
เปิดสาเหตุ ทำไมผู้ใหญ่ 1 ใน 4 เสี่ยงป่วย ‘โรคหลอดเลือดสมอง’
แพทย์ชี้ผู้ใหญ่ 1 ใน 4 เสี่ยงป่วย “โรคหลอดเลือดสมอง” เผยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นปัจจัยเสี่ยงซ่อนเร้น แนะสูตร BEFAST สังเกตอาการ เร่งส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อลดอัตราพิการและเสียชีวิต
โรคหลอดเลือดสมองยังคงเป็นภัยคุกคามสุขภาพสาธารณสุขระดับโลกและระดับประเทศ โดยเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มักถูกมองข้าม การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหัวใจกับสมอง ร่วมกับการจดจำสัญญาณเตือน BEFAST เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องชีวิตและลดโอกาสความพิการระยะยาว
ความเสี่ยง-ผลกระทบโรคหลอดเลือดสมอง
ข้อมูลจากองค์การโรคหลอดเลือดสมองโลกระบุว่า ในแต่ละนาทีมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) รายใหม่เกิดขึ้นทั่วโลกถึง 30 คน และประเมินว่าผู้ใหญ่ 1 ใน 4 คนจะต้องเผชิญกับโรคนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขสะท้อนความน่ากังวลอย่างต่อเนื่อง โดยพบผู้ป่วยสะสมจำนวน 363,688 คนในปี 2567 และมีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคนี้สูงถึง 37,947 คนในปี 2566
ตัวเลขสถิติเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า โรคหลอดเลือดสมองยังคงเป็นวิกฤตสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างฉับพลันเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตระยะยาวของผู้รอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียความสามารถในการเดิน การพูด หรือการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังครอบครัวและระบบดูแลสุขภาพโดยรวม
หัวใจเต้นผิดจังหวะ: ปัจจัยเสี่ยงซ่อนเร้นที่ส่งผลต่อสมอง
นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน อธิบายกลไกการเกิดโรคหลอดเลือดสมองว่า เกิดจากการที่หลอดเลือดซึ่งทำหน้าที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดการตีบ อุดตัน หรือแตก ส่งผลให้เซลล์สมองขาดเลือดและได้รับความเสียหาย
อาการที่ปรากฏอาจมีตั้งแต่ภาวะอัมพฤกษ์ หรือการที่แขนขาอ่อนแรงแต่ยังคงขยับได้บ้าง ไปจนถึงภาวะอัมพาตที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนนั้นได้เลย รวมถึงปัญหาการพูด การมองเห็น และการทรงตัว ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของพื้นที่สมองที่ได้รับความเสียหาย
หนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง คือภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) ซึ่งเป็นความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจประเภทหนึ่ง ในภาวะนี้ หัวใจห้องบนจะไม่สามารถบีบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เลือดบางส่วนเกิดการคั่งค้างภายในห้องหัวใจและจับตัวกันกลายเป็นลิ่มเลือด เมื่อลิ่มเลือดนี้หลุดออกจากหัวใจและไหลตามกระแสเลือดไปอุดตันหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมอง จะส่งผลให้สมองขาดเลือด ออกซิเจน และสารอาหารอย่างฉับพลัน
ข้อควรระวังสำคัญคือ ผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วบางรายอาจไม่แสดงอาการใจสั่นหรือความผิดปกติทางร่างกายที่สังเกตได้ชัดเจน แต่กระนั้น ความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมองยังคงมีอยู่เท่าเดิม ทำให้ภาวะนี้กลายเป็นภัยเงียบที่ยากต่อการตรวจพบหากไม่ได้เข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพหัวใจอย่างเหมาะสม
หลักการสังเกตอาการด้วย BEFAST
เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองสามารถแสดงอาการที่หลากหลายตามตำแหน่งสมองที่ได้รับผลกระทบ นพ.ภีมณพัชญ์ จึงแนะนำให้ประชาชนใช้หลักการ BEFAST ในการสังเกตสัญญาณเตือนฉุกเฉิน ซึ่งประกอบด้วย
B — Balance: เกิดภาวะเสียการทรงตัว เดินเซ หรือทรงตัวไม่ได้อย่างฉับพลัน
E — Eyes: เกิดความผิดปกติทางการมองเห็น เช่น ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นไปทันที
F — Face: ใบหน้าเบี้ยว มุมปากตก หรือยิ้มแล้วปากเบี้ยว
A — Arm: แขนหรือขาอ่อนแรง โดยเฉพาะการเกิดอาการขึ้นกับร่างกายข้างใดข้างหนึ่ง
S — Speech: มีปัญหาด้านการพูด เช่น พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือฟังภาษาไม่เข้าใจ
T — Time: เมื่อพบอาการดังกล่าว ให้รีบโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 เพื่อนำส่งโรงพยาบาลทันที
แพทย์เน้นย้ำว่า แม้จะพบเพียงอาการเดียวในข้างต้น หรือแม้ว่าอาการดังกล่าวจะทุเลาลงหรือหายไปเอง ก็จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เนื่องจากอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมองชนิดรุนแรง
ทั้งนี้ ผู้ใกล้ชิดควรจดจำและแจ้งเวลาที่เริ่มปรากฏอาการ หรือเวลาล่าสุดที่ยืนยันได้ว่าผู้ป่วยยังคงมีอาการเป็นปกติ (Last Known Well) แก่ทีมแพทย์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง
การรักษา-ตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
การนำผู้ป่วยส่งถึงมือแพทย์อย่างรวดเร็วมีความสำคัญสูงสุดต่อการรอดชีวิตและการลดความเสียหายของเซลล์สมอง เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะดำเนินการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจภาพถ่ายสมองเพื่อแยกสาเหตุอย่างแม่นยำ เนื่องจากอาการของภาวะสมองขาดเลือดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน กับภาวะหลอดเลือดสมองแตกมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่มีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในกรณีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน แพทย์จะพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในกลุ่มผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้ามใช้ยา โดยทั่วไปกรอบเวลามาตรฐานในการเริ่มต้นให้ยาควรอยู่ภายใน 4.5 ชั่วโมงนับจากเวลาที่เริ่มมีอาการหรือเวลาล่าสุดที่ทราบว่ายังปกติ
อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายที่มีข้อกำหนดเฉพาะ การรักษาอาจขยายเวลาออกไปได้ขึ้นอยู่กับผลประเมินภาพถ่ายสมอง ดังนั้นจึงไม่ควรรอดูอาการหรือละทิ้งการรักษาเพราะคิดว่าสายเกินไป นอกจากนี้ สำหรับผู้ป่วยที่มีการอุดตันของหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาใช้นวัตกรรมการสอดสายสวนเพื่อนำลิ่มเลือดที่อุดตันออกมาจากหลอดเลือดโดยตรง
แนวทางการป้องกัน-การดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
การป้องกันก่อนเกิดโรคถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุด ผู้ที่มีอาการใจสั่นหรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเป็นๆ หายๆ ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว แพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองจากประวัติสุขภาพและโรคประจำตัวร่วม
โดยอาจใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) การอัลตราซาวด์หลอดเลือดบริเวณคอ หรือการตรวจภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นรายบุคคล โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ในการป้องกันลิ่มเลือดอุดตันกับความเสี่ยงภาวะเลือดออก ข้อสำคัญคือผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาหรือปรับขนาดยาด้วยตนเองโดยเด็ดขาด







