
สธ.ผนึกดีอี ย้ายข้อมูลสุขภาพขึ้นคลาวด์กลาง เชื่อมประวัติข้าม รพ.
สธ.จับมือดีอีย้ายข้อมูลสุขภาพขึ้นคลาวด์กลางภาครัฐ ให้แพทย์เข้าถึงประวัติผู้ป่วยแบบเรียลไทม์แม้รักษาต่างสังกัด พร้อมใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและขยายบริการแพทย์ทางไกล
KEY
POINTS
- กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลฯ (ดีอี) ย้ายข้อมูลสุขภาพขึ้นสู่ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อเชื่อมโยงประวัติการรักษาของผู้ป่วยข้ามโรงพยาบาล
- การเชื่อมโยงข้อมูลช่วยให้แพทย์เข้าถึงประวัติผู้ป่วยได้ทันทีแม้จะเปลี่ยนสถานพยาบาล ทำให้การรักษาต่อเนื่อง รวดเร็ว และลดความเสี่ยงในการรักษา
- มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยวินิจฉัยโรค ลดการตรวจซ้ำซ้อน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
- เป้าหมายระยะยาวคือการจัดตั้ง "ศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของประเทศ" เพื่อยกระดับบริการสาธารณสุขและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลด้านสุขภาพ
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ขับเคลื่อนโครงการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยย้ายข้อมูลที่เดิมจัดเก็บแยกกันในแต่ละหน่วยงานขึ้นสู่ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ซึ่งมีมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับสากล
นายพัฒนา ระบุว่า โครงการนี้เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับบริการสาธารณสุขและผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลระดับโลก (Global Digital Leadership) เมื่อข้อมูลเชื่อมถึงกัน แพทย์จะเข้าถึงประวัติผู้ป่วยได้ทันทีแม้ผู้ป่วยเปลี่ยนสถานพยาบาล ช่วยให้การรักษาต่อเนื่อง รวดเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงในการรักษา
เชื่อมประวัติผู้ป่วยข้ามโรงพยาบาล
การดำเนินงานส่วนแรกคือการพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพผ่าน GDCC โดยมีเป้าหมายให้แพทย์เรียกดูประวัติการรักษาของผู้ป่วยได้แบบเรียลไทม์ แม้ผู้ป่วยจะเข้ารับบริการในโรงพยาบาลต่างสังกัด ข้อมูลจากการรักษาครั้งก่อนจึงใช้ประกอบการดูแลผู้ป่วยได้ต่อเนื่องเมื่อเปลี่ยนโรงพยาบาล
ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล ลดการตรวจซ้ำ
ส่วนที่สองคือการนำ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยโรคให้แม่นยำขึ้นและลดการตรวจซ้ำซ้อน ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ยังใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและช่วยให้ภาครัฐบริหารงบประมาณด้านสุขภาพรายหัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขยายบริการแพทย์ทางไกลถึงพื้นที่ห่างไกล
ส่วนที่สามคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางและลดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ตามแนวทาง “รักษาทุกที่ ทุกเวลา”
ตั้งเป้าศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของประเทศ
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเชื่อมโยงหน่วยบริการสาธารณสุขเข้ากับระบบ โดยมีเป้าหมายจัดตั้ง “ศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของประเทศ” เพื่อใช้ข้อมูลการรักษาเป็นฐานในการพัฒนาบริการและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่ได้มาตรฐานทั่วประเทศ
ในระยะยาวกระทรวงสาธารณสุข วางให้คลาวด์กลางเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลด้านสุขภาพ (Digital Health) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และรองรับการเปลี่ยนผ่านของระบบสาธารณสุขไทยสู่ดิจิทัลฃ






