thansettakij
thansettakij
ส่องเทรนด์ Mental Wellness  ชี้สุขภาพจิตเยาวชนไทย 18-24 ปี ควรเฝ้าระวังสูงสุด

ส่องเทรนด์ Mental Wellness ชี้สุขภาพจิตเยาวชนไทย 18-24 ปี ควรเฝ้าระวังสูงสุด

เจาะข้อมูล “สุขภาพจิตไทย” แพทย์ขาดแคลน ผู้เสียชีวิตจากโรคซึมเศร้ามีเพียง 10% ขณะที่ตัวกระตุ้นอันดับ 1 คือปัญหาความสัมพันธ์ รองลงมาคือความสูญเสียและหนี้สิน ชี้สถิติกลุ่มเยาวชนอายุ 18-24 ปี มีความชุกปัญหาสุขภาพจิตสูงสุด

KEY

POINTS

  • กลุ่มเยาวชนอายุ 18-24 ปี เป็นวัยที่มีความชุกของปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าช่วงวัยอื่น ๆ จึงเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
  • สาเหตุหลักมาจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเรียนสู่วัยทำงาน ต้องเผชิญแรงกดดันทางสังคม การเปรียบเทียบในโซเชียลมีเดีย และความไม่แน่นอนในอนาคต
  • ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มนักเรียนมัธยมปลายและนักศึกษา ซึ่งเป็นวัยใกล้เคียงกัน มีสถิติการพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จกระจุกตัวอยู่สูง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า ประชากรโลกประมาณ 1 ใน 8 คน หรือราว 970 ล้านคน มีความผิดปกติทางจิตอย่างน้อยหนึ่งประเภท (ข้อมูลในปี 2552) ขณะที่ประเทศไทยมีผลสำรวจปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนทุก ๆ 5 ปี ล่าสุดการสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติของกรมสุขภาพจิตปี 2566 พบว่าคนไทยประมาณ 13.4 ล้านคน เคยมีโรคจิตเวชหรือปัญหาสุขภาพจิตครั้งใดครั้งหนึ่งในชีวิต และประมาณ 4.4 ล้านคนมีโรคจิตเวชหรือปัญหาสุขภาพจิตในช่วง 12 เดือนก่อนการสำรวจ

นพ.ธรณินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการศูนย์ Let’s Talk (จิตเวช) รพ.พญาไท พหลโยธิน และศูนย์สุขภาพใจ รพ.พญาไท 2 เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ผลสำรวจของไทยจะพบผู้ที่เคยมีโรคจิตเวชหรือปัญหาสุขภาพจิตเป็นจำนวนมาก แต่จำนวนผู้เข้ารับบริการด้านจิตเวชยังมีข้อจำกัดจากจำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะจิตแพทย์ สวนทางกับความต้องการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นพ.ธรณินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการศูนย์ Let’s Talk (จิตเวช) รพ.พญาไท พหลโยธิน และศูนย์สุขภาพใจ รพ.พญาไท 2

“สถานการณ์สุขภาพจิตคนไทยล้วนเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ยาเสพติด ปัญหาชายแดน ผลกระทบหลังยุคโควิด-19 ตลอดจนแรงกดดันจากความสัมพันธ์และสังคมออนไลน์ จากสถิติทุก 5 ปี ในปี 2558 มีผู้รับบริการประมาณ 1.3 ล้านคน ปี 2562 เพิ่มเป็น 2.8 ล้านคน ปี 2566 ขยับขึ้นเป็นประมาณ 2.9 ล้านคนในปี 2566 จะเห็นได้ว่าการเข้ารับบริการด้านจิตเวชเพิ่มขึ้นตามลำดับ”

ทั้งนี้ ความชุกของโรคทางจิตเวชในไทยได้กลายเป็นโจทย์สำคัญของระบบสุขภาพไทย จำแนกตามช่วงวัยได้ ดังนี้ 1.อายุ 18-24 ปี กลุ่มนี้พบความชุกของปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าวัยอื่น เพราะมีช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเรียนไปสู่วัยทำงาน ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางสังคม การเปรียบเทียบในโซเชียลมีเดีย Cyberbullying และความไม่แน่นอนในอนาคต

2.กลุ่มอายุ 25-44 ปี หรือวัยทำงาน เรียกว่าอยู่ในภาวะ Sandwich Generation ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่สูงอายุ พร้อมกับรับภาระสร้างครอบครัวและทำงาน มับเจอกับปัญหา Burnout และปัญหานอนไม่หลับ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ วัยนี้มับพบโรคซึมเศร้า ภาวะสมองเสื่อม มีความรู้สึกโดดเดี่ยว การสูญเสียคู่ชีวิต และได้ระบผลกระทบจากโรคทางกายเรื้อรัง

สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตทัาวโลก

นพ. ธรณินทร์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่หลายคนมักให้ความสนใจคือปัญหาการฆ่าตัวตาย และปัจจุบันมีข้อมูลอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จของประเทศไทยประมาณ 7.8 ต่อแสนประชากร หมายความว่า ในประชากรไทย 1 แสนคน จะมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 7.8 คนในหนึ่งปี (ข้อมูลกรมสุขภาพจิตปี 2564-2567 อยู่ในระดับ 7.38-8.00 ต่อแสนประชากร)ถือว่าชะลอตัวลงจากในอดีตที่เคยมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงถึงเกือบ 9 ต่อแสนประชากร

หากนำข้อมูลทั้งผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายและผู้พยายามฆ่าตัวตายมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะพบว่าคนไทยที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมีประมาณ 5,000 คนต่อปี และผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จอีกประมาณ 30,000 คน

เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกลงไปอีก จะพบว่าปัจจัยส่วนใหญ่ประกอบด้วยปัญหายาเสพติด โรคจิตเวชอื่นๆ สุรา และโรคทางกายที่รุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง ไตวาย หรืออัมพฤกษ์อัมพาต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของคนไทย ขณะที่โรคซึมเศร้ากลับไม่ใช่ปัจจัยหลักจากทั้งหมด

“สังคมไทยมักเข้าใจว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าคือผู้ที่ฆ่าตัวตาย แต่จากการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ พบว่าผู้เสียชีวิตที่เป็นโรคซึมเศร้ามีเพียง 10% เท่านั้น ถ้าแยกตามภูมิภาคจะเห็นสถิติ ภาคเหนือมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคทางกายรุนแรง ขณะที่กลุ่มผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จกลับกระจุกตัวสูงในกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายและนิสิตนักศึกษาปี 1-2”

ปัจจัยกดดันด้านสุขภาพจิต

จากการศึกษาพบว่าโรคจิตเวชเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยง หากไม่มี “ตัวกระตุ้น” จุดชนวน ผู้ป่วยจะไม่คิดฆ่าตัวตาย และตัวกระตุ้นอันดับ 1 ของคนไทยคือปัญหาความสัมพันธ์หรือความขัดแย้งกับคนสำคัญในชีวิต เช่นสามีภรรยาทะเลาะกัน ลูกทะเลาะกับพ่อแม่ หรือทะเลาะกับนายจ้าง อันดับ 2 คือการสูญเสีย เช่น การเลิกรา หย่าร้าง หรือพลัดพราก และอันดับ 3 คือการเป็นหนี้สิน

ขณะเดียวกันโรคจิตเวชที่พบมากและรุนแรงที่สุด ต้องแยกเป็น 2 มิติ คือ 1. มิติผู้เข้ารับบริการในโรงพยาบาล และ 2. มิติคนที่อยู่ในชุมชน โดย 5 โรคที่พบในอันดับต้นๆ ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ปัญหายาเสพติด ภาวะเครียดและการปรับตัวผิดปกติ และโรคจิตเวชอื่น ๆ เช่น โรคไบโพลาร์ โรคจิตเภท ออทิสติก ฯลฯ

โดยผู้ป่วยในระบบการรักษาในโรงพยาบาล ต้องแยกระหว่างโรงพยาบาลรัฐกับโรงพยาบาลเอกชน โดยโรงพยาบาลรัฐ จะม้ผู้ป่วยนอก (OPD) อันดับ 1 เป็นกลุ่มโรคจิตเภท ที่มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน ขณะที่โรงพยาบาลเอกชน เช่น พญาไท 2 และพญาไท พหลโยธิน จะพบกลุ่มโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และภาวะเครียดจากการปรับตัวไม่ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มอาการระดับปานกลาง

ขณะเดียวกัน บุคลากรด้านสุขภาพจิตกลับไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยประเทศไทยมีจิตแพทย์ไม่ถึง 3,000 คนเพราะอาจารย์แพทย์ 2-3 คน สามารถฝึกศิษย์ได้เพียง 1 คน แม้ไม่ได้จับมือผ่าตัดเหมือนแพทย์สาขาอื่น แต่อาจารย์แพทย์จิตเวชต้องประเมินสภาวะจิตใจของศิษย์ และดูการตอบสนองต่อคนไข้จากจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมและยาก

Top 5 ปัญหาสุขภาพจิตไทย

ดังนั้น ประเทศไทยจึงขาดแคลนจิตแพทย์สูงมาก และไม่สามารถเร่งกระบวนการผลิตเหมือนสาขาอื่นได้จนส่งกระทบต่อผู้ป่วย เนื่องจากต้องรอคิวนัดนาน และกระบวนการรักษาขาดความต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยหลายรายขาดยา อาการกำเริบ โรคหายช้า และกลับมาเป็นซ้ำ

อีกนัยหนึ่งยังมีเทรนด์ Mental Wellness หรือ ภาวะสุขภาวะทางจิต ที่กำลังมาแรง และกำลังพัฒนาศาสตร์ด้านจิตเวชจากการรักษาเมื่อป่วยไปสู่การป้องกันก่อนป่วย เจาะกลุ่มคนที่ยังไม่ป่วย ด้วยการสร้างความแข็งแกร่ง ฝึกทักษะการจัดการความเครียด หรือฟื้นตัวจากสภาวะจิตใจดิ่ง และพร้อมดูแลรักษาผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชแล้ว ซึ่งในต่างประเทศจะต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ในประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านั้น เช่น การเข้าวัดทำสมาธิภาวนา ปฏิบัติธรรม การรับฟัง Podcast และ Workshop ให้ความรู้โดยจิตแพทย์ เป็นต้น

นพ. ธรณินทร์ กล่าวว่า ตลาดหรือธุรกิจด้านจิตเวชในภาพรวมจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน เพราะคนไทยมีความตระหนักรู้ (Awareness) และกล้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง แพทย์ไทยทั้งภาครัฐและเอกชนก็มีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ดี บุคลากรมีทักษะสูง (High Capability) แม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะบุคลากรกระจุกตัวในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภาคกลาง ทำให้ระยะเวลารอคิวนาน คุณภาพการรักษาก็มีความหลากหลายขาด Clinical Governance ที่เข้มงวด ประกันสุขภาพและประกันชีวิตในไทยยังไม่คุ้มครองโรคจิตเวช

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง Demand ของผู้รับบริการกับ Resource บุคลากรที่มีจำกัด ซึ่งศูนย์ Let’s Talk (จิตเวช) รพ.พญาไท พหลโยธิน และศูนย์สุขภาพใจ รพ.พญาไท 2 มองว่าการชูจุดเด่นเรื่อง Continuum of Care หรือการดูแลสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่องทุกมิติ จะช่วยลดปัญหาของผู้ป่วยก่อนจะพัฒนาไปสู่ภาวะรุนแรงได้

ด้วยการตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่ป่วย (Wellness) ผู้ป่วยนอก (OPD) จนถึงผู้ป่วยหนักที่ต้องนอนโรงพยาบาล (IPD) อย่างครบวงจร ที่มีทีมสหวิชาชีพครบชุด ทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และนักดนตรีบำบัด ตอบโจทย์ผู้เข้ารับบริการได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน ออฟฟิศบิลดิ้ง และกลุ่ม New Age