
‘อินโหมด’ เตรียมสร้าง Health Ecosystem ดันไทย Medical Aesthetic Hub เอเชีย
อินโหมด (ไทยแลนด์) เดินหน้าสร้าง Health Ecosystem ดึง InMode Global Summit 2026 จัดงานในไทย รวมแพทย์ทั่วโลกกว่า 700 คน ปักหมุด Medical Aesthetic Hub เอเชีย วันที่ 4–7 พ.ย. 2569
KEY
POINTS
- อินโหมด (ไทยแลนด์) เตรียมจัดงานประชุมนานาชาติ InMode Global Summit 2026 เพื่อรวบรวมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญกว่า 700 คนจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเวชศาสตร์ความงาม
- มีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเวชศาสตร์ความงาม (Medical Aesthetic Hub) ของภูมิภาคเอเชีย
- สร้างระบบนิเวศสุขภาพ (Health Ecosystem) ผ่านความร่วมมือกับภาคการศึกษา เพื่อพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Medical & Wellness
บริษัท อินโหมด (ไทยแลนด์) จำกัด เตรียมจัดงานประชุมระดับนานาชาติ InMode Global Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Restoring Vitality – Shaping What’s Next” ระหว่างวันที่ 4–7 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร โดยตั้งเป้ารวบรวมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกกว่า 700 คน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์ความงามและการแพทย์ด้วยพลังงาน (Energy-Based Medicine) พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ
นางสาวพชร บุญเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโหมด (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า InMode เป็นบริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านความงาม สุขภาพเพศชายและหญิง รวมถึงสุขภาพดวงตา มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้าน Energy-Based Medicine ครอบคลุมการฟื้นฟูคุณภาพผิว การปรับรูปหน้าและรูปร่าง การรักษาด้วยคลื่นวิทยุ (RF) และการดูแลสุขภาพเฉพาะทาง
โดยเทคโนโลยีสำคัญของบริษัท ได้แก่ Morpheus8 Burst เทคโนโลยี RF Microneedling รุ่นใหม่ QuantumRF สำหรับการรักษาและปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง รวมถึง OptimasMAX และ EmpowerRF สะท้อนทิศทางการขยายขอบเขตจากการดูแลความงามไปสู่การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างครอบคลุม เชื่อมโยงกับแนวคิด Healthy Aging และการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย
ดังนั้น การจัดงาน InMode Global Summit 2026 จึงมีวัตถึประสงค์เพื่อดึงงานประชุมระดับโลกมาจัดในประเทศไทย หลังแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของไทยต่อเครือข่ายแพทย์และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ พร้อมผลักดันประเทศสู่การเป็น Medical Aesthetic Hub ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลก
นางสาวพชร กล่าวว่า การผลักดันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งต้องให้ความสำคัญทั้งนวัตกรรมทางการแพทย์ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และความปลอดภัยของผู้รับบริการ
ปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับคนไทย ชู Education สร้างความปลอดภัย
ส่วนการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างของสภาพผิวและสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากประชากรในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีลักษณะผิวแตกต่างจากคนไทยและคนเอเชีย ขณะที่งานวิจัยทางคลินิกจำนวนมากดำเนินการในกลุ่มประชากรต่างชาติ
บริษัทได้ให้ความสำคัญกับ Education & Workshop เพื่อให้แพทย์เข้าใจหลักการทำงานของเครื่องมือและสามารถปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละกลุ่ม เช่น การปรับลดระดับพลังงานให้สอดคล้องกับสภาพผิวของคนไทยและคนเอเชีย โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ
"โดยแพทย์ไทยมีจุดแข็งด้านทักษะและความชำนาญสูง มีความใส่ใจ ละเอียดอ่อนในการรักษา รวมถึงมี Service Mind ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้รับบริการในระดับสากล ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีวัฒนธรรมการต้อนรับและอุตสาหกรรมบริการสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล คลินิก สปา และเวลเนส"
นางสาวพชร กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายของตลาดคือการแข่งขันที่รุนแรงและปัญหาเครื่องมือแพทย์เลียนแบบ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของผู้รับบริการ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น USFDA รวมถึงการให้ความรู้แก่แพทย์และประชาชน มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพราะความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว
Longevity ไม่ใช่แค่อายุยืน แต่เชื่อมสุขภาพภายในกับความงาม
ผศ.ดร.นพ. มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ตลาด Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ขณะที่ตลาด Longevity มีแนวโน้มเติบโตถึง 673 เท่าในอีก 10 ปี หรือภายในปี 2035 โดยทิศทางสำคัญคือการส่งเสริม Self-care ให้ประชาชนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อขยายช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนปีของอายุขัย
และหากพูดถึงแนวโน้ม Longevity ในอนาคต ไม่ได้หมายถึงการมีอายุยืนยาวเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมีสุขภาพดีและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค การดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ภายใต้หลักฐานทางคลินิก ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย
แนวคิดสำคัญคือความงามภายนอกอาจเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพภายใน เปรียบสภาพผิวและความเปลี่ยนแปลงตามวัยเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่สัมพันธ์กับอายุชีวภาพ (Biological Age) และความสมบูรณ์หรือความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ สมอง และหลอดเลือด โดยนำเสนอกรอบแนวคิด Vitality Framework หรือ V-I-T-A-L เพื่ออธิบายการดูแลสุขภาพและความงามแบบองค์รวม ประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่
1. V – Visible Aging as a Biomarker มองความเปลี่ยนแปลงของผิวและรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดอายุชีวภาพ ซึ่งสามารถนำมาประกอบการประเมินสุขภาพโดยรวม
2. I – Inflammaging ให้ความสำคัญกับกระบวนการอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกาย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และโรคหลอดเลือดหัวใจ
3. T – Tracking & Technology การใช้เทคโนโลยีติดตามและตรวจวัดสุขภาพแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น Continuous Glucose Monitoring (CGM) เพื่อให้สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง
4. A – Aging Society & Access / Precision Medicine การเตรียมพร้อมรับสังคมสูงวัย โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในปี 2031 ด้วยการแพทย์แม่นยำที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Customized / Precision Medicine)
5. L – Advanced Regenerative & Lifestyle Regeneration การฟื้นฟูสุขภาพและเซลล์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) การดูแลฮอร์โมนในวัยที่เหมาะสม ตลอดจนการรักษามวลกล้ามเนื้อและกระดูก
Medical Tourism ไทยดึงต่างชาติ 1.4 ล้านคนต่อปี
ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวว่า ปัจจุบันศักยภาพประเทศไทยด้าน Medical Tourism มีผู้ป่วยต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ประมาณ 1.4 ล้านคนต่อปี มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อคน สูงกว่าค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 10 เท่า โดยบริการ Medical Aesthetic เป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญและอยู่ในอันดับ 2 ของตลาดตามข้อมูลที่นำเสนอ
จุดแข็งของไทยไม่ได้จำกัดเพียงความเชี่ยวชาญของแพทย์ แต่ยังรวมถึงลักษณะการให้บริการที่มีความ Gentle หรือความนุ่มนวล ใส่ใจรายละเอียด และมี Service Mind ตลอดจนอาหาร วัฒนธรรม และการต้อนรับแบบไทย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ช่วยสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้รับบริการต่างชาติ
ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรม Medical & Wellness ยังมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบและข้อบังคับที่ขาดความยืดหยุ่น เช่น ข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้คำระบุสาขาความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการขาดการประสานงานที่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลากรและการขยายบริการสุขภาพรูปแบบใหม่
"การพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตในระดับสากลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบให้รองรับนวัตกรรมและรูปแบบบริการทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงรักษามาตรฐานวิชาชีพและความปลอดภัยของผู้รับบริการ"
ปั้น Wellness University สร้าง Health Ecosystem รองรับธุรกิจสุขภาพ
ด้าน ดร.พีรยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และรองคณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมุ่งขับเคลื่อนสู่การเป็น Wellness University of Thailand ผ่านการสร้างระบบนิเวศสุขภาพ (Health Ecosystem) ที่ครอบคลุมทั้งบุคลากรสายการแพทย์และสายสนับสนุน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Medical Aesthetics & Wellness
การพัฒนาบุคลากรไม่ได้จำกัดเฉพาะแพทย์หรือพยาบาล แต่ครอบคลุมวิชาชีพและสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย สปา เครื่องสำอาง และโภชนาการ เนื่องจากอุตสาหกรรมสุขภาพต้องอาศัยบุคลากรหลากหลายสาขาทำงานร่วมกัน
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเตรียมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และการต่อยอดธุรกิจสุขภาพ ประกอบด้วย
● Startup Hospital โรงพยาบาลต้นแบบสำหรับรองรับการพัฒนานวัตกรรมและการให้บริการสุขภาพ
● Research Lab ศูนย์ห้องปฏิบัติการวิจัยเพื่อสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาเทคโนโลยี
● Medical Device Testing Center ศูนย์ทดสอบเครื่องมือแพทย์ เพื่อรองรับการทดลองและประเมินการใช้งานเชิงปฏิบัติการ
● Sport Complex โครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาและสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาบริการด้าน Wellness
โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับภาคเอกชน เช่น InMode ในการพัฒนางานวิจัย การทดสอบเทคโนโลยี และการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริง โดยปัจจุบัน DPU สนับสนุนสถานที่สำหรับจัดเวิร์กช็อปและการฝึกอบรมให้แก่บริษัท และสามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านหลักสูตรและการพัฒนาบุคลากรในอนาคต
เร่ง Up-skill บุคลากร ปั้น Content Creator สุขภาพ พร้อมประยุกต์ AI
ดร.พีรยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมสุขภาพกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และรูปแบบการสื่อสาร มหาวิทยาลัยจึงเตรียมพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นเพื่อยกระดับทักษะบุคลากร (Up-skill) โดยเฉพาะการสร้าง Content Creator สายสุขภาพและความงาม เพื่อให้สามารถผลิตเนื้อหาที่มีความรู้และเข้าใจอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนาหลักสูตรประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในด้านสุขภาพ โดยขยายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมคณะต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อให้บุคลากรสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน การศึกษา และการพัฒนาบริการสุขภาพ
"สำหรับความร่วมมือกับภาคเอกชน มองว่าเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้ทางวิชาการเข้ากับความต้องการของตลาด ช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง และทำให้หลักสูตรสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมได้มากขึ้น"
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นข้อจำกัดด้านกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งบางส่วนยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ Wellness และนวัตกรรมทางการแพทย์ หากภาครัฐสามารถปรับปรุงกฎระเบียบและสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุน ดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างมหาศาล
โดยงาน InMode Global Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 พฤศจิกายน 2569 จะเป็นเวทีประชุมระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีทางการแพทย์จากทั่วโลก โดยมีการประชุมวิชาการหลัก ในวันที่ 5–6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเนื้อหาการประชุมครอบคลุมอนาคตของ Energy-Based Medicine ตั้งแต่เทคโนโลยีฟื้นฟูผิว Morpheus8, LumeccaPeak และ OptimasMAX ไปจนถึง QuantumRF, Regenerative Aesthetics และนวัตกรรมด้านการปรับรูปร่าง พร้อมนำเสนอประสบการณ์ทางคลินิก แนวทางการรักษารูปแบบใหม่ และการอภิปรายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ
นับได้ว่าเป็นโอกาสเชื่อมโยงแพทย์ไทยกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ Medical Aesthetic Hub ของเอเชีย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม Medical & Wellness ในระยะยาว







