thansettakij
thansettakij
“ไซนัสอักเสบเรื้อรัง” ทิ้งไว้นานเกิน 12 สัปดาห์ เสี่ยงแทรกซ้อนรุนแรง

“ไซนัสอักเสบเรื้อรัง” ทิ้งไว้นานเกิน 12 สัปดาห์ เสี่ยงแทรกซ้อนรุนแรง

แพทย์เตือน “ไซนัสอักเสบเรื้อรัง” ไม่ใช่แค่ไข้หวัด หากปล่อยไว้นานเสี่ยงกระทบอวัยวะสำคัญ แนะสังเกตอาการ คัดจมูก น้ำมูกข้น ปวดใบหน้า

KEY

POINTS

  • ไซนัสอักเสบเรื้อรังคือภาวะอักเสบของโพรงจมูกและไซนัสที่ต่อเนื่องนานเกิน 12 สัปดาห์ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโดยตรงและไม่ติดต่อ
  • การวินิจฉัยต้องมีอาการนานเกิน 12 สัปดาห์ โดยมีอาการหลักอย่างน้อย 2 อย่างร่วมกัน เช่น คัดจมูก น้ำมูกข้นเหนียว ปวดบริเวณใบหน้า หรือการรับกลิ่นลดลง
  • สาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การอักเสบหลังเป็นหวัด ภูมิแพ้ ความผิดปกติของโครงสร้างจมูก หรือการสัมผัสมลภาวะและควันบุหรี่
  • การรักษามีตั้งแต่การใช้ยา เช่น ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกและการล้างจมูก หากไม่ได้ผลอาจพิจารณาผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อแก้ไขโครงสร้างและลดการอักเสบ

นพ. บรรณวัชร ตันติคุณ โสต ศอ นาสิกแพทย์เฉพาะทางโรคจมูกและภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล ออกมาเตือนถึงภาวะไซนัสอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นโรคทางเดินหายใจที่มักถูกมองข้าม โดยเน้นย้ำว่าหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต

ไซนัสอักเสบเรื้อรังกับการรับมืออย่างถูกวิธี

ไซนัสอักเสบเรื้อรัง (Chronic Sinusitis) จัดเป็นภาวะการอักเสบของเยื่อบุโพรงอากาศบริเวณจมูกและไซนัสที่มีความต่อเนื่องยาวนานเกินกว่า 12 สัปดาห์ โดยทางการแพทย์ระบุว่าโรคนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรคโดยตรงเหมือนไข้หวัดทั่วไป จึงไม่ได้เป็นโรคติดต่อจากคนสู่คน แต่มีสาเหตุหลักมาจากกระบวนการอักเสบภายในร่วมกับปัจจัยทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วยแต่ละบุคคล

ตามโครงสร้างทางกายวิภาค บริเวณศีรษะของมนุษย์มีโพรงไซนัสทั้งหมด 4 คู่ ได้แก่ ไซนัสบริเวณหน้าผาก (Frontal sinus), ไซนัสข้างหัวตา (Ethmoid sinus), ไซนัสบริเวณโหนกแก้ม (Maxillary sinus) และไซนัสบริเวณฐานสมอง (Sphenoid sinus) เมื่อเกิดภาวะอักเสบเรื้อรังขึ้นในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง จะส่งผลให้ระบบระบายอากาศและสารคัดหลั่งภายในโพรงไซนัสทำงานผิดปกติ จนนำไปสู่กลุ่มอาการทางจมูกที่รื้อรัง

ปัจจัยก่อโรคและการวินิจฉัยเชิงอาการ

สาเหตุหลักของการเกิดโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังมีหลากหลายปัจจัย โดยมักเริ่มจากการอักเสบตามหลังการเป็นไข้หวัดหรือการติดเชื้อทางเดินหายใจที่ทำให้เยื่อบุโพรงไซนัสบวมและระบายไม่สะดวก นอกจากนี้ยังพบในผู้ป่วยที่มีโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ผู้ที่มีความผิดปกติทางกายวิภาคภายในช่องจมูก เช่น ผนังกั้นจมูกคด กระดูกผนังด้านข้างโพรงจมูกมีขนาดใหญ่จนอุดตันรูเปิดไซนัส หรือการมีเนื้องอกในโพรงจมูก ตลอดจนการได้รับมลภาวะและควันบุหรี่อย่างต่อเนื่อง

“ไซนัสอักเสบเรื้อรัง” ทิ้งไว้นานเกิน 12 สัปดาห์ เสี่ยงแทรกซ้อนรุนแรง

ในมิติของการวินิจฉัย แพทย์จะพิจารณาเมื่อผู้ป่วยมีอาการต่อเนื่องนานเกิน 12 สัปดาห์ โดยเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 4 อาการหลัก ซึ่งต้องมีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกข้นเหนียวร่วมด้วยเสมอ ได้แก่:

  1. อาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก
  2. มีน้ำมูกข้นเหนียว หรือไหลลงคอ
  3. ประสิทธิภาพการได้กลิ่นลดลง
  4. มีอาการปวดศีรษะ หรือปวดตื้อบริเวณรอบจมูก หัวคิ้ว หน้าผาก และโหนกแก้ม

หากพบอาการเหล่านี้ต่อเนื่องหรือกระทบต่อการนอนและการทำงาน แพทย์จะทำการตรวจส่องกล้องภายในโพรงจมูก และอาจพิจารณาทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษา

แนวทางการรักษาและนวัตกรรมการผ่าตัดผ่านกล้อง

ลำดับขั้นตอนการรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรังจะเริ่มต้นด้วยการใช้ยาเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการอักเสบและฟื้นฟูการระบายของโพรงไซนัส ยามาตรฐานที่ใช้ ได้แก่ ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ควบคู่กับการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อชำระล้างสารคัดหลั่ง รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยารักษาภูมิแพ้ตามข้อบ่งชี้ของแพทย์

กรณีที่การรักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยมีความผิดปกติทางโครงสร้างจมูกที่จำเป็นต้องแก้ไข แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดไซนัสผ่านกล้อง (Endoscopic Sinus Surgery; ESS) เพื่อขยายรูเปิดและนำเนื้อเยื่อที่อักเสบออก ทั้งนี้ เนื่องจากโพรงไซนัสตั้งอยู่ใกล้กับอวัยวะสำคัญอย่างดวงตา ฐานกะโหลกศีรษะ และสมอง

ปัจจุบันจึงมีการนำระบบนำทางระหว่างผ่าตัด (Navigator) มาใช้ร่วมด้วย ระบบดังกล่าวช่วยระบุตำแหน่งเครื่องมือผ่าตัดภายในโพรงไซนัสได้อย่างแม่นยำ เพิ่มความปลอดภัย และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ การผ่าตัดทำผ่านรูจมูกทั้งหมด จึงไม่มีแผลภายนอก ผู้ป่วยปวดน้อยและฟื้นตัวได้เร็ว

นอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์ ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลร่วมด้วย ทั้งการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำสะอาด งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นควันมลพิษ เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำและควบคุมอาการให้อยู่ในภาวะสงบอย่างยั่งยืน