
รู้จักเชื้อ ‘โนโรไวรัส’ ตัวป่วนลำไส้ กระเพาะอาหาร ทำเด็กเล็กอาเจียน ถ่ายเหลว
“โนโรไวรัส” (Norovirus) เป็นหนึ่งในเชื้อที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลันในเด็ก ทำลูกอาเจียน ถ่ายเหลว ระวังโนโรไวรัส เสี่ยงขาดน้ำ
“โนโรไวรัส” เป็นเชื้อที่ติดต่อได้ง่ายผ่านอาหาร น้ำ และสิ่งของที่ปนเปื้อน ทำให้เด็กมีอาการอาเจียน ถ่ายเหลว และเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หากเด็กดื่มไม่ได้ ปัสสาวะน้อย หรือซึมผิดปกติ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
นพ.คริษฐ์ เพ็งสะและ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นหนึ่งในเชื้อที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลันในเด็ก เชื้อชนิดนี้ก่อโรคได้แม้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณเพียงเล็กน้อย และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
จึงมักเกิดการระบาดในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานรับเลี้ยงเด็ก ก่อนแพร่ต่อไปยังสมาชิกในครอบครัว เชื้อนี้พบได้ในคนทุกวัย แต่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเกิดภาวะขาดน้ำและอาการรุนแรงได้ง่ายกว่า
เชื้อโนโรไวรัสติดต่อได้อย่างไร
- เชื้อโนโรไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางปากและแพร่กระจายได้หลายช่องทาง ได้แก่
- รับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงอาหารที่จัดเตรียมโดยผู้ติดเชื้อ
- สัมผัสของเล่น ภาชนะ หรือพื้นผิวที่มีเชื้อ แล้วนำมือเข้าปาก
- สัมผัสใกล้ชิดหรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
- สัมผัสอาเจียน อุจจาระ หรือผ้าอ้อมที่มีเชื้อ
- อยู่ใกล้ผู้ป่วยขณะอาเจียน ทำให้ละอองขนาดเล็กกระจายและปนเปื้อนบริเวณโดยรอบ
เด็กเล็กมีโอกาสรับและส่งต่อเชื้อได้ง่าย เนื่องจากมักนำมือหรือสิ่งของเข้าปาก และยังดูแลสุขอนามัยของตนเองได้ไม่สม่ำเสมอ
อาการโนโรไวรัสในเด็กที่ผู้ปกครองควรสังเกต
หลังได้รับเชื้อประมาณ 12–48 ชั่วโมง เด็กมักเริ่มมีอาการอย่างฉับพลัน ได้แก่
- อาเจียนหลายครั้ง
- ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ
- คลื่นไส้และปวดบิดท้อง
- เบื่ออาหารหรือกินได้น้อย
- มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย
- อ่อนเพลีย งอแง หรือไม่ร่าเริงเหมือนปกติ
เด็กเล็กอาจยังไม่สามารถบอกได้ว่ารู้สึกคลื่นไส้หรือปวดท้อง ผู้ปกครองจึงควรสังเกตพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น ร้องกวน ไม่ยอมกินนม กุมท้อง นอนซม หรือไม่สนใจเล่น
เด็กส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นภายใน 1–3 วัน แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้แม้อาการจะหายแล้ว จึงควรรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง
โนโรไวรัสแตกต่างจากอาหารเป็นพิษอย่างไร
อาหารเป็นพิษเป็นคำเรียกรวมของอาการเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ซึ่งอาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรีย สารพิษจากเชื้อโรค หรือสาเหตุอื่น การติดเชื้อโนโรไวรัสจึงอาจจัดเป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำได้ หากได้รับเชื้อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน
เนื่องจากอาการจากแต่ละสาเหตุอาจคล้ายกัน จึงไม่สามารถแยกได้อย่างแน่นอนจากอาการเพียงอย่างเดียว แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับประวัติการเจ็บป่วย การสัมผัสผู้ป่วย และการตรวจร่างกาย
ภาวะขาดน้ำ สัญญาณสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง
การอาเจียนและถ่ายเหลวทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็กที่อาจเกิดภาวะขาดน้ำได้อย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองควรสังเกตอาการต่อไปนี้
- ปากและลิ้นแห้ง
- กระหายน้ำหรือขอน้ำบ่อย
- ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้ม
- ร้องไห้แล้วมีน้ำตาน้อยหรือไม่มีน้ำตา
- อ่อนเพลีย เล่นน้อยลง หรืองอแงผิดปกติ
- ตาโหลหรือซึมลง
การวินิจฉัยโนโรไวรัสในเด็ก
แพทย์จะประเมินจากลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เริ่มป่วย จำนวนครั้งของการอาเจียนและถ่ายเหลว ประวัติอาหารที่รับประทาน รวมถึงการสัมผัสบุคคลที่มีอาการคล้ายกันในครอบครัวหรือโรงเรียน ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินระดับการขาดน้ำและแยกโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกัน
เด็กส่วนใหญ่อาจไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ แต่แพทย์อาจพิจารณาตรวจอุจจาระหากมีอาการรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด อาการไม่เป็นไปตามลักษณะทั่วไป หรือสงสัยการระบาดเป็นกลุ่ม
วิธีดูแลเด็กที่ติดเชื้อโนโรไวรัส
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโนโรไวรัสโดยเฉพาะ การดูแลหลักจึงเป็นการทดแทนน้ำและเกลือแร่ ควบคู่กับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
- ให้สารละลายเกลือแร่ ORS อย่างถูกวิธี
- ควรใช้สารละลายเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสียหรือ ORS และผสมตามสัดส่วนที่ระบุบนฉลาก ไม่ควรผสมให้เข้มข้นหรือเจือจางกว่าที่กำหนด
หากเด็กอาเจียน ไม่ควรให้ดื่มครั้งละมาก เพราะอาจกระตุ้นให้อาเจียนซ้ำ ควรพักช่วงสั้น ๆ แล้วเริ่มป้อนด้วยช้อนหรือให้จิบครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง
เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับการออกกำลังกาย น้ำอัดลม น้ำหวาน และน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ไม่ควรใช้แทน ORS เนื่องจากมีสัดส่วนของน้ำตาลและเกลือแร่ไม่เหมาะกับการทดแทนน้ำจากอาการท้องเสีย
เมื่อติดเชื้อ ควรให้เด็กกินอาหารแบบไหน
- ทารกที่กินนมแม่สามารถให้นมต่อได้ โดยแบ่งให้บ่อยขึ้นครั้งละน้อย
- เด็กที่ยังรับประทานอาหารได้ สามารถกินอาหารตามวัยในปริมาณน้อย
- เลือกอาหารย่อยง่ายและปรุงสุกใหม่
- หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารหวานจัด และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
- ไม่ควรงดอาหารเป็นเวลานาน หากเด็กยังรับประทานได้
- การใช้ยาในเด็กควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
- ไม่ควรให้ยาหยุดถ่าย ยาแก้อาเจียน หรือยาปฏิชีวนะแก่เด็กด้วยตนเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับอายุ อาการ หรือภาวะสุขภาพของเด็ก อีกทั้งยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัสได้
หากเด็กมีไข้ ควรให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และใช้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรเพิ่มขนาดหรือความถี่ของยาเอง
อาการแบบไหนควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์
ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบแพทย์ หากมีอาการดังต่อไปนี้
- ดื่มน้ำหรือนมไม่ได้ หรืออาเจียนต่อเนื่อง
- ปัสสาวะน้อยลงอย่างชัดเจนหรือไม่ปัสสาวะเป็นเวลานาน
- ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
- ถ่ายเป็นเลือดหรือมีมูกเลือด
- มีไข้สูงหรือปวดท้องรุนแรง
- อาการไม่ดีขึ้นหรือผู้ปกครองกังวลว่าเด็กอาจมีภาวะขาดน้ำ
ทารก เด็กเล็ก และเด็กที่มีโรคประจำตัวควรได้รับการประเมินจากแพทย์เร็วขึ้น เนื่องจากอาจเกิดภาวะขาดน้ำหรืออาการรุนแรงได้รวดเร็ว
วิธีป้องกันการแพร่เชื้อในโรงเรียนและครอบครัว
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ
- ควรสอนให้เด็กล้างมือด้วยสบู่และน้ำไหลอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหาร และเมื่อกลับจากโรงเรียน ผู้ดูแลควรล้างมือทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดอาเจียนและอุจจาระ
- เจลแอลกอฮอล์สามารถใช้เสริมได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการล้างมือ เนื่องจากมีประสิทธิภาพต่อเชื้อโนโรไวรัสไม่ดีเท่าสบู่และน้ำ
- แยกของใช้และทำความสะอาดบริเวณที่ปนเปื้อน
- แยกแก้วน้ำ ช้อนส้อม และผ้าเช็ดตัวของเด็กที่ป่วย
- สวมถุงมือเมื่อต้องสัมผัสอาเจียน อุจจาระ หรือผ้าอ้อม
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเล่น ลูกบิดประตู ก๊อกน้ำ และโถสุขภัณฑ์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
- นำเสื้อผ้าและเครื่องนอนที่ปนเปื้อนไปซักทันที โดยไม่เขย่าก่อนซัก
- ใช้อุณหภูมิน้ำและวิธีอบแห้งสูงสุดที่เหมาะกับเนื้อผ้า
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งหลังทำความสะอาด
ควรให้เด็กหยุดเรียนหรือหยุดไปศูนย์เด็กเล็กอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังอาการอาเจียนและถ่ายเหลวหยุดลง รวมถึงหลีกเลี่ยงการเตรียมอาหารหรือดูแลผู้อื่นในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ
แม้เด็กส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่สิ่งสำคัญคือการป้องกันภาวะขาดน้ำด้วยการให้สารละลายเกลือแร่ ORS อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการรักษาสุขอนามัยเพื่อลดการแพร่เชื้อ หากเด็กดื่มไม่ได้ อาเจียนต่อเนื่อง ปัสสาวะน้อย ซึมลง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม






