
รัฐ-เอกชนลุย Health Tech รับเทรนด์เศรษฐกิจสุขภาพบูมทั่วโลก
‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ โตก้าวกระโดด รัฐ-เอกชน เร่งนำนวัตกรรม เทคโนโลยี ลุยปั้น Health Tech สร้างระบบนิเวศสุขภาพครบวงจร รับมือสังคมสูงวัย พร้อมดันไทยติด Top 5 Wellness Hub ของโลก
KEY
POINTS
- ภาครัฐและเอกชนร่วมมือผลักดันเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Wellness Hub) ของโลก
- บริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ เช่น ทรูและเอไอเอส รุกเข้าสู่ตลาด Health Tech ผ่านการสร้างฮับนวัตกรรมสุขภาพ, ศูนย์วิจัย AI ทางการแพทย์ และการวางโครงสร้างพื้นฐานให้โรงพยาบาลดิจิทัล
- ภาครัฐ โดย สวทช. มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medical AI) เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยและเปลี่ยนแนวคิดจากการรักษาเป็นการป้องกันโรค
- สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการนำ Medical AI ของสตาร์ทอัพไทยไปใช้ในโรงพยาบาลรัฐ และจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทางไกล (Telemedicine Center) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
แม้ปัจจุบันมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพของไทยจะอยู่อันดับที่ 24 แต่ในอดีตก่อนเกิดโควิด-19 ไทยเคยขึ้นไปสูงสุดถึงอันดับที่ 7 ของโลกในบางเซกเมนต์ ทำให้รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดนั้นอีกครั้ง ส่วนภาคธุรกิจก็พร้อมผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านเวลเนส อย่างเต็มกำลัง นับเป็นอีกหนึ่งฟันเฟือง ขับเคลื่อนสำคัญทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น ‘Wellness Hub 1 ใน 5 ของโลก’ ได้ในอนาคต
ขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดตั้ง “สำนักงานเศรษฐกิจสุขภาพ” ขึ้นเป็นสำนักงานระดับกรม ทำหน้าที่ วิเคราะห์ วิจัย และกำหนดนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและการคลังสุขภาพ นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลที่แม่นยำ
เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน ที่สำคัญยังเป็นหน่วยงานหลักที่พร้อมจะส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การบริการ และการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนในการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
ทรูปั้น Lifestyle & Health Tech Hub
การเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพในระดับสากลและในประเทศไทย ไม่เพียงแต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจโทรคมนาคม หน่วยงานวิจัยระดับประเทศ รวมถึงกระทรวงที่ดูแลด้านสังคม ต้องปรับยุทธศาสตร์องค์กร นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ครบวงจร
ในฝั่งภาคเอกชน ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมอย่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มรุกตลาด Health Tech อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการปรับรูปแบบการให้บริการ storefront โดย นางสาวสุจิตรา อมิตรพ่าย หัวหน้าสายงานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ ทรู รีเทลช็อป เปิดเผยถึงการปรับลุค True Branding Shop บนพื้นที่กว่า 300 ตร.ม. ภายในโครงการ Happitat
เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ขายสินค้าแบบเดิมให้กลายเป็น Lifestyle & Health Tech Hub มุ่งเน้นการดึงนวัตกรรมและอุปกรณ์เก็ตเจ็ตด้านสุขภาพระดับพรีเมียมมาให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้งานจริง รวมทั้งยังมี Health & Sports Community สำหรับจัดกิจกรรมเวิร์กชอปร่วมกับพันธมิตรด้าน Sports Tech และ TrueCoffee Hub เพื่อให้เป็นจุดนัดพบในการแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจด้านสุขภาพ
นอกจากด้านอุปกรณ์และไลฟ์สไตล์แล้ว ทรูยังได้ขยายบทบาทเข้าสู่การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Healthcare AI) โดยร่วมมือกับ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และ บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เปิดตัว "Thammasat–True AI Health Innovation Hub" เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ วิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่นำไปใช้งานได้จริง
AIS รองรับนวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่
ขณะเดียวกันบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส โดย AIS Business ได้รุกเข้าสู่ตลาดโรงพยาบาลดิจิทัลด้วยการจับมือกับ โรงพยาบาลอาทิตย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Arthit International Hospital: AIH) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลภายใต้มหาวิทยาลัยแพทย์เอกชนแห่งแรกของประเทศไทย ในเครือมหาวิทยาลัยรังสิต
โดยมุ่งเน้นการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย, ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์, บริการระบบสื่อสาร ไปจนถึงดิจิทัลโซลูชัน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและระบบปฏิบัติการภายในโรงพยาบาลให้มีความเสถียร ปลอดภัย และพร้อมรองรับนวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่ในอนาคต
ในมิติของภาครัฐและหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เสนอแนวทางในการรับมือกับการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุข โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุและการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เทคโนโลยีเปลี่ยนเกม Preventive Medical AI
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า โจทย์สำคัญของระบบสุขภาพไทยในระยะต่อไป คือการเปลี่ยนผ่านแนวคิดจากการรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษาไปสู่การดูแลและประเมินความเสี่ยงเพื่อป้องกันก่อนเกิดโรค (Preventive Healthcare) โดยเทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมคือ Preventive Medical AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแพทย์เชิงป้องกัน
การทำงานของ Preventive Medical AI จะนำข้อมูลสุขภาพเชิงลึกตั้งแต่รหัสพันธุกรรมไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต มาทำการวิเคราะห์เพื่อประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคอัลไซเมอร์ ทำให้แพทย์และประชาชนสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลได้ลึกถึงระดับโมเลกุลตั้งแต่ยังไม่มีอาการ
ซึ่งเป็นการยกระดับจากการมองเพียงแค่เรื่องอายุขัย (Lifespan) ไปสู่การเพิ่มช่วงเวลาของการมีสุขภาพที่แข็งแรง (Healthspan หรือ Wellspan) เพื่อเปลี่ยนกลุ่มผู้สูงอายุจาก "ผู้พึ่งพา" ให้กลายเป็น Active Elders ที่ยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
ในการสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว สวทช. ได้วางโครงสร้างพื้นฐานด้วยการสร้างฐานข้อมูลสุขภาพและข้อมูลพันธุกรรมคนไทยที่ปลอดภัย หรือ Sovereign Data Foundation เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และการต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Digital Twin หรือการสร้างแบบจำลองร่างกายมนุษย์ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อใช้ทดสอบผลของยาและการออกแบบโภชนาการที่สอดคล้องกับพันธุกรรมของคนไทย
การลงทุนด้าน Medical AI และเทคโนโลยีจีโนมิกส์นี้ ไม่เพียงยกระดับสาธารณสุข แต่ยังเชื่อมโยงกับนโยบายการผลักดัน Wellness Economy ให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย เปลี่ยนบทบาทจากประเทศที่เป็นเพียงฐานบริการทางการแพทย์ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค ลดการพึ่งพานวัตกรรมนำเข้า และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ
สำหรับภาคผู้ประกอบการเฮลท์เทคไทย นายพงษ์ชัย เพชรสังหาร นายกสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย ได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างผลลัพธ์ระยะสั้น (Quick Win) ภายใน 3 เดือน โดยขอให้รัฐบาลสนับสนุนการนำเทคโนโลยี Medical AI ของสตาร์ทอัพไทยที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว เข้าสู่ระบบโรงพยาบาลรัฐและหน่วยบริการเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะระบบ AI ที่ช่วยคัดกรองและสนับสนุนการวินิจฉัยโรคเพื่อลดเวลาการรอคอยของผู้ป่วยและลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์
นอกจากนี้ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยยังได้เสนอให้มีการจัดตั้ง Telemedicine Center ในรูปแบบของโรงพยาบาลเสมือนจริง (Virtual Hospital) ในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อดึงศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ในศูนย์กลาง มาสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลรัฐในพื้นที่ห่างไกล
โดยเฉพาะในช่วงนอกเวลาราชการ ซึ่งเมื่อนำมาเชื่อมต่อกับระบบ Medical AI จะช่วยยกระดับทั้งการคัดกรอง การประเมินความเสี่ยง และการส่งต่อผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Medical AI Hub of Asia ในอนาคต







