
บอร์ดโรคติดต่อฯ ยกระดับ 'แผนวัคซีน' เป็นวาระชาติ-ปรับนิยาม 'วัณโรคดื้อยา XDR' ตามเกณฑ์ WHO
บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบยกระดับ "แผนวัคซีน" เป็นมาตรการระดับชาติ ย้ำชัดไม่ใช่การบังคับฉีดวัคซีน พร้อมปรับนิยาม "วัณโรคดื้อยา XDR-TB" ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก
KEY
POINTS
- คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติยกระดับ "แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค" เป็นมาตรการควบคุมโรคระดับชาติ เพื่อบูรณาการระบบข้อมูลให้เป็นเอกภาพ โดยย้ำว่าไม่ใช่การบังคับฉีดวัคซีน
- เห็นชอบให้ปรับปรุงนิยามของ "วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (XDR-TB)" ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO)
- การปรับปรุงนิยามวัณโรคมีเป้าหมายเพื่อลดความสับสน ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในชุมชน
คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบยกระดับแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติเป็นมาตรการควบคุมโรคระดับชาติ เพื่อบูรณาการระบบข้อมูล การเฝ้าระวัง และการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินให้เป็นเอกภาพ ย้ำไม่ใช่การบังคับฉีด พร้อมปรับปรุงนิยาม วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (XDR-TB) ให้เป็นนิยามเดียว ตามมาตรฐาน WHO เพื่อลดความสับสน ช่วยผู้ป่วยเข้าสู่การรักษารวดเร็ว ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในชุมชน
14 กรกฎาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นพ.นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค และคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบใน 2 เรื่องสำคัญเพื่อความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศ
1. การยกระดับ "แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ" เป็นมาตรการควบคุมโรคระดับชาติ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 (3) แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อบูรณาการระบบข้อมูลการฉีดวัคซีน การเฝ้าระวัง และการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ให้เป็นเอกภาพทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ขอย้ำว่าไม่ใช่การบังคับฉีดวัคซีนใหม่ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิหรือหน้าที่ของประชาชนแต่เป็นการสร้างระบบให้คนไทยเข้าถึงวัคซีนคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนซึ่งปัจจุบันมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลวัคซีนจากหน่วยบริการทั่วประเทศแล้ว ร้อยละ 41.62 โดยโรงพยาบาลชุมชนมีการรายงานข้อมูลสูงสุด ร้อยละ 96 ต้องเร่งประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ยังมีส่วนร่วมน้อย
2.การปรับปรุงนิยาม "วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (XDR-TB)" ให้เป็นนิยามเดียวตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO 2022) เพื่อลดความสับสนของผู้ปฏิบัติงาน ช่วยจัดระบบให้ผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาได้รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาล และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ติดตามสถานการณ์โรคที่สำคัญทั้งในและต่างประเทศ ดังนี้
โรคอีโบลา ข้อมูล ณ วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 มีผู้เดินทางสะสมจากเขตติดโรค 102 ราย (อยู่ระหว่างกักกัน 15 ราย) ยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันในประเทศไทย ทั้งนี้ ยังคงมาตรการแยกกัก/กักกันอย่างน้อย 21 วัน สำหรับผู้เดินทางที่มาจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา
โรคโควิด 19 สถานการณ์โดยรวมยังไม่รุนแรง พบผู้ป่วยสะสม 13,985 ราย เสียชีวิต 2 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 0.01) โดยสายพันธุ์หลักที่ระบาด คือ Omicron NB.1.8.1 (ร้อยละ 50.67)
โรคไข้หวัดใหญ่ พบผู้ป่วยสะสม 208,516 ราย เสียชีวิต 22 ราย กลุ่มป่วยสูงสุด คือ เด็กอายุ 0–9 ปี และมักพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียน ค่ายทหาร และเรือนจำ
โรคไข้เลือดออก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคใต้และภาคกลาง พบผู้ป่วยสะสม 12,186 ราย เสียชีวิต 18 ราย
โรคโปลิโอ ได้ยกระดับการเฝ้าระวังในเขตสุขภาพที่ 8 และ 10 หลังมีรายงานผู้ป่วยโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธุ์ชนิดใหม่ (LAO-XIE-1) ใน สปป.ลาว โดยเน้นการค้นหาผู้ป่วยอัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกเฉียบพลัน (AFP) และรายงานผลเป็นประจำทุกสัปดาห์
ส่วนกรณีตรวจพบพยาธิใบไม้ตับในนิสิตมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ยืนยันว่า ไม่ใช่การระบาดแต่เป็นผลคัดกรองปัสสาวะเบื้องต้น ซึ่งต้องตรวจยืนยันเพิ่มเติมด้วยการตรวจอุจจาระเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา โดยโรคนี้เกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดดิบและไม่ติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะติดตามสถานการณ์โรคอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสม และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันป้องกันและควบคุมโรคตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของคนไทยทุกคน







