thansettakij
thansettakij
ปั้น 'ขมิ้นชัน' สู่ยาทดแทน ชูงานวิจัยแก้ปวดข้อเข่า-ท้องอืด เทียบชั้นยาแผนปัจจุบัน

ปั้น 'ขมิ้นชัน' สู่ยาทดแทน ชูงานวิจัยบรรเทาปวดข้อเข่า-ท้องอืด เทียบชั้นยาแผนปัจจุบัน

กรมการแพทย์แผนไทยฯ เดินหน้ายกระดับ "ขมิ้นชัน" สู่สมุนไพรเศรษฐกิจต้นแบบพัฒนาครบวงจร พร้อมประกาศศักยภาพบนเวที Global Wellness Summit 2026 ชู "ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี" สินค้า GI มาตรฐานสากล มีงานวิจัยรองรับประสิทธิผลเทียบเท่ายาแผนปัจจุบัน หลังได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติหลายข้อบ่งใช้

KEY

POINTS

  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ ผลักดันขมิ้นชันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อใช้รักษาอาการท้องอืดเฟ้อและบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
  • มีงานวิจัยเชิงประจักษ์ยืนยันว่าสารสกัดขมิ้นชันมีประสิทธิผลในการรักษาอาการปวดข้อเข่าเสื่อมได้ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน (NSAIDs) แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า
  • มีการส่งเสริมวัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี (GI) และเตรียมวางระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต
  • ตั้งเป้าใช้ "ขมิ้นชันโมเดล" เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนสมุนไพรเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ ของไทยสู่ตลาดสากลและรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

1 สิงหาคม 2569 ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ขมิ้นชัน เป็นภูมิปัญญาคู่สังคมไทยมานาน ปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีสาร Super Anti-oxidant นำไปสู่การพัฒนาเป็นยาสมุนไพรในระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร โดยยาแคปซูลขมิ้นชันได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม องค์การเภสัชกรรมได้พัฒนาสารสกัดขมิ้นชัน Anti-ox® ซึ่งได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติประเภทยาพัฒนาจากสมุนไพร มีข้อบ่งใช้บรรเทาอาการปวดข้อเข่าเทียบเคียงยาแผนปัจจุบัน

พร้อมคว้ารางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ (Prime Minister Herbal Awards) ในปีงบประมาณ 2568 ระบบสาธารณสุขไทยมีการสั่งจ่ายยาแคปซูลขมิ้นชันแก้ท้องอืดเฟ้อรวมกว่า 2.17 ล้านครั้ง (คิดเป็น 81.29 ล้านหน่วย มูลค่า 136.13 ล้านบาท) และการสั่งจ่ายสารสกัดขมิ้นชันรักษาข้อเข่าเสื่อมมูลค่ากว่า 1.51 แสนบาท สะท้อนถึงการพัฒนาสมุนไพรจากงานวิจัยสู่การใช้จริงและสามารถลดการพึ่งพายาเคมี

ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในมิติวัตถุดิบ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกขมิ้นชันกระจายใน 67 จังหวัด โดยมีแปลงมาตรฐาน GAP ใน 28 จังหวัด และมีไฮไลต์สำคัญคือ "ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี" ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ (GI) เนื่องจากสภาพพื้นที่ส่งผลให้สะสมสารสำคัญกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ได้สูงเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรกับโรงงานผลิตยาสมุนไพรมาตรฐาน GMP ผ่านระบบ Traceability (ตรวจสอบย้อนกลับ) เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ด้าน นพ.อำพล เวหะชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยฯ ส่งเสริมการพัฒนาขมิ้นชันใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการคัดกรอง เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม   DNA Barcoding, การตรวจเอกลักษณ์ทางเคมี HPLC Fingerprint การวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ Curcumin, Demethoxycurcumin และ Bisdemethoxycurcumin

นอกจากนี้ หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เชิงอภิมาน (Systematic Review & Meta-analysis) สนับสนุนอย่างชัดเจนว่า สารสกัดขมิ้นชันมีประสิทธิผลในการบรรเทาอาการปวด และช่วยเพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้ในระดับใกล้เคียงกับยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

ขณะเดียวกันยังพบว่า มีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม

กรมการแพทย์แผนไทยฯ ตั้งเป้าใช้ "ขมิ้นชันโมเดล" เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนสมุนไพรเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขยายโอกาสในตลาด Health & Wellness ระดับสากล และรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต