
ส่องวิกฤต NCDs คร่าชีวิตพุ่งวันละพันคน สูญเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านต่อปี
วิมุต เจาะวิกฤต NCDs ทุบเศรษฐกิจไทย 1.6 ล้านล้านต่อปี ดันโมเดลการแพทย์เชิงรุก ดักทางโรคซับซ้อนก่อนป่วยยืดอายุสุขภาพดี
KEY
POINTS
- โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากกว่า 1,000 คนต่อวัน หรือกว่า 400,000 คนต่อปี
- วิกฤต NCDs สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของ GDP
- ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากพฤติกรรมสุขภาพของคนไทย เช่น ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน (45%) และการบริโภคผักผลไม้ไม่เพียงพอ (88%)
ท่ามกลางจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบทั้งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ต้นทุนทางเศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขของประเทศ
สังคมอายุยืน แต่ต้องมี "Health Span"
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขที่ทำให้คนไทยมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้หญิงไทยมีอายุคาดเฉลี่ยประมาณ 80 ปี ขณะที่ผู้ชายมีอายุคาดเฉลี่ยประมาณ 72 ปี
อย่างไรก็ตาม อายุขัยที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้นตามไปด้วย หากช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นต้องเผชิญกับโรคเรื้อรัง ภาวะพึ่งพิง หรือข้อจำกัดในการใช้ชีวิต
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 14.68 ล้านคน หรือคิดเป็น 20.9% ของประชากรทั้งประเทศ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายด้านพฤติกรรมสุขภาพ โดยคนไทย 45% มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ขณะที่กว่า 88% รับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่โรคเรื้อรังและภาระด้านสุขภาพในระยะยาว
ทำให้แนวคิด Health Span หรือช่วงเวลาของชีวิตที่ยังคงมีสุขภาพแข็งแรง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ และพึ่งพาตนเองได้ กลายเป็นโจทย์สำคัญ เพราะความท้าทายในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนปีของชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีให้ยาวนานที่สุด
NCDs คร่าชีวิตกว่า 4 แสนคนต่อปี สูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท
ข้อมูลด้านสุขภาพของคนไทยยังสะท้อนสัญญาณที่น่ากังวลและเชื่อมโยงโดยตรงกับภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยภาวะเมตาบอลิกซินโดรม หรือกลุ่มอาการอ้วนลงพุง เพิ่มขึ้นเกือบ 48% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น 10.6% ของประชากร และภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 28% สะท้อนแนวโน้มความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจกระทบทั้งคุณภาพชีวิตและภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในระยะยาว
ปัจจุบัน NCDs ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยมีคนไทยเสียชีวิตจาก 4 กลุ่มโรค NCDs หลักมากกว่า 1,000 คนต่อวัน หรือกว่า 400,000 คนต่อปี และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็นประมาณ 9.7% ของ GDP ประเทศ
สะท้อนว่าปัญหาสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับบุคคล แต่ยังเชื่อมโยงกับต้นทุนการรักษาพยาบาล ศักยภาพการแข่งขัน และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้แนวคิด Health Span หรือช่วงเวลาของชีวิตที่ยังคงมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ และปราศจากโรคเรื้อรัง กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย
โรคหัวใจ ตัวอย่างสำคัญของภาระ NCDs
หนึ่งในโรคสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภาระ NCDs กับสังคมอายุยืน คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดหรือเหตุฉุกเฉินทางหัวใจ หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
ความเสี่ยงดังกล่าวพบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ
เพราะการตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้นไม่เพียงช่วยลดความรุนแรงของโรค แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา ลดระยะเวลาการเจ็บป่วยในช่วงบั้นปลาย และยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีให้ยาวนานขึ้น
วิมุตชูแนวคิด "ป้องกันก่อนป่วย"
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า "ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่การดูแลสุขภาพต้องเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การป้องกันและดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น เพราะความท้าทายของสังคมสูงวัยไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพตลอดช่วงอายุที่ยืนยาวขึ้น"
ข้อมูลสุขภาพของคนไทยในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่พบในคนไทยถึง 45% การรับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอของประชากรกว่า 88% รวมถึงการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ
"สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนป่วย ไม่ใช่รอจนเกิดโรคแล้วจึงเข้ารับการรักษา"
เริ่มดูแลหัวใจจาก "จานอาหาร"
นอกจากการตรวจคัดกรองและการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เหมาะสมแล้ว การดูแลสุขภาพหัวใจยังสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ "จานอาหาร" ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
โรงพยาบาลวิมุตแนะนำให้ประชาชนเลือกอาหารตามหลัก Healthy Food Plate Model 2:1:1 โดยให้ครึ่งหนึ่งของจานเป็นผักหลากสี อีกหนึ่งส่วนเป็นข้าว แป้ง หรือธัญพืชไม่ขัดสี และอีกหนึ่งส่วนเป็นโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลา ไข่ เต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
ควบคู่กับแนวทาง DASH Diet ที่เน้นการลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ผ่านการรับประทานผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกธัญพืชไม่ขัดสี นมไขมันต่ำ ถั่วเมล็ดแห้งหรือถั่วเปลือกแข็ง จำกัดปริมาณโซเดียมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมลดอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูป และอาหารที่มีไขมันสูง
เพราะการเลือกอาหารที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องคือรากฐานสำคัญของการป้องกันโรค และเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยสนับสนุนการมีสุขภาพดีในระยะยาว
สุขภาพดี เริ่มจากการป้องกัน
อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับพฤติกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตรวจคัดกรองโรคก่อนเกิดอาการ โดยเฉพาะโรคที่สามารถป้องกัน ลดความรุนแรง หรือเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ หากพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
การตรวจสุขภาพอย่างเหมาะสมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี และเพิ่มโอกาสในการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอายุยืน แนวคิด "อายุยืนอย่างมีคุณภาพ" จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้สูงอายุ แต่เป็นวาระสำคัญของทุกคนในสังคม เพราะท้ายที่สุด เป้าหมายของการมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนปีของชีวิต แต่คือการเพิ่มจำนวนปีที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรง มีความสุข และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน






