
BDMS ทุ่ม 170 ล้านถือหุ้น GNPT 55% รุกตลาด ATMPs ดันไทยฮับการแพทย์
BDMS ทุ่มเงิน 170 ล้านบาท เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น GNPT เป็น 55% เดินหน้ารุกตลาดการแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ชู CAR-T Cell Therapy รักษามะเร็ง หวังลดค่ายาเหลือ 1 ใน 3 ของราคาต่างชาติ
KEY
POINTS
- BDMS ลงทุนเพิ่ม 170 ล้านบาทในบริษัท เจเนพูติก ไบโอ (GNPT) ทำให้มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 55%
- การลงทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อรุกตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด เช่น CAR-T Cell Therapy ที่พัฒนาโดยคนไทย
- เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ผ่านการพัฒนานวัตกรรมการรักษาขั้นสูง และลดการพึ่งพาการนำเข้ายาที่มีราคาสูงจากต่างประเทศ
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เดินหน้าขยายธุรกิจการแพทย์ขั้นสูง ผ่านบริษัท เจเนพูติก ไบโอ จำกัด (Genepeutic Bio Co., Ltd.) หรือ GNPT ผู้พัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์เซลล์และยีนบำบัด (Cell & Gene Therapy) สัญชาติไทย ด้วยเงินลงทุนเพิ่มเติม 170 ล้านบาท เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 19.9% เป็น 55% เพื่อต่อยอดเทคโนโลยี CAR-T Cell Therapy
โดยพัฒนาจากงานวิจัยของนักวิจัยไทย รองรับตลาดนวัตกรรมสุขภาพขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMP) คาดว่าจะมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง จากข้อมูลระบุว่าภายในปี 2573 ระบบนิเวศธุรกิจเซลล์และยีนบำบัดของไทยจะมีมูลค่า 10,000–15,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดบริการสุขภาพเอกชนและบริการระดับพรีเมียมที่เกี่ยวข้อง จะมีมูลค่าประมาณ 4,000–6,000 ล้านบาท สอดรับกับความต้องการรักษาโรคมะเร็ง การแพทย์ฟื้นฟู และการรักษาเฉพาะบุคคล
5 กลุ่มหลักของตลาด ATMPs ไทย
สำหรับตลาด ATMPs แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
- Stem Cell Therapy การบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิด มีสัดส่วน 25% คิดเป็นมูลค่า 1,500 ล้านบาท
- CAR-T Therapy การบำบัดด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ดัดแปลงพันธุกรรม มีสัดส่วน 20% คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท
- Cell & Tissue Banking ธนาคารเซลล์และเนื้อเยื่อ มีสัดส่วน 15% คิดเป็นมูลค่า 900 ล้านบาท
- Immune Cell Therapy การบำบัดด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกัน มีสัดส่วน 15% คิดเป็นมูลค่า 900 ล้านบาท
- Regenerative Medicine เวชศาสตร์ฟื้นฟู มีสัดส่วน 15% คิดเป็นมูลค่า 900 ล้านบาท และ Diagnosticsการตรวจวินิจฉัย มีสัดส่วน 10% คิดเป็นมูลค่า 600 ล้านบาท
ทั้งนี้ การเติบโตของตลาด ATMPs ไทยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ สังคมสูงวัย (Aging Population), อุบัติการณ์โรคมะเร็งที่เพิ่มขึ้น, นโยบายเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล และกรอบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ ATMPs ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับโอกาสพัฒนานวัตกรรมการรักษาและบริการสุขภาพขั้นสูง รวมถึงการขยายตลาดการแพทย์ที่มุ่งเน้นการรักษาตามลักษณะเฉพาะของผู้ป่วย ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทย เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งและโรคซับซ้อน ลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศได้
ATMP จ่อโตต่อเนื่อง รับเทรนด์การรักษาเฉพาะบุคคล
ดร.ภญ.อิทธิพร เชื้อไตรสรณ์ กรรมการบริษัท Genepeutic Bio Co., Ltd และผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมทางการแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเต็มส์ จำกัด หรือ N Health ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตอนนี้ทิศทางการแพทย์กำลังขยับจากการรักษาแบบดั้งเดิมไปสู่การแพทย์แม่นยำ และการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ที่มุ่งเป้าจัดการเซลล์หรือกลไกของโรคโดยเฉพาะ
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญคือ CAR-T Cell Therapy ที่นำเซลล์ภูมิคุ้มกันมาดัดแปลงพันธุกรรม ให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้ และเมื่อเทียบกับเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งอาจทำลายทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง แต่การรักษาด้วย CAR-T จะมุ่งให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานต่อเซลล์เป้าหมายมากกว่า แนวโน้มดังกล่าวเชื่อมโยงกับการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ ATMPs ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีการรักษาที่ใช้เซลล์ ยีน และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูงประเภทต่าง ๆ
สังคมสูงวัยหนุนการรักษาโรคซับซ้อนสู่ Gene Therapy
อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนตลาดการแพทย์ขั้นสูง มาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรซึ่งผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ขณะที่โรคมะเร็งและโรคความเสื่อมตามวัยก็เป็นโจทย์สำคัญของระบบสุขภาพ นำไปสู่การพัฒนา Gene Therapy การรักษาโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Diseases) ตลอดจนการดูแลสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัย (Wellness & Longevity)
นอกจากนี้ ความชัดเจนด้านกฎระเบียบและกระบวนการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ ATMPs ก็มีความสำคัญต่อการนำงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การผลิตและให้บริการรักษาในเชิงพาณิชย์ โดยต้องผ่านหลักเกณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ประสิทธิผล และการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ภายในประเทศยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการแพทย์ขั้นสูงและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) หากประเทศไทยสามารถผลิต ผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานที่กำหนดและบริหารต้นทุนได้ต่ำกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ
“ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ CAR-T จากต่างประเทศอาจมีราคาประมาณ 500,000-700,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10-20 ล้านบาท เฉพาะค่ายา ไม่รวมค่าบริการโรงพยาบาล ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาและผลิตในไทยมีเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายลงเหลือประมาณ 1 ใน 3 ของราคาต่างประเทศ”
GNPT ต่อยอดงานวิจัยไทย พัฒนา CAR-T Cell Therapy
ดร.ภญ.อิทธิพร กล่าวว่า สำหรับ GNPT เป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 โดยกลุ่มนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญชาวไทย เพื่อต่อยอดผลงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สู่การพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด เพื่อสนับสนุนการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมจากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญคือ CAR-T Cell Therapy หรือ Chimeric Antigen Receptor T-Cell นำเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดทีเซลล์ (T cells) มาดัดแปลงพันธุกรรมให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งเป้าหมาย โดยเทคโนโลยีแบ่งได้ทั้งแบบ Autologous ใช้เซลล์จากผู้ป่วยเอง และแบบ Allogeneic ซลใช้เซลล์จากผู้บริจาค
จุดเด่นของ CAR-T แบบ Allogeneic คือศักยภาพในการพัฒนากระบวนการผลิตและจัดเตรียมผลิตภัณฑ์ล่วงหน้า แตกต่างจากแบบ Autologous ที่ต้องจัดเตรียมเซลล์สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เทคโนโลยีดังกล่าวจึงอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดระยะเวลารอคอยการรักษาในอนาคต แต่ยังต้องพิจารณาข้อบ่งใช้ ประสิทธิผล และความปลอดภัยตามข้อมูลของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด
ปัจจุบัน GNPT ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ProtaCAR (โปรทาคาร์) ด้วยเทคโนโลยี Allogeneic CD19 CAR-T Cell Therapy โดยใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันจากผู้บริจาคมาดัดแปลงพันธุกรรม เพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ที่แสดง CD19 และผลิตภัณฑ์ได้รับอนุมัติทะเบียนยาแล้วแบบมีเงื่อนไข จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับผู้ป่วยอายุ 4-24 ปี โดยมีข้อกำหนดให้ติดตามความปลอดภัยของผู้ป่วยในระยะยาว
BDMS เพิ่มทุน 170 ล้านบาท ดันสัดส่วนถือหุ้น GNPT เป็น 55%
สำหรับโรงงานผลิตของ GNPT ตั้งอยู่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี และได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตยา Good Manufacturing Practice (GMP) เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์เซลล์และยีนบำบัดในประเทศ โดยบริษัทระบุว่าเป็นโรงงานแห่งแรกในไทยที่ได้รับมาตรฐาน GMP สำหรับการผลิต CAR-T Cell ตามข้อมูลที่นำเสนอปัจจุบัน BDMS ถือหุ้นใน GNPT สัดส่วน 19.9% ผ่านบริษัท รอยัลบางกอก เฮ็ลธ์แคร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ BDMS การลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้มีมูลค่า 170 ล้านบาท ส่งผลให้ BDMS เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 55%
เงินลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มศักยภาพการผลิต และต่อยอดธุรกิจเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงของ GNPT เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ตลอดจนเสริมความเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัย การผลิต การตรวจวินิจฉัย การติดตามผล และการให้บริการรักษาในเครือข่ายโรงพยาบาลของ BDMS
“การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ BDMS ที่มุ่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างครบวงจร ควบคู่กับการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์ที่มีศักยภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาโรคซับซ้อนและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ”
ชี้ CAR-T เพิ่มโอกาสแข่งขันในระดับภูมิภาค
ดร.ภญ.อิทธิพร กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยี CAR-T และทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัยไทย รวมถึงการมีโรงงานผลิตตามมาตรฐาน GMP ภายในประเทศ อาจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและลดต้นทุนเมื่อเทียบกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูง และเพิ่มโอกาสรองรับผู้ป่วยจากอาเซียน อาหรับ และเอเชียใต้
การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีของ GNPT จะช่วยต่อยอดงานวิจัยของไทยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และนักเทคนิคการแพทย์ เพื่อรองรับกระบวนการรักษาที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัย การผลิต และบริการทางการแพทย์ขั้นสูงให้ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต
ชูความร่วมมือครบวงจร ขยายโอกาสรักษามะเร็งชนิดอื่น
ด้าน แพทย์หญิง สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และกรรมการบริษัท Genepeutic Bio Co., Ltd. กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินงานระยะต่อไปของ BDMS และ GNPT จะมุ่งนำเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงมาใช้ พร้อมพัฒนาความร่วมมือให้ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิตภายใต้มาตรฐานสากล การตรวจวินิจฉัยและติดตามผล ไปจนถึงการเชื่อมโยงองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ในเครือข่ายโรงพยาบาล BDMS
ความร่วมมือดังกล่าวจะสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงเปิดโอกาสให้ศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ CAR-T สำหรับมะเร็งชนิดอื่น นอกเหนือจากข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติในปัจจุบัน ตลอดจนต่อยอดเทคโนโลยี Cell & Tissue Therapy และขยายความร่วมมือด้านการแพทย์ขั้นสูงในระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการพัฒนาระบบสุขภาพในอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้บริการรักษาพยาบาล แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเข้าถึง พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย การลงทุนใน GNPT จึงเป็นการวางรากฐานระยะยาวเพื่อสร้างคุณค่าให้ผู้ป่วย สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย และเสริมศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ขั้นสูงของภูมิภาค







