
PMOS ภัยเงียบผู้หญิง 1 ใน 8 คน เสี่ยงเบาหวาน-มะเร็ง รู้เร็วรักษาได้
แพทย์เตือน PMOS ภัยเงียบผู้หญิงยุคใหม่ เช็ก 3 สัญญาณเตือน ประจำเดือนผิดปกติ สิวเยอะ น้ำหนักขึ้นง่าย รู้เร็วรักษาได้ ลดเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต
KEY
POINTS
- PMOS (ชื่อเดิม PCOS) คือภาวะฮอร์โมนและระบบเผาผลาญผิดปกติ พบได้ในผู้หญิง 1 ใน 8 คน โดยผู้ป่วยกว่า 70% ไม่รู้ตัว
- สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่ ประจำเดือนมาผิดปกติ มีลักษณะของฮอร์โมนเพศชายเกิน (เช่น สิวเยอะ หน้ามัน ขนดก) และน้ำหนักขึ้นง่าย
- หากไม่ได้รับการรักษาในระยะยาว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และโรคหัวใจและหลอดเลือด
- การวินิจฉัยทำได้ไม่ยุ่งยาก และสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและปรับพฤติกรรม ซึ่งการตรวจพบเร็วจะช่วยควบคุมอาการและลดความเสี่ยงได้
ประจำเดือนมาบ้างไม่มาบ้าง สิวขึ้นไม่หยุด น้ำหนักขึ้นง่ายทั้งที่กินเท่าเดิม อาการเล็กน้อยที่ผู้หญิงหลายคนปล่อยผ่าน อาจเป็นสัญญาณของ PMOS ภาวะฮอร์โมนและระบบเผาผลาญรวนที่พบในผู้หญิงมากถึง 1 ใน 8 คน และที่น่าตกใจกว่าคือข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกชี้ว่า ผู้ที่ป่วยโรคนี้กว่า 70% ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็น และหากปล่อยไว้ไม่รักษา ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด
วันนี้ ผศ.พญ.สิริลักษณ์ ตันธนาวิภาส แพทย์เฉพาะทางสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลวิมุต จะพาไปรู้จักโรคนี้ พร้อมแชร์สัญญาณเตือนที่เช็กได้ด้วยตัวเอง และแนวทางการตรวจและรักษาที่ง่ายกว่าที่คิด
ทำความรู้จัก PMOS ชื่อใหม่ที่บอกว่าโรคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของรังไข่
หลายคนอาจคุ้นกับชื่อ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) หรือ "ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ" ซึ่งล่าสุดวงการแพทย์ได้เปลี่ยนชื่อเป็น PMOS (Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome) หรือ "กลุ่มอาการรังไข่เมตาบอลิกหลายต่อมไร้ท่อ" เพราะชื่อเดิมชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของ "ถุงน้ำรังไข่ที่ต้องผ่าตัด"
ทั้งที่สิ่งที่เห็นเป็น “ฟองไข่ หรือ follicle” ซึ่งพบได้ตามปกติในหญิงวัยมีประจำเดือนทุกราย แต่ความผิดปกติที่พบแท้จริงแล้วคือ ฟองไข่หลายใบที่เกิดจากการทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติและไข่ไม่ตก นอกจากนี้ โรคนี้ไม่ได้กระทบแค่รังไข่เท่านั้น แต่กระทบไปถึงฮอร์โมนและระบบเผาผลาญทั้งร่างกาย
ผศ.พญ.สิริลักษณ์ อธิบายว่า ปัจจุบันพบว่าสาเหตุการเกิด PMOS เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย โดยยังไม่สามารถระบุสาเหตุหลักได้อย่างแน่ชัด
ส่วนใหญ่สรุปว่า PMOS มีความสัมพันธ์กับ "ภาวะดื้ออินซูลิน" "ฮอร์โมนเพศชายเกิน" และ "ไข่ไม่ตก" ซึ่งส่งผลกระทบต่อกันเป็นวงจร กล่าวคือ เมื่อร่างกายดื้ออินซูลิน จะผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้น และอินซูลินที่สูงนี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น
ทั้งภาวะดื้ออินซูลินและฮอร์โมนเพศชายเกิน ส่งผลให้ไข่ไม่ตก ขณะที่ฮอร์โมนรังไข่ที่ผิดปกติเอง นอกจากจะทำให้ไข่ไม่ตกแล้ว ยังส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเพศชายสูงขึ้นอีกด้วย
ในกรณีที่มีภาวะอ้วนร่วมด้วย จะยิ่งซ้ำเติมให้ภาวะดื้ออินซูลิน ฮอร์โมนเพศชายเกิน และภาวะไข่ไม่ตกมีความรุนแรงมากขึ้น
เช็กเลย 3 สัญญาณที่บอกว่ากำลังเป็น PMOS โดยไม่รู้ตัว
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าเป็น PMOS เพราะไม่รู้ว่าประจำเดือนที่ "ปกติ" ควรเป็นอย่างไร บางคนไม่เคยจดบันทึกรอบเดือน หรือคิดว่านาน ๆ มาทีก็สบายดี ไม่ต้องจัดการให้ยุ่งยาก นอกจากนี้ อาการอื่น ๆ ยังดูเล็กน้อยจนอาจถูกมองข้ามไป ผศ.พญ.สิริลักษณ์ อธิบายว่า เราสามารถเช็กความเสี่ยงของตัวเองได้ 3 ข้อ
- ข้อแรก รอบเดือนผิดปกติ โดยรอบเดือนควรอยู่ในช่วง 21-35 วัน หากมาเร็วกว่า 21 วัน หรือห่างเกิน 35 วันเป็นประจำ หรือมีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งต่อปี ถือว่าผิดปกติ
- ข้อสอง มีอาการของฮอร์โมนเพศชายเกิน เช่น สิวเยอะ หน้ามัน ขนดก ผมร่วง
- ข้อสาม น้ำหนักขึ้นง่าย
หากมีอาการเหล่านี้ แนะนำให้มาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ชัดเจน ส่วนความเชื่อที่ว่า "ต้องอ้วนเท่านั้นถึงจะเป็น" นั้นไม่จริง เพราะในกลุ่มผู้ป่วยมีคนน้ำหนักปกติหรือผอมราว 30-50% ดังนั้นไม่ว่ารูปร่างแบบไหน หากเข้าข่ายตามเช็กลิสต์ก็ไม่ควรชะล่าใจ
PMOS จุดเริ่มต้น "เบาหวาน-มะเร็ง-โรคหัวใจ" รู้ตัวเร็ว ป้องกันได้
PMOS เป็นภาวะที่ค่อย ๆ ลุกลามทีละระบบหากปล่อยไว้นาน เริ่มจากมีประจำเดือนผิดปกติและมีบุตรยายการที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผนังมดลูกหนาตัว จนเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ขณะเดียวกัน ในด้านระบบเผาผลาญ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ไปจนถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองในระยะยาว
นอกจากนี้ หากตั้งครรภ์ ยังมีความเสี่ยงแท้งบุตร เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และครรภ์เป็นพิษ มากกว่าคนทั่วไป แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจฟังดูน่ากังวล แต่หากรู้ตัวและเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถควบคุมอาการและลดความเสี่ยงได้
PMOS ตรวจง่าย รักษาได้ แค่เริ่มจากจดรอบเดือนของตัวเอง
การเช็กภาวะ PMOS ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนกังวล เริ่มจากการจดบันทึกรอบประจำเดือนสัก 2-3 รอบหากรอบเดือนยังผิดเพี้ยนอยู่เรื่อย ๆ ก็ควรมาปรึกษาแพทย์
สำหรับวัยรุ่นที่เพิ่งมีประจำเดือนในช่วง 3 ปีแรก รอบเดือนอาจยังไม่สม่ำเสมอได้ตามปกติ โดยใช้เกณฑ์ว่าหากรอบเดือนห่างเกิน 45 วัน จึงค่อยมาพบแพทย์
ขั้นตอนการตรวจเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเจาะเลือด โดยอาจพิจารณาอัลตราซาวนด์เพิ่มเติมเมื่อมีข้อบ่งชี้
จากนั้นแพทย์จะเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งหลัก ๆ มี 3 แนวทาง ได้แก่ การใช้ฮอร์โมนและยาตามอาการ การปรับพฤติกรรมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง และการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อและระบบเมตาบอลิก
ในกรณีที่มีภาวะอ้วนร่วมด้วย การลดน้ำหนักเพียงประมาณ 5% ของน้ำหนักตัว ก็สามารถช่วยให้ฮอร์โมนกลับมาสมดุลมากขึ้นได้ ทั้งนี้แนวทางการรักษาหลักในปัจจุบันคือการใช้ยาและการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่การผ่าตัด ยกเว้นในกรณีที่มีโรคร่วมอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
"อยากชวนทุกคนเริ่มจากการจดบันทึกรอบเดือน เพราะเป็นการเช็กสุขภาพง่าย ๆ ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่ต้องกลัวการมาพบแพทย์ เพราะการตรวจ PMOS ไม่ยุ่งยาก และไม่จำเป็นต้องตรวจภายในแบบที่หลายคนกังวล ที่สำคัญ PMOS เป็นภาวะที่ดูแลได้ ยิ่งรู้เร็วยิ่งรักษาได้ดีขึ้น จึงอยากให้มาพบแพทย์เพื่อหาทางดูแลตัวเองร่วมกันตั้งแต่วันนี้"






