thansettakij
thansettakij
‘อินโหมด’ เตรียมสร้าง Health Ecosystem ดันไทย Medical Aesthetic Hub เอเชีย

‘อินโหมด’ เตรียมสร้าง Health Ecosystem ดันไทย Medical Aesthetic Hub เอเชีย

31 ต.ค. 69 | 02:59 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ต.ค. 69 | 03:00 น.

อินโหมด (ไทยแลนด์) เดินหน้าสร้าง Health Ecosystem ดึง InMode Global Summit 2026 จัดงานในไทย รวมแพทย์ทั่วโลกกว่า 700 คน ปักหมุด Medical Aesthetic Hub เอเชีย วันที่ 4–7 พ.ย. 2569

KEY

POINTS

  • อินโหมด (ไทยแลนด์) เตรียมจัดงานประชุมนานาชาติ InMode Global Summit 2026 เพื่อรวบรวมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญกว่า 700 คนจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเวชศาสตร์ความงาม
  • มีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเวชศาสตร์ความงาม (Medical Aesthetic Hub) ของภูมิภาคเอเชีย
  • สร้างระบบนิเวศสุขภาพ (Health Ecosystem) ผ่านความร่วมมือกับภาคการศึกษา เพื่อพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Medical & Wellness

บริษัท อินโหมด (ไทยแลนด์) จำกัด เตรียมจัดงานประชุมระดับนานาชาติ InMode Global Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Restoring Vitality – Shaping What’s Next” ระหว่างวันที่ 4–7 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร โดยตั้งเป้ารวบรวมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกกว่า 700 คน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์ความงามและการแพทย์ด้วยพลังงาน (Energy-Based Medicine) พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ

นางสาวพชร บุญเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโหมด (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า InMode เป็นบริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านความงาม สุขภาพเพศชายและหญิง รวมถึงสุขภาพดวงตา มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้าน Energy-Based Medicine ครอบคลุมการฟื้นฟูคุณภาพผิว การปรับรูปหน้าและรูปร่าง การรักษาด้วยคลื่นวิทยุ (RF) และการดูแลสุขภาพเฉพาะทาง

นางสาวพชร บุญเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโหมด (ไทยแลนด์) จำกัด

โดยเทคโนโลยีสำคัญของบริษัท ได้แก่ Morpheus8 Burst เทคโนโลยี RF Microneedling รุ่นใหม่ QuantumRF สำหรับการรักษาและปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง รวมถึง OptimasMAX และ EmpowerRF สะท้อนทิศทางการขยายขอบเขตจากการดูแลความงามไปสู่การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างครอบคลุม เชื่อมโยงกับแนวคิด Healthy Aging และการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย

ดังนั้น การจัดงาน InMode Global Summit 2026 จึงมีวัตถึประสงค์เพื่อดึงงานประชุมระดับโลกมาจัดในประเทศไทย หลังแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของไทยต่อเครือข่ายแพทย์และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ พร้อมผลักดันประเทศสู่การเป็น Medical Aesthetic Hub ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลก

นางสาวพชร กล่าวว่า การผลักดันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งต้องให้ความสำคัญทั้งนวัตกรรมทางการแพทย์ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และความปลอดภัยของผู้รับบริการ

ปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับคนไทย ชู Education สร้างความปลอดภัย

ส่วนการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างของสภาพผิวและสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากประชากรในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีลักษณะผิวแตกต่างจากคนไทยและคนเอเชีย ขณะที่งานวิจัยทางคลินิกจำนวนมากดำเนินการในกลุ่มประชากรต่างชาติ

เวทีเสวนา เตรียมจัดงานประชุมระดับนานาชาติ InMode Global Summit 2026

บริษัทได้ให้ความสำคัญกับ Education & Workshop เพื่อให้แพทย์เข้าใจหลักการทำงานของเครื่องมือและสามารถปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละกลุ่ม เช่น การปรับลดระดับพลังงานให้สอดคล้องกับสภาพผิวของคนไทยและคนเอเชีย โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ

"โดยแพทย์ไทยมีจุดแข็งด้านทักษะและความชำนาญสูง มีความใส่ใจ ละเอียดอ่อนในการรักษา รวมถึงมี Service Mind ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้รับบริการในระดับสากล ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีวัฒนธรรมการต้อนรับและอุตสาหกรรมบริการสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล คลินิก สปา และเวลเนส"

นางสาวพชร กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายของตลาดคือการแข่งขันที่รุนแรงและปัญหาเครื่องมือแพทย์เลียนแบบ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของผู้รับบริการ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น USFDA รวมถึงการให้ความรู้แก่แพทย์และประชาชน มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพราะความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

Longevity ไม่ใช่แค่อายุยืน แต่เชื่อมสุขภาพภายในกับความงาม

ผศ.ดร.นพ. มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ตลาด Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ขณะที่ตลาด Longevity มีแนวโน้มเติบโตถึง 673 เท่าในอีก 10 ปี หรือภายในปี 2035 โดยทิศทางสำคัญคือการส่งเสริม Self-care ให้ประชาชนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อขยายช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนปีของอายุขัย

 

ผศ.ดร.นพ. มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

และหากพูดถึงแนวโน้ม Longevity ในอนาคต ไม่ได้หมายถึงการมีอายุยืนยาวเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมีสุขภาพดีและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค การดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ภายใต้หลักฐานทางคลินิก ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย

แนวคิดสำคัญคือความงามภายนอกอาจเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพภายใน เปรียบสภาพผิวและความเปลี่ยนแปลงตามวัยเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่สัมพันธ์กับอายุชีวภาพ (Biological Age) และความสมบูรณ์หรือความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ สมอง และหลอดเลือด โดยนำเสนอกรอบแนวคิด Vitality Framework หรือ V-I-T-A-L เพื่ออธิบายการดูแลสุขภาพและความงามแบบองค์รวม ประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่

1. V – Visible Aging as a Biomarker มองความเปลี่ยนแปลงของผิวและรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดอายุชีวภาพ ซึ่งสามารถนำมาประกอบการประเมินสุขภาพโดยรวม

2. I – Inflammaging ให้ความสำคัญกับกระบวนการอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกาย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และโรคหลอดเลือดหัวใจ

3. T – Tracking & Technology การใช้เทคโนโลยีติดตามและตรวจวัดสุขภาพแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น Continuous Glucose Monitoring (CGM) เพื่อให้สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง

4. A – Aging Society & Access / Precision Medicine การเตรียมพร้อมรับสังคมสูงวัย โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในปี 2031 ด้วยการแพทย์แม่นยำที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Customized / Precision Medicine)

5. L – Advanced Regenerative & Lifestyle Regeneration การฟื้นฟูสุขภาพและเซลล์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) การดูแลฮอร์โมนในวัยที่เหมาะสม ตลอดจนการรักษามวลกล้ามเนื้อและกระดูก

Medical Tourism ไทยดึงต่างชาติ 1.4 ล้านคนต่อปี

ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวว่า ปัจจุบันศักยภาพประเทศไทยด้าน Medical Tourism มีผู้ป่วยต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ประมาณ 1.4 ล้านคนต่อปี มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อคน สูงกว่าค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 10 เท่า โดยบริการ Medical Aesthetic เป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญและอยู่ในอันดับ 2 ของตลาดตามข้อมูลที่นำเสนอ

จุดแข็งของไทยไม่ได้จำกัดเพียงความเชี่ยวชาญของแพทย์ แต่ยังรวมถึงลักษณะการให้บริการที่มีความ Gentle หรือความนุ่มนวล ใส่ใจรายละเอียด และมี Service Mind ตลอดจนอาหาร วัฒนธรรม และการต้อนรับแบบไทย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ช่วยสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้รับบริการต่างชาติ

ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรม Medical & Wellness ยังมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบและข้อบังคับที่ขาดความยืดหยุ่น เช่น ข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้คำระบุสาขาความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการขาดการประสานงานที่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลากรและการขยายบริการสุขภาพรูปแบบใหม่

"การพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตในระดับสากลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบให้รองรับนวัตกรรมและรูปแบบบริการทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงรักษามาตรฐานวิชาชีพและความปลอดภัยของผู้รับบริการ"

ปั้น Wellness University สร้าง Health Ecosystem รองรับธุรกิจสุขภาพ

ด้าน ดร.พีรยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และรองคณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมุ่งขับเคลื่อนสู่การเป็น Wellness University of Thailand ผ่านการสร้างระบบนิเวศสุขภาพ (Health Ecosystem) ที่ครอบคลุมทั้งบุคลากรสายการแพทย์และสายสนับสนุน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Medical Aesthetics & Wellness

การพัฒนาบุคลากรไม่ได้จำกัดเฉพาะแพทย์หรือพยาบาล แต่ครอบคลุมวิชาชีพและสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย สปา เครื่องสำอาง และโภชนาการ เนื่องจากอุตสาหกรรมสุขภาพต้องอาศัยบุคลากรหลากหลายสาขาทำงานร่วมกัน

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเตรียมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และการต่อยอดธุรกิจสุขภาพ ประกอบด้วย

● Startup Hospital โรงพยาบาลต้นแบบสำหรับรองรับการพัฒนานวัตกรรมและการให้บริการสุขภาพ

● Research Lab ศูนย์ห้องปฏิบัติการวิจัยเพื่อสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาเทคโนโลยี

● Medical Device Testing Center ศูนย์ทดสอบเครื่องมือแพทย์ เพื่อรองรับการทดลองและประเมินการใช้งานเชิงปฏิบัติการ

● Sport Complex โครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาและสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาบริการด้าน Wellness

โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับภาคเอกชน เช่น InMode ในการพัฒนางานวิจัย การทดสอบเทคโนโลยี และการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริง โดยปัจจุบัน DPU สนับสนุนสถานที่สำหรับจัดเวิร์กช็อปและการฝึกอบรมให้แก่บริษัท และสามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านหลักสูตรและการพัฒนาบุคลากรในอนาคต

เร่ง Up-skill บุคลากร ปั้น Content Creator สุขภาพ พร้อมประยุกต์ AI

ดร.พีรยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมสุขภาพกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และรูปแบบการสื่อสาร มหาวิทยาลัยจึงเตรียมพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นเพื่อยกระดับทักษะบุคลากร (Up-skill) โดยเฉพาะการสร้าง Content Creator สายสุขภาพและความงาม เพื่อให้สามารถผลิตเนื้อหาที่มีความรู้และเข้าใจอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนาหลักสูตรประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในด้านสุขภาพ โดยขยายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมคณะต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อให้บุคลากรสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน การศึกษา และการพัฒนาบริการสุขภาพ

"สำหรับความร่วมมือกับภาคเอกชน มองว่าเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้ทางวิชาการเข้ากับความต้องการของตลาด ช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง และทำให้หลักสูตรสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมได้มากขึ้น"

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นข้อจำกัดด้านกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งบางส่วนยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ Wellness และนวัตกรรมทางการแพทย์ หากภาครัฐสามารถปรับปรุงกฎระเบียบและสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุน ดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างมหาศาล

โดยงาน InMode Global Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 พฤศจิกายน 2569 จะเป็นเวทีประชุมระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีทางการแพทย์จากทั่วโลก โดยมีการประชุมวิชาการหลัก ในวันที่ 5–6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเนื้อหาการประชุมครอบคลุมอนาคตของ Energy-Based Medicine ตั้งแต่เทคโนโลยีฟื้นฟูผิว Morpheus8, LumeccaPeak และ OptimasMAX ไปจนถึง QuantumRF, Regenerative Aesthetics และนวัตกรรมด้านการปรับรูปร่าง พร้อมนำเสนอประสบการณ์ทางคลินิก แนวทางการรักษารูปแบบใหม่ และการอภิปรายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ

นับได้ว่าเป็นโอกาสเชื่อมโยงแพทย์ไทยกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ Medical Aesthetic Hub ของเอเชีย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม Medical & Wellness ในระยะยาว