
เตือนภัยภาชนะบรรจุอาหารยอดฮิต ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย ลดการปนเปื้อน
กรมวิทย์ฯ ไขข้อเท็จจริง เตือนภัยภาชนะบรรจุอาหาร ชี้ระดับความเสี่ยงขึ้นอยู่กับประเภทวัสดุและการใช้งาน แนะประชาชนเลือกภาชนะได้มาตรฐานและใช้ให้ตรงวัตถุประสงค์
KEY
POINTS
- ความปลอดภัยของภาชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับประเภทของอาหาร (เช่น กรด, ไขมัน) อุณหภูมิ และระยะเวลาที่สัมผัส
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้กล่องโฟมกับอาหารร้อนจัดหรือมีไขมันสูง และไม่ใช้ภาชนะเมลามีนกับอาหารที่มีความเป็นกรดสูงและความร้อน เพื่อลดความเสี่ยงการปนเปื้อนสารอันตราย
- ภาชนะอะลูมิเนียมไม่เหมาะกับอาหารที่มีกรดสูงเป็นเวลานาน และควรระวังสารโลหะหนัก (ตะกั่ว, แคดเมียม) จากภาชนะเซรามิกที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีสีสันฉูดฉาด
- ควรเลือกซื้อภาชนะที่มีสัญลักษณ์มาตรฐาน (มอก.) หรือ Food Grade อ่านฉลากคำแนะนำการใช้งาน และเลิกใช้ภาชนะที่ชำรุด แตก หรือมีรอยลอกร่อน
กระแสความกังวลเรื่องสารเคมีปนเปื้อนในภาชนะบรรจุอาหารกำลังสร้างความสับสนแก่ประชาชน การเข้าใจหลักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคุณสมบัติวัสดุ เงื่อนไขอุณหภูมิ และปฏิกิริยาต่อประเภทอาหาร จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประเมินความเสี่ยงและเลือกใช้ภาชนะได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป
ความเสี่ยง-ปนเปื้อนของสารเคมีจากภาชนะ
กระแสการเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยบนสื่อออนไลน์เกี่ยวกับอันตรายของภาชนะบรรจุอาหารประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล่องโฟม จานชามเมลามีน พลาสติก PVC ขวดพลาสติก PET และภาชนะโลหะ ได้สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ดี การพิจารณาความปลอดภัยของการใช้ภาชนะสัมผัสอาหาร ไม่สามารถตัดสินจากชนิดของวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นร่วมด้วยอย่างถี่ถ้วน
ดร.นพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ความเสี่ยงในการได้รับสารเคมีอันตรายจากภาชนะสัมผัสอาหารนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักหลายประการ ได้แก่ ชนิดและเกรดของวัสดุ กระบวนการผลิตและมาตรฐานการรับรอง ประเภทของอาหาร อุณหภูมิขณะสัมผัส และระยะเวลาที่อาหารสัมผัสกับภาชนะ หากปัจจัยเหล่านี้อยู่ในภาวะที่ไม่เหมาะสม สารเคมีที่เป็นองค์ประกอบหรือวัตถุดิบในการผลิตภาชนะอาจหลุดลอกหรือแพร่กระจายสู่อาหารได้
ข้อจำกัดของภาชนะบรรจุอาหาร
ภาชนะบรรจุอาหารแต่ละประเภท มีการใช้งานที่แตกต่างและหลากหลายกันไป การเลือกใช้ภาชนะบรรจุอาหาร จึงมีเงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยสามารถจำแนกความเสี่ยงตามประเภทวัสดุได้ดังนี้
1. กล่องโฟมบรรจุอาหาร (Polystyrene)
กล่องโฟมที่ใช้อย่างแพร่หลายในบรรจุภัณฑ์อาหารเช้าและอาหารสั่งทำ หากนำไปบรรจุอาหารที่มีอุณหภูมิสูง หรืออาหารที่มีไขมันสูงเป็นเวลานาน ความร้อนและไขมันจะทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายที่เร่งการแพร่กระจายของสาร "สไตรีน" (Styrene) ออกจากเนื้อโฟมลงสู่อาหาร
ซึ่งสถาบันวิจัยมะเร็งสากล (International Agency for Research on Cancer: IARC) ได้จัดให้สารสไตรีนอยู่ในกลุ่ม 2A (Group 2A) หรือเป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ ดังนั้น การใช้กล่องโฟมบรรจุอาหารร้อนจัดหรืออาหารผัดทอดที่มีน้ำมันมากจึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
2. ภาชนะเมลามีน (Melamine)
ภาชนะเมลามีนเป็นที่นิยมเนื่องจากมีความทนทาน ไม่แตกหักง่ายเหมือนเซรามิก อย่างไรก็ดี หากนำภาชนะเมลามีนไปใส่อาหารที่มีความเป็นกรดสูง (เช่น อาหารรสเปรี้ยวจัด น้ำสมุนไพรบางชนิด) และมีความร้อนสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน สารฟอร์มาลดีไฮด์หรือเมลามีนโมโนเมอร์อาจแพร่สู่อาหารได้
การใช้งานภาชนะชนิดนี้จึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และต้องหยุดใช้งานทันทีเมื่อพบว่าภาชนะมีรอยแตกร้าว ผิวเคลือบหลุดลอก หรือเสื่อมสภาพ
3. ฟิล์มพลาสติก PVC ถนอมอาหาร
ฟิล์มพลาสติกชนิดโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) บางประเภท มีการผสมสารเพิ่มความอ่อนตัวในกลุ่ม "พทาเลต" (Phthalates) เพื่อให้ฟิล์มมีความยืดหยุ่นและเกาะติดภาชนะได้ดี สารกลุ่มนี้สามารถละลายและแพร่กระจายได้ดีในไขมัน เมื่อฟิล์ม PVC สัมผัสกับอาหารที่มีไขมันสูงโดยตรงหรือถูกนำไปผ่านความร้อน จึงมีความเสี่ยงที่สารพทาเลตจะปนเปื้อนลงในอาหาร
ผู้บริโภคจึงต้องสังเกตฉลากฟิล์มหุ้มห่ออาหารอย่างถี่ถ้วน และเลือกระบุข้อความว่าสำหรับใช้สัมผัสอาหารได้โดยเฉพาะ พร้อมปฏิบัติตามข้อห้าม เช่น ห้ามสัมผัสโดยตรงกับอาหารที่มีน้ำมันหรือไขมัน
4. พลาสติก PET และ PP
สำหรับขวดพลาสติก PET (Polyethylene Terephthalate) ที่ใช้บรรจุน้ำดื่ม และกล่องพลาสติก PP (Polypropylene) ที่นิยมใช้เป็นภาชนะถนอมอาหารหรือกล่องใส่อาหาร ถือเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อนำมาใช้บรรจุอาหาร โดยมีข้อเงื่อนไขคือต้องเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการสัมผัสอาหารโดยตรง (Food Grade) และใช้งานตามเงื่อนไขที่ผู้ผลิตระบุไว้ เช่น การระบุระดับอุณหภูมิที่ทนได้ หรือสัญลักษณ์การใช้งานกับเตาไมโครเวฟ
การประเมินภาชนะประเภทโลหะ แก้ว และเซรามิก
นอกจากกลุ่มพลาสติกแล้ว ภาชนะประเภทอื่นที่นิยมใช้ในครัวเรือนก็มีข้อกำหนดและข้อจำกัดในการใช้งานที่แตกต่างกัน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารตกค้าง
ภาชนะอะลูมิเนียม: อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่ตอบสนองต่อกรดได้ดี หากนำภาชนะอะลูมิเนียมไปใช้ต้ม ทำอาหาร หรือหมักดองอาหารที่มีความเป็นกรดสูงเป็นเวลานาน กรดจะกัดกร่อนเนื้อโลหะและเร่งให้เกิดการละลายของอะลูมิเนียมลงสู่อาหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบร่างกายหากได้รับสะสมในปริมาณมาก
ภาชนะสเตนเลสและไทเทเนียม: สเตนเลสเกรดคุณภาพสูง เช่น เกรด 304 และเกรด 316 รวมถึงภาชนะไทเทเนียม มีคุณสมบัติทนทานต่อการกัดกร่อนสูง มีความปลอดภัยสูงในการนำมาใช้ปรุงและบรรจุอาหาร อย่างไรก็ตาม ในกรณีของสเตนเลส ยังคงมีข้อแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่อาหารที่มีความเป็นกรดสูงเข้มข้นทิ้งไว้เป็นเวลานานเกินไป
ภาชนะแก้ว: แก้วถือเป็นหนึ่งในวัสดุที่มีความปลอดภัยและเสถียรที่สุดในการสัมผัสอาหาร ไม่ทำปฏิกิริยากับกรด ด่าง หรือความร้อน แต่ข้อควรระวังคือควรเลือกภาชนะแก้วชนิดใส ไม่มีสี หรือไม่มีการสกรีนลวดลายตกแต่งบริเวณผิวสัมผัสอาหารด้านใน เพื่อป้องกันการหลุดลอกของสีสกรีน
ภาชนะเซรามิก: เซรามิกเป็นภาชนะที่ทนความร้อนได้ดี แต่ความเสี่ยงที่สำคัญมักมาจากสารเคลือบและสีสันที่ใช้ตกแต่ง หากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือใช้เซรามิกเกรดต่ำ สีเคลือบหรือลวดลายฉูดฉาดอาจเกิดการละลายและปล่อยโลหะหนักที่เป็นอันตราย เช่น ตะกั่ว (Lead) หรือแคดเมียม (Cadmium) ปนเปื้อนลงสู่อาหารได้
แนวทางการเลือกและใช้งานภาชนะอย่างถูกต้อง
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เน้นย้ำว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลจนถึงขั้นเลิกใช้หรือหลีกเลี่ยงภาชนะบรรจุอาหารทุกประเภท แต่หัวใจสำคัญของการป้องกันอันตรายจากสารเคมีปนเปื้อน คือการยึดหลัก "เลือกให้ถูก ใช้ให้เหมาะ และใช้ตามคำแนะนำของผู้ผลิต" โดยมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังนี้
การเลือกซื้อ: ตรวจสอบสัญลักษณ์การรับรองมาตรฐาน เช่น มอก. หรือสัญลักษณ์ Food Grade บนผลิตภัณฑ์ และเลือกซื้อจากผู้ผลิตหรือแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้
การอ่านฉลาก: ตรวจสอบข้อแนะนำการใช้งานอย่างเคร่งครัด เช่น สัญลักษณ์ที่ระบุว่าสามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้ (Microwave Safe) ช่วงอุณหภูมิที่ภาชนะทนได้ หรือข้อห้ามในการบรรจุอาหารที่มีกรดหรือไขมันสูง
การตรวจสอบสภาพ: หลีกเลี่ยงและเลิกใช้งานภาชนะที่มีรอยแตกร้าว ผิวสัมผัสขรุขระ บิ่น ชำรุด หรือมีการหลุดลอกของสารเคลือบ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวนอกจากจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคแล้ว ยังเพิ่มอัตราการแพร่ของสารเคมีสู่อาหารได้อย่างรวดเร็ว
การใช้งานตรงวัตถุประสงค์: ไม่นำภาชนะไปใช้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กำหนด เช่น ไม่นำขวดพลาสติก PET แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งไปใส่น้ำร้อน หรือไม่นำฟิล์มหุ้มห่ออาหาร PVC ไปเข้าเตาไมโครเวฟพร้อมอาหารที่มีน้ำมันสูง
การปฏิบัติตามแนวทางการเลือกและใช้งานภาชนะบรรจุอาหารอย่างถูกวิธีตามหลักสุขอนามัยและหลักการทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดโอกาสการแพร่กระจายของสารเคมีสู่อาหาร ซึ่งจะช่วยปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคจากการสะสมสารพิษในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ







