
WHO การันตีไทยพิชิต "หัดเยอรมัน" สำเร็จ สธ. ตั้งเป้าลุยสกัด "โรคหัด" ต่อ
รมว.สาธารณสุข เผย WHO รับรองความสำเร็จของไทยในการกำจัดโรคหัดเยอรมัน พร้อมเดินหน้ารักษาสถานะการกำจัดอย่างยั่งยืน พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายกำจัดโรคหัดของประเทศไทยเป็นลำดับต่อไป
KEY
POINTS
- องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการว่าประเทศไทยสามารถกำจัดโรคหัดเยอรมันได้สำเร็จ หลังจากไม่พบการแพร่เชื้อประจำถิ่นต่อเนื่องนานกว่า 36 เดือน
- ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากนโยบายการให้วัคซีนพื้นฐานแก่เด็กไทยอย่างต่อเนื่อง และความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขในการเฝ้าระวังและควบคุมโรค
- กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ตั้งเป้าหมายสำคัญลำดับต่อไปในการเร่งรัดกำจัด "โรคหัด" เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการกำจัดหัดเยอรมัน
7 กันยายน 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการแสดงความยินดีต่อรัฐบาลไทย ในโอกาสที่ประเทศไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อหัดเยอรมันประจำถิ่นและบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดเยอรมัน และมีการประกาศรับรองความสำเร็จของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ผ่านเว็บไซต์ของ WHO เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
กำจัดหัดเยอรมัน เป็นความสำเร็จของคนทำงานทุกระดับ
ทั้งนี้ วัคซีนโรคหัดเยอรมัน เป็นหนึ่งในวัคซีนพื้นฐานที่ฉีดให้กับเด็กไทยทุกคน ความสำเร็จของประเทศไทยครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความต่อเนื่องของนโยบายสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทย ที่ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ และถือเป็นความสำเร็จของคนทำงานทุกระดับ ทั้งในส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ โรงพยาบาล ห้องปฏิบัติการ สำนักงานป้องกันควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุข อสม. รวมไปถึงโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองที่พาบุตรหลานมารับวัคซีนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้โรคที่ครั้งหนึ่งเคยคุกคามชีวิตและอนาคตของเด็กไทย กลายเป็นโรคที่คนรุ่นใหม่แทบไม่รู้จัก
'หัดเยอรมัน' ปัญหาสาธารณสุขสำคัญต่อหญิงตั้งครรภ์-ทารก
ด้านนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากอาจไม่คุ้นเคยกับโรคหัดเยอรมันเพราะพบผู้ป่วยน้อยลงอย่างมากจากความสำเร็จของการให้วัคซีนแต่ในอดีตโรคนี้เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญโดยเฉพาะต่อหญิงตั้งครรภ์และทารกเพราะหากมีการติดเชื้อโดยเฉพาะในระยะแรกของการตั้งครรภ์ อาจทำให้แท้ง ทารกในครรภ์เสียชีวิตหรือเกิดกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome: CRS) ซึ่งอาจทำให้เด็กมีความผิดปกติของหัวใจ การได้ยิน การมองเห็น และความพิการอื่นที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
การกำจัดหัดเยอรมันจึงไม่ใช่เพียงการทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงแต่คือการป้องกันไม่ให้เด็กต้องเกิดมาพร้อมความพิการจากโรคที่เรามีวัคซีนป้องกันได้ โดยประเทศไทยเริ่มแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ตั้งแต่ปี 2520 และนำวัคซีนที่มีส่วนประกอบของหัดเยอรมันเข้าสู่แผนงานแห่งชาติในปี 2529 เริ่มจากให้ในเด็กหญิงวัยประถมศึกษา ก่อนขยายสู่เด็กทุกคนในปี 2536 จากนั้นได้พัฒนาการให้วัคซีนควบคู่กับระบบเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค ระบบห้องปฏิบัติการ และการตอบโต้การระบาดมาอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนด้านวัคซีนและระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนอนาคตของเด็กและครอบครัวได้จริง
ไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อหัดเยอรมันประจำถิ่นได้ต่อเนื่องกว่า 36 เดือน
ขณะที่นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลเฝ้าระวังของประเทศไทย พบว่า จำนวนผู้ป่วยหัดเยอรมันและกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (CRS) ลดลงอย่างมาก และไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนมาตั้งแต่ปี 2564
ทั้งนี้ การรับรองของ WHO ไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนผู้ป่วยที่ลดลง แต่ต้องมีหลักฐานว่าไม่มีการแพร่เชื้อหัดเยอรมันประจำถิ่นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 36 เดือน ควบคู่กับการมีระบบเฝ้าระวังที่มีคุณภาพ สามารถตรวจจับ สอบสวน จำแนกผู้ป่วย และตอบสนองทางสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงทีซึ่งคณะกรรมการระดับภูมิภาคของ WHO ได้ทบทวนหลักฐานของประเทศไทยอย่างรอบด้านทั้งข้อมูลระบาดวิทยาและระบาดวิทยาระดับโมเลกุล ระบบเฝ้าระวังโรคหัด หัดเยอรมันและ CRS ระดับภูมิคุ้มกันของประชากร ความครอบคลุมวัคซีน การตอบโต้การระบาด และผลการดำเนินงาน ก่อนลงพื้นที่ตรวจประเมินในเดือนกรกฎาคม 2569 และยืนยันว่าประเทศไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อหัดเยอรมันประจำถิ่นได้ต่อเนื่องมากกว่า 36 เดือน และมีระบบที่มีศักยภาพในการตรวจจับและตอบสนองต่อโรคหัดเยอรมันและ CRS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงจากผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ จึงต้องรักษาระดับภูมิคุ้มกันของประชากรให้สูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความครอบคลุมวัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน ปิดช่องว่างในพื้นที่และกลุ่มประชากรที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ ตลอดจนรักษาความไวของระบบเฝ้าระวังไข้ออกผื่น ระบบห้องปฏิบัติการ และความพร้อมในการสอบสวนควบคุมโรค เพื่อรักษาสถานะการกำจัดหัดเยอรมันให้ยั่งยืน พร้อมทั้งต่อยอดความสำเร็จด้วยการเร่งรัดกำจัดโรคหัดซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญลำดับต่อไปของประเทศไทย







