
3 ความเชื่อผิดๆ ที่ผู้ชายต้องรู้ เกี่ยวกับโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ซิลลิค ฟาร์มา ชวนผู้ชายไทยเปิดใจทำความเข้าใจภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลังพบชายไทยอายุ 40-70 ปี เผชิญปัญหานี้สูงถึง 43% เตือนไม่ใช่แค่เรื่องตามวัย แต่เป็นเรดาร์เตือนภัยโรคหัวใจและหลอดเลือด
KEY
POINTS
- ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) ไม่ได้เกิดกับผู้สูงวัยเท่านั้น แต่สามารถพบได้ในผู้ชายอายุน้อยกว่า 40 ปี ซึ่งมีสาเหตุจากปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ
- ภาวะ ED เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผู้ที่มีภาวะนี้จะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองสูงขึ้น
- การใช้สมุนไพรหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่ถูกต้อง
ผลสำรวจพบชายไทยอายุ 40-70 ปี ประสบภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศสูงถึง 43% แต่ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะเงียบเนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย ล่าสุด ซิลลิค ฟาร์มา นำเสนอข้อมูลไข 3 ความเชื่อผิดๆ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพผู้ชายอย่างรอบด้าน
รู้จักภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED)
แม้ว่าผู้ชายส่วนใหญ่จะสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่องทั่วไปได้อย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยานพาหนะ กีฬา ครอบครัว หรือไลฟ์สไตล์การดูแลตนเอง แต่เมื่อถึงประเด็นสุขภาพในห้องนอนอย่างภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction หรือ ED) หลายคนกลับเลือกที่จะปกปิด มองว่าเป็นเพียงอาการตามวัย หรือเป็นผลมาจากความเครียดสะสม จนมองข้ามสัญญาณเตือนสำคัญทางร่างกาย
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นิยามภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศว่า เป็นภาวะที่ไม่สามารถทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวหรือคงการแข็งตัวได้เพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเพศอย่างต่อเนื่อง เบื้องหลังกลไกการทำงานนี้ ต้องอาศัยความสมบูรณ์และการทำงานประสานกันของสมอง ระบบประสาท ฮอร์โมน และหลอดเลือด
หากระบบไหลเวียนเลือดเริ่มเกิดปัญหาสุขภาพ ร่างกายมักจะแสดงสัญญาณเตือนผ่านภาวะนี้ก่อนเป็นอันดับแรกๆ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขไทยชี้ว่า ชายไทยในช่วงอายุ 40-70 ปี มีภาวะ ED สูงถึง 43% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนว่าเป็นปัญหาสุขภาพใกล้ตัวที่กระจายอยู่ในสังคม
ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ผู้นำการให้บริการสำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพแบบครบวงจรในประเทศไทยและเอเชีย ได้สรุป 3 ความเชื่อที่สังคมยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาวะ ED พร้อมข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ดังนี้
ความเชื่อที่ 1: ED เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มผู้ชายสูงวัยเท่านั้น
ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ระบุว่า แม้ภาวะ ED จะพบได้ในผู้ชายอายุ 40 ถึง 70 ปี ประมาณ 43% และพบได้บ่อยขึ้นในกลุ่มที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป แต่ความพบบ่อยไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องปกติของความแก่ชราตามธรรมชาติ ภาวะ ED เชื่อมโยงกับพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอื่นๆ
โดยเฉพาะการสูบบุหรี่เป็นเวลานาน ภาวะอ้วน และโรคเบาหวาน ซึ่งพบว่าผู้ชายที่เป็นโรคเบาหวานมีอาการของ ED สูงถึง 65.8% ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็พบอัตราความเสี่ยงภาวะ ED สูงถึง 30% ซึ่งมีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยทางร่างกาย สภาวะทางจิตใจ ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าจากการดำเนินชีวิตประจำวัน
ความเชื่อที่ 2: ED เป็นเรื่องเฉพาะส่วนบุคคล ไม่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม
ข้อมูลจากสมาคมทางเดินปัสสาวะแห่งยุโรป (EAU) ระบุว่า ภาวะ ED มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากการแข็งตัวของอวัยวะเพศต้องพึ่งพาความแข็งแรงของหลอดเลือดและการไหลเวียนของเลือดที่สมบูรณ์ ภาวะ ED จึงเปรียบเสมือนเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Sign) ของโรคทางกายที่ซ่อนอยู่
มีงานวิจัยพบว่าภาวะ ED อาจปรากฏให้เห็นก่อนอาการของโรคหัวใจ เช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอก ประมาณ 1-3 ปี และพบในผู้ป่วยโรคหัวใจบ่อยกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า นอกจากนี้ ผู้ชายที่มีภาวะ ED ยังมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้น 59% และเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สูงขึ้น 34% การพบสัญญาณนี้จึงเป็นโอกาสในการตรวจเช็กสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่เนิ่นๆ
ความเชื่อที่ 3: การพึ่งพาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือการออกกำลังกาย สามารถรักษาให้หายขาดได้
เมื่อเกิดปัญหา ผู้ชายจำนวนมากมักเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรที่โฆษณาว่าเห็นผลรวดเร็ว การปรับไลฟ์สไตล์ เช่น การออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก เลิกสูบบุหรี่ หรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะมีส่วนช่วยให้อาการดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างตรงจุด
ปัจจุบันการรักษาหลักทางการแพทย์มีการใช้ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศแบบรับประทาน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและช่วยให้การแข็งตัวทำได้ดีขึ้น การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหาและรักษาที่ต้นเหตุเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว
การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ถือเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การดูแลสุขอนามัยทางเพศ ซึ่งเป็นมิติหนึ่งของสุขภาวะองค์รวม การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การเปิดใจพูดคุยกับคนใกล้ชิด และการเข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันปัญหาสุขภาพร้ายแรง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน






