัติใหม่ (ACPHEED) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 เพื่อเสริมความมั่นคงทางสุขภาพในภูมิภาค
10 กันยายน 2569 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ดร.สุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และคณะ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน ครั้งที่ 17 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง (17th ASEAN Health Ministers Meeting and Related Meetings: 17AHMM) ภายใต้หัวข้อ "Healthy ASEAN: Together Towards Equitable, Future-Ready Health Systems" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2569
พร้อมร่วมเปิดตัววาระยุทธศาสตร์สุขภาพอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 (ASEAN Strategic Health Agenda: ASHA 2026–2030) ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานด้านสาธารณสุขของอาเซียนในระยะ 5 ปีข้างหน้า และร่วมพิธีมอบรางวัล ASEAN Smoke-free Award โดยเทศบาลเมืองมหาสารคามได้รับรางวัลระดับเหรียญทองแดง (Bronze) ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นผู้แทนขึ้นรับรางวัลในนามประเทศไทย
นายพัฒนา ได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ "Synergising Health Systems for Resilience, Well-being and Health Security" ว่า ภัยคุกคามด้านสุขภาพในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากขึ้น ทั้งโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ การดื้อยาต้านจุลชีพ ภัยพิบัติ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาเซียนจึงต้องร่วมกันยกระดับขีดความสามารถในการป้องกัน ตรวจจับ และตอบโต้ภัยสุขภาพได้อย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับการรักษาความต่อเนื่องของบริการสุขภาพที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึงแม้ในภาวะวิกฤต
ประเทศไทยสนับสนุนการขับเคลื่อน ASHA 2026–2030 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยที่เชื่อมโยงกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรวดเร็วและปลอดภัย การพัฒนาบุคลากรและทีมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ตลอดจนการจัดหาเงินทุนที่ยั่งยืน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนตามแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการนำบทเรียนจากการดำเนินงานตามแผนงาน ASEAN Post-2015 Health Development Agenda 2021–2025 มาปรับใช้ เพื่อเสริมสร้างความเท่าเทียมและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อน ASHA 2026–2030 รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการระบาดของโรค
"ยืนยันว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการร่วมกับประเทศสมาชิกเร่งรัดการสรุปความตกลงจัดตั้งศูนย์อาเซียนว่าด้วยสาธารณสุขฉุกเฉินและโรคอุบัติใหม่ (ACPHEED) ภายในปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ" นายพัฒนากล่าว
สำหรับการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนจัดขึ้นทุกสองปี โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพการประชุมตามอักษรภาษาอังกฤษ โดยการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนครั้งที่ 17 มาเลเซียเป็นเจ้าภาพ และรัฐมนตรีสาธารณสุขมาเลเซียเป็นประธานการประชุม มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมทั้งหมด 11 ประเทศ โดยเมียนมาจะเป็นเจ้าภาพและประธานในการประชุมครั้งต่อไป







