
ตลาดวิตามิน 1.2 หมื่นล้านแข่งดุ “แบลคมอร์ส” ปรับแผนดันรายได้ปี 69
"แบลคมอร์ส" รุกตลาดวิตามิน 1.2 หมื่นล้าน งัดกลยุทธ์เจาะกำลังซื้อคนรุ่นใหม่ มั่นใจดันเป้ารายได้ปี 2569 โต 18.6%
KEY
POINTS
- ตลาดวิตามินและอาหารเสริมไทยมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาทมีการแข่งขันสูง แบลคมอร์สตั้งเป้าผลักดันรายได้ให้เติบโต 18.6% ในปี 2569
- เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ "Blackmores Fizzers" ในรูปแบบเม็ดฟู่ เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และขยายทางเลือกให้ลูกค้า
- ปรับกลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว โดยลดขนาดบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายขึ้น และยืนยันไม่แข่งขันด้านราคาแต่เน้นคุณภาพ
ตลาดวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะเติบโต 7.8% จากแรงขับเคลื่อนของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น มีแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ด้าน "แบลคมอร์ส" ก็เร่งพัฒนาสินค้านวัตกรรมและเจาะกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะทาง ตั้งเป้าดันรายได้ปีนี้ให้เติบโตขึ้น
แบลคมอร์สเร่ง ดันรายได้ 18.6% ในปี 2569
โดย "ปรีติ ฮาไล" ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท แบลคมอร์ส จำกัด กล่าวว่า "แบลคมอร์ส" เป็นแบรนด์อาหารเสริมอันดับ 1 ของประเทศไทยที่ครองส่วนแบ่งตลาด 24% ในตลาดวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมูลค่ารวมประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยปี 2569 คาดว่าจะเติบโต 7.8% ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น
โดยแบลคมอร์สมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน กว่า 50 SKUs รองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงวัย กลุ่มวิตามินและอาหารเสริมมีสัดส่วนรายได้มากที่สุดครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 50%
"ในปี 2569 นี้ เราตั้งเป้าทำตลาดเชิงรุก ผลักดันรายได้เติบโต 18.6% จากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีการเติบโต 16.8 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการเติบโตของตลาดทำให้ผู้เล่นเดิมต้องปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมและการเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทาง"
จับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว Blackmores Fizzers ผลิตภัณฑ์วิตามินรูปแบบ Fizzy Granules ครั้งแรกในไทย เพื่อขยายทางเลือกของผลิตภัณฑ์และเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยบริษัทวางเป้าหมายการทำตลาดไปยังผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความสะดวกในการใช้ชีวิต
สำหรับการแข่งขันด้านราคา บริษัทมองว่าคู่แข่งในตลาดไทยยังมีการใช้กลยุทธ์ตัดราคา และคาดว่าการแข่งขันดังกล่าวจะดำเนินต่อไปในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทจะไม่ลดมาตรฐานคุณภาพเพื่อแข่งขันด้านราคา แต่จะใช้การพัฒนานวัตกรรมและการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเป็นแนวทางหลัก
ปรับขนาดสินค้า รับกำลังซื้อชะลอตัว
"ปรีติ ฮาไล" กล่าวว่า บริษัทประเมินจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนในปัจจุบัน คาดว่าตลาดวิตามินและอาหารเสริมอาจได้รับผลกระทบในลำดับท้าย เนื่องจากผู้บริโภคมองผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพมากกว่าสินค้าที่ซื้อจากความต้องการชั่วคราว
ดังนั้น บริษัทจึงได้ปรับพอร์ตสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงการลดขนาดบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคระดับล่างถึงปานกลางสามารถบริหารค่าใช้จ่ายและเลือกซื้อสินค้าให้เหมาะกับกำลังซื้อในแต่ละเดือนได้ แม้ตลาดจะเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาก็ตาม
ในด้านพฤติกรรมการบริโภคคนไทยส่วนใหญ่ประมาณ 60% เริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ โดยวิตามินซีเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แรกๆ ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อ
เมื่อแบ่งตามช่วงอายุผู้บริโภคสูงวัยมีแนวโน้มเลือกซื้อผ่านร้านขายยา เนื่องจากต้องการคำแนะนำจากเภสัชกร ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การดูแลตัวเองและไลฟ์สไตล์
ส่วนร้านสะดวกซื้อถูกใช้เป็นช่องทางทดลองสินค้า โดยผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าขนาดเล็กเพื่อทดลองใช้ ก่อนตัดสินใจซื้อซ้ำหรือเลือกสินค้าขนาดใหญ่ผ่านช่องทางอื่น เพราะผู้บริโภคไทยที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างสม่ำเสมอมีสัดส่วน 40% ขณะที่ตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 30%
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะใช้การพัฒนาสินค้านวัตกรรมและการทำตลาดเชิงรุกเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโต และการเปิดตัว Blackmores Fizzers ล่าสุด จะเป็นหนึ่งในแนวทางขยายพอร์ตสินค้าเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งบริษัทเตรียมใช้ Influencer เป็นเครื่องมือทางการตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น






