
ดันไทยผงาด “ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน” บนเวที Longevity Economic Forum 2026
ไทย-อินเดีย เปิดเวที LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 ผสานแพทย์แผนไทย-อายุรเวท พลิกวิกฤต Sick Care ดันไทยฮับเศรษฐกิจอายุยืน คาดปั้น New S-Curve สร้างมูลค่าแตะ 3 ล้านล้านบาท
KEY
POINTS
- มีการจัดเวที “Longevity Economic Forum 2026” เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy Hub)
- อาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับอินเดียในการผสานภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและศาสตร์อายุรเวทเข้ากับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสมัยใหม่
- ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ให้แตะ 3 ล้านล้านบาท โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพาระบบ "การรักษาเมื่อป่วย" (Sick Care) สู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
- ชูแนวคิด “อาหารเป็นยา” และการเกษตรปลอดภัยเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงอุตสาหกรรม Wellness
โลกกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่จากสังคมสูงวัย กระทบต่อระบบสาธารณสุข และประเทศไทยมองเห็นโอกาสในการสร้าง “เศรษฐกิจอายุยืน” ด้วยการผสานภูมิปัญญาไทย-อินเดียเข้ากับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสมัยใหม่บนเวที “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026”
โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้ร่วมกับ บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเวที LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา พร้อมร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ รัฐบาลอินเดีย กระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (AYUSH)
เพื่อมุ่งผสานศาสตร์อายุรเวทและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเกษตรอาหารปลอดภัย ไปจนถึงเทคโนโลยี Wellness เตรียมพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้าง New S-Curve สู่ระบบเศรษฐกิจใหม่
พลิกวิกฤต Sick Care สู่ขุมทรัพย์ 3 ล้านล้านบาท
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Asian Wisdom: Thailand’s New S-Curve” ว่า วิกฤตงบประมาณด้านสุขภาพระดับโลกที่เกิดจากการพึ่งพา “การรักษาเมื่อป่วย” (Sick Care) ทางออกที่ยั่งยืนคือการมุ่งสู่การแพทย์เพื่อการมีอายุยืน
“ตลาด Wellness โลกมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท มีศักยภาพที่จะก้าวสู่ Top 10 ของโลกได้ไม่ยากด้วยทุนทางวัฒนธรรม ทั้งสมุนไพรไทย นวดแผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หากภาครัฐเร่งยกระดับหน่วยงานด้านการแพทย์แผนดั้งเดิมให้เทียบเท่าระดับกระทรวงควบคู่กับการจับมือกับประเทศแกนนำในเอเชีย จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ที่กระจายรายได้ และดันมูลค่าเศรษฐกิจไทยให้แตะ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินได้”
สานสัมพันธ์อินเดีย ผสานศาสตร์แห่งภูมิปัญญา
ด้าน นาย Prataprao Jadhav รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (กระทรวง AYUSH) รัฐบาลอินเดีย กล่าวว่า อินเดียและไทยมีสายสัมพันธ์ทางอารยธรรมที่ลึกซึ้ง ซีงสืบทอดผ่านภูมิปัญญาด้านการบำบัดรักษามาหลายศตวรรษ
ความร่วมมือระหว่างศาสตร์อายุรเวทของการแพทย์แผนอินเดียและการแพทย์แผนไทย จะเป็นโอกาสสำคัญ ในการผสานภูมิปัญญาที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่มวลมนุษยชาติ
รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การนำภูมิปัญญาที่มีอยู่ตามชุมชนและวัดต่างๆ มาบูรณาการร่วมกับศาสตร์ของอินเดีย และใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาเข้าไปรับรอง จะช่วยสร้างความมั่นใจในการดูแลสุขภาพทางเลือก
“เราไม่ต้องการให้ผู้สูงวัยมีอายุที่ยืนยาวแต่ไร้คุณภาพชีวิต หรือต้องพึ่งพายาเคมีราคาแพง หากเรานำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาร่วมกัน จะช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุข และเป็นต้นแบบในการดูแลประชากรสูงวัยได้อย่างยั่งยืน”
รุกยุทธศาสตร์ Thai Food Good Health
ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า กรมฯ ได้ผลักดันแคมเปญ Thai Food Good Health เพื่อเปลี่ยนอาหารไทยให้เป็นยา โดยเตรียมจัดประกวดมาตรฐานร้านอาหารสุขภาพสไตล์ “มิชลินสตาร์” รวมถึงเดินหน้าโครงการ Wellness Community ยกระดับสถานประกอบการและชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ
นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในมิติของการขับเคลื่อนทางธุรกิจ และในฐานะผู้ขับเคลื่อนเชื่อมโยงให้เกิดเวที “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพและต้นทุนทางธรรมชาติที่สูงมากในการก้าวเป็น “Blue Zone” ของโลก
การบูรณาการศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับการแพทย์สมัยใหม่ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตอาหารที่ปลอดภัยในภาคการเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงงานบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิง Wellness และการสร้างสถานที่บำบัดฟื้นฟูระดับโลก ที่จะดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก โดยมี LONGEVITY เสริมกำลังเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย
เจาะรากฐานเศรษฐกิจใหม่ด้วย “อาหารเป็นยา”
สอดคล้องกับ นางภัททดา สามัคคี กรรมการ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานระดับ “ต้นน้ำ” คือความสำเร็จของ Longevity Economy จะมองเพียงปลายทางของการมีอายุยืนยาวไม่ได้ แต่ต้องเจาะลึกไปถึงรากฐานสำคัญคือ ระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ปลอดภัย
“เราต้องการถอดรหัสการมีสุขภาพดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น หากต้นน้ำของเราคืออาหารที่ปราศจากสารเคมี เป็นผลผลิตที่เติบโตจากวิถีเกษตรที่ยั่งยืน และทำหน้าที่เป็น ‘อาหารเป็นยา’ ได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้คนบริโภคของดี มีสุขภาพที่แข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประเทศลงได้อย่างมหาศาล นี่คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอายุยืน”
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่งและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่ฝังรากลึก หากนำสิ่งเหล่านี้มาบูรณาการและต่อยอดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ฟาร์มเกษตรกรไปจนถึงอุตสาหกรรม Wellness จะสามารถสร้าง “เศรษฐกิจใหม่” (New Economy) ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสุขภาวะที่ดีของคนไทยได้อย่างยั่งยืน







