
สวรส.-PReMA ดันวิจัยคลินิกไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ
สวรส. จับมือ PReMA ดัน “โรดแมปวิจัยทางคลินิกระดับชาติ” ปักธงไทยศูนย์กลางภูมิภาค ดึงการลงทุน R&D ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ หวังสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง 2.9 เท่า
KEY
POINTS
- สวรส. และ PReMA ร่วมมือกับหลายภาคส่วนเป็นครั้งแรก เพื่อจัดทำ “โรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ”
- มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดการลงทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ
- แม้ไทยจะมีศักยภาพสูง แต่ยังต้องปรับปรุงด้านความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติ เพื่อเร่งให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ผนึกกำลังเป็นครั้งแรก นำหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิก ร่วมกำหนดทิศทางและวางรากฐานสู่ “โรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดึงดูดการลงทุน และเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของผู้ป่วยไทย
ผ่านเวทีเสวนานโยบายหัวข้อ “จากบทสนทนาสู่โรดแมป: พลิกโฉมระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยเพื่อปลดล็อกการลงทุนและเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาของผู้ป่วยไทย” (From Dialogue to Roadmap: Transforming Thailand’s Clinical Research Ecosystem to Unlock Investment and Patient Access)
ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในฐานะประธานเปิดงาน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยทางคลินิกในฐานะวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ว่า
“การวิจัยทางคลินิกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงการแพทย์หรือนักวิจัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะการวิจัยทางคลินิกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เราสามารถร่วมกันยกระดับจุดแข็งด้านสุขภาพของประเทศไทยให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
ด้าน นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค โดยคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่ แต่คือจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริงอย่างไร
สวรส. มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำโรดแมปแห่งชาติที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัย ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบ และเพิ่มประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพให้แก่สังคมไทย
ไทยมีฐานแข็งแกร่ง ต่อยอดสู่โอกาสระดับภูมิภาค
ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการวิจัยทางคลินิกของไทยที่มีศักยภาพ โดยในปี 2567 ประเทศไทยมีการดำเนินการวิจัยทางคลินิก 527 โครงการ ขณะที่มูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32,000 ล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 52,800 ล้านบาทภายในปี 2573
นอกจากนี้ การวิจัยทางคลินิกมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 2.9 : 1 พร้อมสนับสนุนการจ้างงานทักษะสูงกว่า 15,509 ตำแหน่ง แบ่งเป็นการจ้างงานทางตรง 8,905 FTE และทางอ้อม 6,604 FTE
ในด้านประโยชน์ต่อระบบสุขภาพ การวิจัยทางคลินิกช่วยป้องกันการสูญเสียปีสุขภาวะได้ 8,326 DALYs คิดเป็นมูลค่าที่ระบบสาธารณสุขไทยได้รับต่อปีประมาณ 10,500 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ประชากรไทย 99.5% หรือจากประชากรทั้งหมด 71.6 ล้านคน ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สะท้อนถึงโครงสร้างระบบสุขภาพที่มีศักยภาพในการรองรับการวิจัยทางคลินิก
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI จำนวน 62 แห่ง พร้อมด้วยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก FERCAP อีก 55 คณะ เพิ่มขึ้นจาก 22 แห่งในปี 2560 โดยตัวเลขมูลค่าในหน่วยเงินบาทเป็นค่าประมาณการ คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 33 บาท
PReMA ชี้ความเร็ว-การประสานงาน คือช่องว่างการแข่งขัน
นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านคลินิกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติยังคงเป็นช่องว่างด้านการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของไทย
ด้วยการผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายสุขภาพของประเทศ PReMA มุ่งหวังที่จะลดระยะเวลาการอนุมัติด้านกำกับดูแล ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น และนำการรักษาที่ก้าวล้ำมาสู่ผู้ป่วยชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ขณะที่ นพ.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด
การเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกระดับโลกยังเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ โดยการศึกษาวิจัยเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้สนับสนุนการวิจัย
นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค
เร่งระบบวิจัย ดึง R&D โลก เสริมขีดแข่งขันไทย
ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นการวิจัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย และการมีข้อมูลระบาดวิทยาภายในประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการดึงดูดงานวิจัยทางคลินิกระดับโลกที่มีคุณภาพและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D)
เป้าหมายดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ สนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก
สำหรับเวทีเสวนาครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย
- ภาครัฐ มีบทบาทในการขับเคลื่อนระดับชาติ โดยกำหนดให้การวิจัยทางคลินิกเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- สวรส. ทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงระบบ เปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยที่มีลักษณะแยกส่วนและขาดการบูรณาการให้เป็นโรดแมประดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์
อย่างไรก็ตาม PReMA ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชน เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายระดับชาติ เพื่อขยายการลงทุนด้านการวิจัยและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์
ส่วน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ทำหน้าที่สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบ โดยร่วมกันสนับสนุนให้เกิดระบบกำกับดูแลที่มีความชัดเจน คาดการณ์ได้ มีคุณภาพสูง และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม เพื่อเป็นรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว







