thansettakij
thansettakij
3 ปัจจัยยกระดับอุตสาหกรรมยาไทย เพิ่มความมั่นคง-ขีดการแข่งขันบนเวทีโลก

3 ปัจจัยยกระดับอุตสาหกรรมยาไทย เพิ่มความมั่นคง-ขีดการแข่งขันบนเวทีโลก

30 ต.ค. 69 | 03:45 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ต.ค. 69 | 03:55 น.

สมาคมเภสัชกรฯ ชี้แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาไทยสู่ตลาดโลก ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับความมั่นคงทางยาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

KEY

POINTS

  • การนำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เช่น AI และหุ่นยนต์ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความปลอดภัยในกระบวนการผลิตยา
  • การมุ่งเน้นนวัตกรรมยาโดยเปลี่ยนจากการผลิตยาพื้นฐานไปสู่ยาที่มีความซับซ้อน และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าให้สมุนไพรไทย
  • การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และขยายโอกาสการส่งออก

อุตสาหกรรมยาไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในการขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ โดยอาศัยรากฐานความเชี่ยวชาญของบุคลากรและมาตรฐานการผลิตระดับสากลเป็นแรงขับเคลื่อน การประยุกต์ใช้นวัตกรรมใหม่จะช่วยเปลี่ยนผ่านจากการแข่งด้านต้นทุนมาเป็นการสร้างคุณค่า ความมั่นใจ และความปลอดภัยที่ยั่งยืนแก่ผู้บริโภคทั่วโลก

เปิดยุทธศาสตร์ดันอุตสาหกรรมยาไทย

เภสัชกรหญิงพร้อมพร จำนงธนาโชติ นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการ (ประเทศไทย) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านปฏิบัติการ บริษัท บี.กริม ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางและโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมยาไทยในตลาดโลกว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานและรากฐานที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง

จากการดำเนินงานบนหลักการทางวิทยาศาสตร์และมาตรฐานสากล ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ขั้นตอนการผลิต ไปจนถึงระบบการควบคุมและการประกันคุณภาพ (Quality Control & Quality Assurance) ที่เข้มงวด

หนึ่งในปัจจัยอ้างอิงสำคัญที่อุตสาหกรรมยาไทยนำมาประยุกต์ใช้ คือมาตรฐาน International Council for Harmonisation (ICH) of Technical Requirements for Pharmaceuticals for Human Use ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งในมิติของคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ยา

การดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภคและระบบสาธารณสุขภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการยกระดับศักยภาพเพื่อขยายโอกาสการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

เภสัชกรหญิงพร้อมพร จำนงธนาโชติ นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการ (ประเทศไทย) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านปฏิบัติการ บริษัท บี.กริม ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด

3 ปัจจัยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน

จากการวิเคราะห์ทิศทางตลาดและศักยภาพของภาคการผลิต การจะนำพาอุตสาหกรรมยาไทยให้ก้าวไปสู่จุดหมายตามแนวคิด “From Thai Innovation to Global Trust” ของงาน ThaiFDA WELLNEXT 2026 จำเป็นต้องมุ่งเน้นการขับเคลื่อนผ่าน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรมยา และความร่วมมือระหว่างประเทศ

1. เทคโนโลยีการผลิต: AI และ Robotics เครื่องมือเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีสมัยใหม่กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยาในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) และหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ร่วมกับการพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดห่วงโซ่อัพทานอย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค ตลอดจนพันธมิตรและคู่ค้าในระดับสากล

ในด้านกระบวนการผลิตเฉพาะทาง เทคโนโลยี AI และ Robotics จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการยกระดับ ตั้งแต่การควบคุมสภาวะการผลิตที่ต้องมีความละเอียดสูง ไปจนถึงการใช้หุ่นยนต์ช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในพื้นที่สะอาด (Clean Room) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตยาสมัยใหม่

เภสัชกรหญิงพร้อมพร จำนงธนาโชติ นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการ (ประเทศไทย) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านปฏิบัติการ บริษัท บี.กริม ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด

2. นวัตกรรมยา: การพัฒนายาซับซ้อนและการเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย

ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสสูงในการย้ายฐานการผลิตจากการผลิตยาพื้นฐาน ไปสู่การพัฒนายาที่มีความซับซ้อนในการผลิต (Complex Pharmaceuticals) เช่น ยาชีววัตถุ (Biologics) และยาออกฤทธิ์เนิ่น (Extended-release drugs) ซึ่งการพัฒนายาในกลุ่มนี้จะช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ยาของไทยในตลาดโลก

ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากสมุนไพรไทย ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ โดยสามารถใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์โปรไฟล์สารสำคัญ เพื่อลดปัญหาความแปรปรวนของวัตถุดิบธรรมชาติ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรในอดีต

การควบคุมมาตรฐานดังกล่าวจะช่วยยกระดับสมุนไพรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ขยายตลาดส่งออก และสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศไทยในระยะยาว

3. ความร่วมมือระหว่างประเทศและการผนึกกำลังทุกภาคส่วน

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาให้ประสบความสำเร็จในระดับสากล ไม่สามารถดำเนินงานโดยลำพังจากภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators) ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

สมาคมเภสัชกรอุตสาหการ (ประเทศไทย) มุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านกระบวนการ Reskill และ Upskill โดยความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อให้บุคลากรไทยมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ การสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการในต่างประเทศยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต และการขยายช่องทางการส่งออก ซึ่งงาน ThaiFDA WELLNEXT 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือเหล่านี้ และผลักดันนวัตกรรมยาไทยไปสู่การยอมรับในระดับสากล

เป้าหมายระยะยาวเพื่อความมั่นคงทางยาของประเทศ

เป้าหมายสูงสุดของอุตสาหกรรมยาไทย คือการทำให้ผลิตภัณฑ์ยาที่ผลิตโดยประเทศไทยได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและมาตรฐานจากตลาดโลกอย่างแท้จริง การผสมผสานระหว่างนวัตกรรมที่ทันสมัย การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และการผนึกกำลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยา และนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนในอนาคต