thansettakij
thansettakij
สธ.รับมือน้ำท่วม-ดินถล่ม 1-6 ส.ค.นี้ กำชับรพ.ทุกแห่งสำรองยาให้เพียงพอ 72 ชม.

สธ.รับมือน้ำท่วม-ดินถล่ม 1-6 ส.ค.นี้ กำชับรพ.ทุกแห่งสำรองยาให้เพียงพอ 72 ชม.

ปลัดสธ. ยกระดับการเฝ้าระวังช่วง 1-6 ส.ค.นี้ ย้ำหน่วยงานจังหวัดเสี่ยง 'น้ำท่วม-ดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก' ให้เตรียมพร้อมสถานพยาบาล เส้นทาง EMS หลักและสำรอง ตรวจสอบไฟฟ้า เชื้อเพลิง น้ำ ยาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพออย่างน้อย 72 ชั่วโมง ทบทวนแผนสำรองบริการ เตรียมทีมแพทย์และสาธารณสุขดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด

KEY

POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มระหว่างวันที่ 1-6 สิงหาคม
  • กำชับให้โรงพยาบาลทุกแห่งตรวจสอบความพร้อมและสำรองยา เวชภัณฑ์ ออกซิเจน และระบบไฟฟ้าให้เพียงพออย่างน้อย 72 ชั่วโมง
  • เน้นย้ำการติดตามและดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต และหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ประสบภัย

1 สิงหาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ถึงสถานการณ์อุทกภัยของประเทศไทยว่า ขณะนี้ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 2 จังหวัด ได้แก่ พะเยาและยโสธร ถือเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีส้ม) แม้ฝนโดยรวมจะลดลงแต่ยังมีความเสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และน้ำท่วมขังจากฝนสะสม โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ ได้แก่ ภาคเหนือ อีสานตอนบน ภาคตะวันออก และจังหวัดระนอง

ทั้งนี้ ได้ประเมินและคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์จากพยากรณ์อากาศพบว่า ในช่วงวันที่ 1–3 สิงหาคม 2569 ความเสี่ยงจะทรงตัวหรือลดลงชั่วคราว แต่พื้นที่ภูเขายังคงต้องระระวังดินอิ่มน้ำ ช่วงวันที่ 4–6 สิงหาคม 2569 ฝนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะบริเวณภาคอีสานตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ประกอบกับช่วงวันที่ 3–6 สิงหาคม 2569 ทะเลอันดามันตอนบนจะมีคลื่นสูง 2–3 เมตร ทำให้มีความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุข ทั้งตัวสถานพยาบาล เส้นทางของหน่วยแพทย์ฉุกเฉินและการส่งต่อ (EMS/Refer) และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีสถานพยาบาลต้องหยุดให้บริการ หรือระบบไฟฟ้า น้ำ และออกซิเจนขัดข้องแต่อย่างใด รวมถึงยังไม่มีการขอรับการสนับสนุนจากส่วนกลาง

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้ป่วยทุกคน และได้กำชับให้ทุกจังหวัดและเขตสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงเตรียมความพร้อมรับมือ ดังนี้

1. ยืนยันความพร้อมสถานบริการ เส้นทางบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ทั้งสายหลักและสายสำรอง รวมถึงระบบไฟฟ้าสำรอง เชื้อเพลิง น้ำ ออกซิเจน ยา เลือด และเวชภัณฑ์ ให้เพียงพออย่างน้อย 72 ชั่วโมง

2. ยกระดับการเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3–4 สิงหาคมนี้ พร้อมทบทวนแผนสำรองบริการสำคัญ การส่งต่อผู้ป่วย ทีมควบคุมโรค ทีมอนามัยสิ่งแวดล้อม และทีมสุขภาพจิต

3. ติดตามและดูแลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ป่วยฟอกไต ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ใช้ออกซิเจน หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยที่ต้องรับยาต่อเนื่อง

โดยล่าสุดแต่ละพื้นที่เสี่ยงได้เริ่มดำเนินการแล้ว ได้แก่ พะเยาและยโสธร ได้ติดตามสถานการณ์สถานบริการ กลุ่มเปราะบาง และการเข้าถึงชุมชนที่ถูกน้ำท่วม, พื้นที่ภูเขาภาคเหนือ ได้เฝ้าระวังความเสี่ยงถนนขาด ดินถล่ม และเส้นทาง EMS/Refer ที่อาจล่าช้าหรือถูกตัดขาดฉับพลัน จันทบุรี ตราด และระนอง ได้เฝ้าระวังสถานบริการที่ตั้งอยู่ใกล้เชิงเขา รวมถึงเส้นทางส่งต่อผู้ป่วยข้ามอำเภอ ขณะที่อีสานตอนบนได้เฝ้าระวังและดูแลผู้ป่วยฟอกไต ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ใช้ออกซิเจน และผู้ที่ต้องรับยาต่อเนื่อง