
หูอื้อ-บ้านหมุนบ่อย ระวัง “โรคมีเนีย” อาจสูญเสียการได้ยินถาวร
แพทย์เตือน มีอาการบ้านหมุนเป็นๆ หายๆ ร่วมกับหูอื้อ แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ระวัง “โรคมีเนีย” อาจกระทบการทรงตัว เสี่ยงสูญเสียการได้ยินถาวร
KEY
POINTS
- "โรคมีเนีย" ความผิดปกติของหูชั้นใน ทำให้เกิดอาการบ้านหมุนรุนแรง หูอื้อ มีเสียงในหู และการได้ยินลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร
- อาการเด่นคือบ้านหมุนที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ แต่ละครั้งอาจนาน 20 นาทีถึงหลายชั่วโมง มักเกิดร่วมกับความรู้สึกแน่นในหูหรือการได้ยินที่แย่ลง
- สาเหตุของโรคสัมพันธ์กับความผิดปกติของของเหลวในหูชั้นใน ผู้ที่มีอาการบ้านหมุนร่วมกับอาการทางหูซ้ำๆ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ
หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ระวัง “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) เป็นความผิดปกติของหูชั้นในที่กระทบทั้งระบบการทรงตัวและการได้ยิน ผู้ป่วยบางรายอาจทำให้การได้ยินเสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวร
นพ.พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า โรคมีเนียมีความสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops อาจทำให้แรงดันภายในหูชั้นในเปลี่ยนแปลงและรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ส่งผลให้ผู้ป่วยมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยิน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วง ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้
ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือ
- การได้ยิน หากอาการบ้านหมุนทุเลาลง ผู้ป่วยอาจเข้าใจว่าอาการผิดปกติหายไปแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยิน
- หากมีอาการบ้านหมุนร่วมกับหูอื้อ มีเสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลง โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและประเมินการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก
ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ
- อาการมักเกิดเป็นช่วงหรือเป็นรอบ (Episodes)
- ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากความรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู
- มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู
- หูอื้อ หรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง
- เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน
ทั้งนี้ บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ซึ่งอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง
ส่วนอากาา “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และผู้ที่มีอาการบ้านหมุนไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคมีเนียทุกคน เนื่องจากยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการลักษณะเดียวกัน
ภาวะที่พบบ่อยคล้ายกับโรคมีเนีย
คือ "โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด" หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) มักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อมีการเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย
ดังนั้น ข้อมูลที่ควรสังเกตคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการประเมินสาเหตุ แต่การวินิจฉัยควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรสรุปว่าเป็นโรคมีเนียจากอาการเพียงอย่างเดียว
การวินิจฉัย-ประเมินอาการ เพื่อหาสาเหตุ
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น
- ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
- การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน
- การติดเชื้อบางชนิด
- รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม
โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่พบได้บ่อยในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลา และความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน จากนั้นจึงตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว
หนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และรูปแบบของการสูญเสียการได้ยินสอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจต้องตรวจระบบการทรงตัวหรือได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน
รักษาเน้นควบคุมอาการและรักษาการได้ยิน
นพ.พงศธร กล่าวว่า เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางอื่นตามความเหมาะสม
สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีการพิจารณาหัตถการหรือการผ่าตัดเป็นทางเลือก โดยต้องประเมินทั้งประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการได้ยินเป็นสำคัญ
นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมเป็นอีกส่วนหนึ่งของการดูแล
- ผู้ป่วยอาจพิจารณาลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม
- ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
- ลดขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง
ขณะเดียวกันควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละบุคคล
สิ่งสำคัญคือ หากอาการบ้านหมุนเกิดซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อมี หูอื้อ แน่นหู เสียงรบกวนในหู หรือการได้ยินลดลง ไม่ควรรอให้อาการหายเองทุกครั้ง เพราะการประเมินสาเหตุและตรวจการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก มีส่วนช่วยให้แพทย์วางแนวทางดูแลได้เหมาะสม และติดตามการเปลี่ยนแปลงของการได้ยินได้ต่อเนื่อง






