
เปิดสาเหตุทำให้คนไทยเสียชีวิตจาก ‘โรคหลอดเลือดสมอง’ สูงเป็นอันดับ 2
รายงาน Strengthening Stroke System Readiness Across ASEAN เผยความล่าช้าในระยะก่อนถึงโรงพยาบาลและการขาดความเชื่อมโยงของระบบส่งต่อ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรักษาโรคหลอดเลือดสมองในไทยและภูมิภาค
KEY
POINTS
- โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย ซึ่งปัญหารุนแรงขึ้นจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
- ความล่าช้าในช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากประชาชนขาดความตระหนักรู้เรื่องสัญญาณเตือน (FAST) ทำให้ตัดสินใจเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินล่าช้า
- อุปสรรคด้านภูมิศาสตร์ทำให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลใช้เวลาเดินทางนานกว่าจะถึงศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง ประกอบกับการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางนอกเขตกรุงเทพฯ
ซีเมนส์ เฮลท์ธิเนียร์ส เปิดตัวรายงานฉบับใหม่ Strengthening Stroke System Readiness Across ASEAN เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในอาเซียน รวมถึงแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช สะท้อนถึงภาระโรคหลอดเลือดสมองในไทยที่เพิ่มสูงขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัย และปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาของพื้นที่ภูมิภาค
คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองสูงเป็นอันดับ 2
วิกฤตโรคหลอดเลือดสมองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นประเด็นสาธารณสุขที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าภูมิภาคนี้มีสัดส่วนผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองสูงถึง 40% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลก และคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของภาระโรคในประเทศกำลังพัฒนา โดยผู้ป่วยถึงหนึ่งในสามต้องเผชิญกับภาวะพิการในระยะยาวอย่างรุนแรง
สำหรับประเทศไทย โรคหลอดเลือดสมองครองอันดับ 2 ของสาเหตุการเสียชีวิต โดยมีอัตราความพิการของผู้ป่วยสูงถึงประมาณ 60% ทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยการเข้าสู่สังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระหว่างกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่างจังหวัด
แม้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าผ่านการจัดทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Service Plan) ครอบคลุมทั่วประเทศภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 และเครือข่ายศูนย์โรคหลอดเลือดสมองในระดับต่างๆ
ยกรพ.ศิริราช โมเดลดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน 24 ชม.
แต่รายงาน Strengthening Stroke System Readiness Across ASEAN กลับชี้ให้เห็นว่า ความล่าช้าในระยะก่อนถึงโรงพยาบาล (Pre-hospital phase) ยังคงเป็นคอขวดสำคัญ ประชาชนจำนวนมากยังขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือนตามหลัก FAST ส่งผลให้การตัดสินใจเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ล่าช้า
นอกจากนี้ อุปสรรคทางภูมิศาสตร์และการส่งต่อผู้ป่วยถือเป็นอีกปัจจัยวิกฤต ผู้ป่วยในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางและส่งต่อถึง 1–2 ชั่วโมงกว่าจะถึงศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร ผสมผสานกับการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมองและรังสีแพทย์ระบบประสาทนอกเขตกรุงเทพฯ รวมถึงแพทย์ทั่วไปในโรงพยาบาลต้นทางที่ยังต้องการการฝึกอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินและคัดแยกผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว
เพื่อแก้ปัญหาระยะก่อนถึงโรงพยาบาล ประเทศไทยมีโมเดลต้นแบบชั้นนำอย่างโรงพยาบาลศิริราช ที่พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการใช้นวัตกรรม "หน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่" หรือ Mobile Stroke Unit - Stroke One Stop (MSU-SOS) ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 ให้การรักษาผู้ป่วยไปแล้วมากกว่า 2,900 ราย
โดยเฉพาะรถ MSU-8 ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างศิริราช คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซีเมนส์ เฮลท์ธิเนียร์ส และ RMA Automotive ที่นำเอาบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ระบบการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) บนรถ และเทคโนโลยี AI ช่วยตรวจจับสัญญาณโรค ทำให้สามารถวินิจฉัยและเริ่มต้นการรักษาได้ตั้งแต่ผู้ป่วยยังไม่ถึงโรงพยาบาล
5 แนวทางยกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
ในมิติของเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเข้ามาช่วยจัดลำดับความเร่งด่วน คัดแยกผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานทางคลินิก และขยายความเชี่ยวชาญผ่านเครือข่ายการแพทย์ทางไกล (Tele-stroke) ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดเรื่องการขาดแคลนบุคลากรในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้จำเป็นต้องทำงานร่วมกับแนวทางการดูแลผู้ป่วย บุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรม และเครือข่ายส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ
5 แนวทางสำคัญในการยกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่
- การจัดตั้งศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรให้ครอบคลุมในระยะทุกๆ 60–80 กิโลเมตร พร้อมพัฒนาระบบส่งต่อระหว่างสถานพยาบาล
- การนำระบบ Tele-stroke ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลต้นทางในการแจ้งเตือนและประเมินอาการ
- การพัฒนาเครื่องมือช่วยแพทย์ตัดสินใจทางคลินิกเพื่อลดความล่าช้าในการคัดแยก
- การยกระดับการฝึกอบรมแพทย์ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาในโรงพยาบาลส่งต่อ
- การสร้างความเข้มแข็งให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินควบคู่กับการรณรงค์ความรู้หลัก FAST แก่ประชาชน







