
เปิดสถิติวัยทำงาน เสียชีวิตจาก ‘สโตรก’ พุ่ง ชี้สัญญาณเตือน BEFAST
ผู้เสียชีวิตสโตรกพุ่ง 100% วัยทำงาน 30-40 ปีป่วยเพิ่มขึ้น แพทย์เตือนสมองอุดตันสูญเสียเซลล์ประสาท 1.9 ล้านเซลล์/นาที สามารถสังเกตอาการได้ด้วยหลัก BEFAST
KEY
POINTS
- โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการ ซึ่งการรักษาอย่างรวดเร็วผ่านระบบ Stroke Fast Track จะช่วยลดความเสียหายของสมองและลดโอกาสเกิดความพิการถาวร
- ประชาชนสามารถสังเกตสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองได้จากหลักการ BEFAST ซึ่งครอบคลุมอาการเสียการทรงตัว (Balance) การมองเห็นผิดปกติ (Eyes) ใบหน้าเบี้ยว (Face) แขนขาอ่อนแรง (Arm) และพูดไม่ชัด (Speech)
- หากพบอาการผิดปกติแม้เพียงข้อเดียวตามหลัก BEFAST ให้รีบโทรสายด่วน 1669 ทันที (Time) เพราะทุกวินาทีมีความสำคัญต่อการรักษาและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการของคนไทย ข้อมูลกรมควบคุมโรคพบผู้ป่วยสะสมในปี 2568 จากระบบ HDC กระทรวงสาธารณสุขจำนวน 362,506 คน สะท้อนภาระโรคที่ยังต้องเร่งป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดอาการ
ดังนั้น โรงพยาบาลพระรามเก้าเร่งพัฒนาระบบ Stroke Fast Track ผสานเทคโนโลยี MRI และ Biplane DSA เพิ่มโอกาสรักษาทันท่วงที ลดความเสียหายของสมองและความพิการถาวร ชูแนวคิด “ทุกวินาทีมีความหมายต่อสมอง”
นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์หัวหน้าศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ส่งผลให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน หรือเกิดภาวะเลือดออกในสมอง ทำให้เซลล์สมองเสียหายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดสมองเส้นใหญ่อุดตันและไม่ได้รับการรักษา อาจสูญเสียเซลล์ประสาทเฉลี่ยประมาณ 1.9 ล้านเซลล์ต่อนาที
ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ระยะเวลาการรักษามีความสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสลดความเสียหายของเนื้อสมองและความพิการได้มากขึ้น โรงพยาบาลจึงนำระบบ Stroke Fast Track มาใช้ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่การคัดกรอง วินิจฉัย รักษาระยะเฉียบพลัน ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ ลดระยะเวลารอคอยในขั้นตอนสำคัญและเพิ่มโอกาสการฟื้นตัวมากขึ้น
MRI-Biplane DSA เพิ่มประสิทธิภาพรักษาสโตรก
นพ.สิทธิ กล่าวว่า Stroke Fast Track เป็นกระบวนการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่การคัดกรองและประเมินอาการ การตรวจภาพสมอง ไปจนถึงการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม ซึ่งโรงพยาบาลมีเทคโนโลยี MRI ช่วยประเมินเนื้อสมอง และ Biplane Digital Subtraction Angiography (Biplane DSA) ระบบถ่ายภาพหลอดเลือดสองระนาบ ช่วยให้แพทย์มองเห็นหลอดเลือดได้อย่างละเอียดและสนับสนุนการรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด โดยเฉพาะการนำลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์
โดยโรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบประมาณ 80% และโรคหลอดเลือดสมองแตก พบประมาณ 20% ซึ่งมีแนวทางการรักษาแตกต่างกัน และผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตก แพทย์จะพิจารณาควบคุมความดันโลหิต เฝ้าระวังอาการ หรือผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
ส่วนผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน มีแนวทางรักษาสำคัญ ได้แก่ การให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ซึ่งโดยทั่วไปต้องได้รับภายใน 4.5 ชั่วโมงแรกนับจากเวลาเริ่มมีอาการในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ และการนำลิ่มเลือดออกผ่านสายสวนหลอดเลือด (Mechanical Thrombectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดสมองเส้นใหญ่อุดตัน เพื่อให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมองโดยเร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการตรวจภาพสมองในปัจจุบันช่วยให้แพทย์ประเมินเนื้อสมองที่ยังมีโอกาสฟื้นตัว ทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถได้รับการพิจารณารักษานอกช่วงเวลามาตรฐาน โดยเฉพาะการนำลิ่มเลือดออกผ่านสายสวนหลอดเลือด อาจพิจารณาได้ถึง 24 ชั่วโมงนับจากเวลาสุดท้ายที่ทราบว่าผู้ป่วยยังปกติ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลตรวจภาพสมองและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
สัญญาณ BEFAST เตือนสโตรก รู้ทันก่อนสมองเสียหาย
สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และการสูบบุหรี่ รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีไขมันและโซเดียมสูง ขณะที่การสัมผัสฝุ่น PM2.5 ก็มีหลักฐานทางการแพทย์เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเช่นกัน
ประชาชนสามารถสังเกตสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองด้วยหลัก BEFAST ได้แก่
- B – Balance: เดินเซหรือเสียการทรงตัวเฉียบพลัน
- E – Eyes: มองเห็นผิดปกติ
- F – Face: ใบหน้าเบี้ยวหรือมุมปากตก
- A – Arm: แขนหรือขาอ่อนแรงเฉียบพลัน
- S – Speech: พูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก
- T – Time: รีบโทร 1669 พร้อมจดจำเวลาเริ่มมีอาการหรือเวลาสุดท้ายที่ผู้ป่วยยังปกติ
ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการครบทุกข้อ หากพบความผิดปกติเพียงข้อเดียวก็ต้องรีบเข้ารับการรักษา
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผิดปกติเพียงไม่กี่นาทีแล้วหายไปเอง ซึ่งอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) หรือสัญญาณเตือนก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา จึงควรรีบเข้ารับการประเมินทางการแพทย์ แม้อาการจะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม
นพ.สิทธิ กล่าวปิดท้ายว่า สำหรับวันโรคหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้จัดกิจกรรม World Stroke Day “ทุกวินาทีมีความหมายต่อสมอง” ภายในงานมีกิจกรรม Doctor Talk หัวข้อ “สมองขาดเลือด…ทุกวินาทีมีค่า”
เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักรู้ถึงโรคหลอดเลือดสมอง ว่าเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว การรู้ทันสัญญาณเตือน BEFAST และการเข้าถึงระบบ Stroke Fast Track จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ลดความพิการ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ







