thansettakij
thansettakij
อินโนบิก–วว. เปิดเกม ‘Functional Probiotic’ ไทย เจาะสุขภาพเฉพาะด้านสู่ตลาดโลก

เปิดเกม ‘Functional Probiotic’ สายพันธุ์ไทย เจาะสุขภาพเฉพาะด้านสู่ตลาดโลก

06 ก.ย. 69 | 07:40 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ย. 69 | 07:49 น.

อินโนบิกจับมือ วว. เดินหน้าต่อยอดโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย พัฒนาสู่ Functional Probiotic ที่ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน ทั้งไขมันในเลือด ไขมันพอกตับ และเบาหวาน พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดต่างประเทศ

KEY

POINTS

  • อินโนบิก (เอเซีย) ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ต่อยอดงานวิจัยโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์
  • มุ่งเน้นการพัฒนา ‘Functional Probiotic’ ที่มีคุณสมบัติเจาะจงในการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน เช่น การลดคอเลสเตอรอล (LDL) ภาวะไขมันพอกตับ และเบาหวาน
  • สร้างความน่าเชื่อถือด้วยผลการทดสอบทางคลินิกในมนุษย์ และมีเป้าหมายในการผลักดันผลิตภัณฑ์สู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

การพัฒนาโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยกำลังเดินจากงานวิจัยไปสู่การผลิตและการทำตลาด โดยบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัดและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำงานร่วมกันตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การวิจัยและทดสอบในมนุษย์ ไปจนถึงการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ขณะที่ วว. เดินหน้าพัฒนางานวิจัยไปสู่ Next-Generation Probiotic ที่มีฟังก์ชันเฉพาะมากขึ้น

ดร.ณัฐ อธิวิทวัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า อินโนบิกมีเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนงานวิจัยในประเทศไทยให้สามารถต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากและมีงานวิจัยที่ดีค่อนข้างมาก แต่บางขั้นตอนอาจยังไม่ได้มีการพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์มากนัก ซึ่งเป็นที่มาของการให้ความสนใจด้านงานวิจัยและเริ่มสนใจโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย

ในช่วงเริ่มต้น อินโนบิกมองว่าโพรไบโอติกและจุลินทรีย์มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์คนไทย จึงพิจารณาว่าหน่วยงานใดมีความสามารถในด้านดังกล่าว และพบว่า วว. มีธนาคารจุลินทรีย์ในประเทศที่มีจำนวนมากที่สุด รวมถึงมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฐ อธิวิทวัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด

จากงานวิจัยเบื้องต้น อินโนบิกพบว่าโพรไบโอติกบางสายพันธุ์มีความน่าสนใจและมีฟังก์ชันต่าง ๆ นอกเหนือจากการรับประทานเพื่อการขับถ่าย จึงเข้ามาต่อยอดงานวิจัยดังกล่าว

จากจุลินทรีย์สู่ Next-Generation Probiotic

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงในเชิงการนำจุลินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ ทำให้สามารถขยายสายพันธุ์ให้มีปริมาณมากเพียงพอที่จะพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมได้ อย่างไรก็ตาม การขยายสายพันธุ์ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำสายพันธุ์ใดมาขยายก็ได้ ก่อนการขยายจะต้องพิจารณาถึงศักยภาพในเชิงสุขภาพ

กลุ่มบาซิลลัสหรือกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ หากมีการผลิตต่อเนื่องก็สามารถดำเนินการได้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง หากสภาพแวดล้อมในร่างกายไม่พร้อม จุลินทรีย์เหล่านั้นในร่างกายก็จะหายไป ดังนั้น จุดที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไปคือการพัฒนาในระบบเพื่อให้สามารถเติมจุลินทรีย์เข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบลำไส้ ระบบย่อยอาหาร หรือระบบอื่น ๆ ที่สามารถดูดซับจุลินทรีย์ไปทำฟังก์ชันตามสุขภาพ

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) (ขวามือ)

ในช่วงเริ่มต้นจะเป็นเรื่องของการรักษาสุขภาพ แต่ต่อมา วว. ขยับไปในเชิงการแพทย์มากขึ้น จากจุลินทรีย์ที่เติมเข้าไปเพื่อปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกาย ไปสู่แนวคิดเรื่องการใช้จุลินทรีย์บำบัด โดยพิจารณาว่าจุลินทรีย์ที่เข้าสู่ร่างกายออกฤทธิ์บริเวณใดและทำให้ลดโรคภัยไข้เจ็บ หรือลดโรค NCD ลดไขมันในเลือด รวมถึงเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารได้อย่างไร

การผลิตที่ต่อเชื่อมกันสามารถแก้ไขได้ แต่การมีแนวคิดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการพัฒนาในเชิงคลินิก ไม่ว่าจะเป็น Clinical Research หรือการพัฒนาในเรื่องของอุตสาหกรรมที่ทำเกี่ยวกับการแพทย์ โดยโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ วว. มีและจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไป

งานวิจัยจุลินทรีย์ใช้เวลาหลายปี

ผศ.ดร.วีรชัย กล่าวว่า วว. ทำงานด้านจุลินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2544 โดยจุลินทรีย์หนึ่งตัวกว่าจะถึงเวลาที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี

การทำงานวิจัยตั้งแต่ปี 2544 จนถึงการพัฒนาจุลินทรีย์แต่ละตัวจึงใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องมีการไอโซเลท หาสภาพแวดล้อมในการเลี้ยง และหาว่ามีเอฟเฟกต์หรือสิ่งที่เข้าไปในร่างกายแล้วเหมาะสมอย่างไร

ขณะเดียวกัน มีพาร์ทเนอร์ที่มองเห็นอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและให้ความสำคัญกับการนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

สำหรับประเทศไทย การแข่งขันในเชิงเทคโนโลยีที่ใช้วิทยาศาสตร์เชิงลึกอาจทำได้ยาก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ได้มาถึงระดับดังกล่าว แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านไบโอเทคโนโลยีหรือจุลินทรีย์เบส สามารถสร้างความมั่นใจกับอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากมีประสบการณ์จากการทำงานมาตั้งแต่ปี 2544

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าทำตามเทรนด์ แต่มีความพร้อมที่จะเติบโตคู่กับในเรื่องของอุตสาหกรรมสุขภาพ ทิศทางของประเทศไทยที่จะไปสู่เวลเนสเดสติเนชันของโลก โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยเป็นสิ่งที่มีศักยภาพสูง

จากงานวิจัยสู่การทดสอบในคน

หลังจากร่วมมือกับ วว. อินโนบิกได้ต่อยอดงานวิจัยด้วยการร่วมทำวิจัยทางคลินิกกับมนุษย์ โดยเป็นการทดสอบกับคนไทยในประเทศไทย และนำผลการวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสารงานวิจัยชั้นนำในต่างประเทศ

ดร.ณัฐกล่าวว่า การนำผลวิจัยไปตีพิมพ์จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือต่อประชาชนทั่วไป รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ และจะช่วยในเรื่องการตลาดด้วย

หลังจากการตีพิมพ์งานวิจัยแล้ว อินโนบิกต้องพิจารณาต่อว่าจะพัฒนาไปสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ได้อย่างไร รวมถึงการดูแลเรื่องคุณภาพ และการหาบริษัทที่สามารถผลิตโพรไบโอติกในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีศักยภาพ การผลิตในระดับดังกล่าวจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตดีขึ้น รวมถึงคุณภาพและความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ดีขึ้น ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนที่อินโนบิกเข้ามาดำเนินการ

ยกระดับงานวิจัยสู่ Next-Generation Probiotic

ในการพัฒนางานวิจัย วว. พยายามยกระดับงานวิจัยให้ลึกขึ้น จึงทำถึงระดับ Clinical Research หรือการทำงานวิจัยและทดสอบในมนุษย์

การทดสอบในมนุษย์จะนำไปสู่ Next-Generation Probiotic ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยจะไม่ได้รับประทานเพื่อปรับสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกายเพียงอย่างเดียว โดยอาจพัฒนาไปสู่การรับประทานเพื่อเสริมการทำงานในด้านสุขภาพเฉพาะด้าน หรือ Functional Probiotic ที่ผ่านมา วว. ได้ทำงานและไลเซนส์สายพันธุ์ให้กับอินโนบิกประมาณ 10 กว่าสายพันธุ์ หรือราว 17 สายพันธุ์

การสร้าง Next-Generation Probiotic จำเป็นต้องใช้ความก้าวหน้ามากขึ้น โดยเลือกและคัดสายพันธุ์ที่มีฟังก์ชันเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่เพียงการปรับสภาพหรือปรับปริมาณจุลินทรีย์ในร่างกาย

แนวทางดังกล่าวจะไปสู่การรับประทานเพื่อรักษาได้ด้วย ตัวอย่างเช่น เรื่องไขมันในเลือด ไขมันพอกตับ ซึ่งจะเป็นฟังก์ชันที่รับประทานเพื่อรักษาโรค หรือใช้เพื่อป้องกัน หรือเตรียมการเอาไว้ รวมถึงเบาหวานที่สามารถพัฒนาในเรื่องของการลดน้ำตาลในเลือดได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็น Next-Generation Probiotic ที่เพิ่มมากขึ้น

 

เปิดเกม ‘Functional Probiotic’ สายพันธุ์ไทย เจาะสุขภาพเฉพาะด้านสู่ตลาดโลก สายพันธุ์ไทยกับการศึกษาจีโนมิก

ผศ.ดร.วีรชัยกล่าวว่า หลายประเทศเริ่มให้ความสนใจ โดยข้อดีของสายพันธุ์ไทยคือ แม้จุลินทรีย์จะมีอยู่ทั่วโลก แต่จุลินทรีย์ที่มีความเข้ากันได้หรือเหมาะสมกับสายพันธุ์มนุษย์ของแต่ละกลุ่ม อาจต้องเข้าไปศึกษาในเรื่องของจีโนมิกด้วย

ในกรณีของคนที่บริโภคอาหารเผ็ดและอาหารสมุนไพรแบบเอเชีย มีความชัดเจนว่าเหมาะสมมาก ดังนั้น การเข้าไปสู่การวิจัยเชิงลึกคือการจับคู่จีโนมิกของมนุษย์กับสายพันธุ์จุลินทรีย์ โดยจีโนมิกและสายพันธุ์จุลินทรีย์จะต้องไปด้วยกัน

การทำงานวิจัยให้เข้าไปสู่ Next-Generation Probiotic มากขึ้นจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย

โครงสร้างพื้นฐานรองรับการสเกลอัป

ผศ.ดร.วีรชัยกล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีความจำเป็นต่อการพัฒนา Next-Generation Probiotic โดยภาครัฐพยายามลงทุนเพื่อรองรับการขยายการผลิต ปัจจุบันความพร้อมยังอยู่ในระดับไพลอตสเกล โดยหลังจากผ่านการพิสูจน์แล้ว อาจต้องอาศัยการลงทุนเพื่อขยายสู่ระดับอุตสาหกรรม (Industrial Scale) หรือใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน แนวทางหนึ่งคือการไลเซนส์สายพันธุ์ให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปพัฒนาต่อ

ขณะเดียวกัน วว. อาจปรับกลยุทธ์จากเดิมที่นักวิจัยเป็นผู้กำหนดทิศทาง โดยมีอินโนบิกเข้ามาต่อยอด ไปสู่การเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้กำหนดโจทย์การวิจัยมากขึ้น

หากภาคเอกชนเป็นผู้ระบุโจทย์ วว. จะปรับรูปแบบการทำงานวิจัยไปสู่ CDMO หรือ Research on Demand มากขึ้น โดยภาคเอกชนสามารถระบุได้ว่าต้องการโพรไบโอติกที่มีฟังก์ชันเฉพาะด้าน และต้องการให้โพรไบโอติกทำหน้าที่อย่างไรต่อร่างกาย

รูปแบบการทำงานดังกล่าวจะทำให้ วว. สามารถพัฒนาโพรไบโอติกให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ธนาคารจุลินทรีย์กับการควบคุมคุณภาพโพรไบโอติก

ในด้านคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านธนาคารจุลินทรีย์ (Biobank) มีความสำคัญ เนื่องจากโพรไบโอติกที่มาจากต่างประเทศและวางจำหน่ายในตลาด อาจไม่สามารถระบุได้ว่าในกระบวนการนำเชื้อไปต่อ มีการต่อเชื้อมาแล้วกี่ครั้ง

จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตและสามารถต่อเชื้อได้

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ วว. พัฒนาขึ้นใหม่ มีการควบคุมคุณภาพและมีธนาคารจุลินทรีย์ของตัวเอง ดังนั้น โครงสร้างพื้นฐานด้านจุลินทรีย์จึงมีความสำคัญต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติก เพื่อให้สามารถเชื่อถือได้ และเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรง ไม่เพี้ยน เนื่องจากมีการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมและมีโครงสร้างพื้นฐานด้านธนาคารจุลินทรีย์ (Biobank) รองรับ

ธนาคารจุลินทรีย์ (Biobank)

โพรไบโอติกที่ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน

ตลาดโพรไบโอติกในกลุ่ม OTC และ Consumer Health ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 โดยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปีในช่วงปี 2560-2564 ขณะที่มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 12% ในปี 2564 และช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 เพิ่มขึ้นประมาณ 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ข้อมูลจากรายงาน Bigger on the Inside: The Expanding World of Microbiome Therapeutics ของ IQVIA ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสนใจของผู้บริโภคต่อการดูแลสุขภาพด้วยโพรไบโอติก และพัฒนาการของอุตสาหกรรมที่ขยายจากการดูแลสุขภาพทั่วไปไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ระบุสายพันธุ์ คุณสมบัติ และประโยชน์ต่อสุขภาพได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

สำหรับอินโนบิก ให้ความสำคัญกับการต่อยอดงานวิจัย Functional Probiotic สำหรับโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs เช่น โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง พร้อมขยายความร่วมมือกับ วว. สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรด้านสุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัย การคัดเลือกสายพันธุ์ การทดสอบทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการผลิตระดับอุตสาหกรรม ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางบริการสุขภาพและการใช้งานจริง

2 ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่วางจำหน่ายแล้ว

ปัจจุบันอินโนบิกมีผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่วางจำหน่ายแล้ว 2 รายการ ได้แก่ Probiotic Daily Balance และ Probiotic LD-Less

Probiotic Daily Balance เป็นผลิตภัณฑ์ชินไบโอติกในกลุ่ม General Probiotic เพื่อสนับสนุนสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย Bifidobacterium breve TISTR 2986 และ Bacillus coagulans TISTR 2952 ร่วมกับพรีไบโอติก Resistant Maltodextrin

ส่วน Probiotic LD-Less เป็น Functional Probiotic ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยดูแลระดับคอเลสเตอรอล LDL โดยใช้ Lacticaseibacillus paracasei TISTR 2593

สำหรับ Lacticaseibacillus paracasei TISTR 2593 มีผลการศึกษาทางคลินิกพบว่า ผู้ที่ได้รับโพรไบโอติกสายพันธุ์ดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลา 90 วัน มีระดับ LDL ลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก

ล่าสุด TISTR 2593 ได้รับการขึ้นทะเบียน monograph สำหรับ “ยาความเสี่ยงต่ำ” (Low Risk Drug) จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.

เปิดเกม ‘Functional Probiotic’ สายพันธุ์ไทย เจาะสุขภาพเฉพาะด้านสู่ตลาดโลก

งานวิจัยโพรไบโอติกสำหรับเบาหวานและไขมันพอกตับ

อินโนบิกและ วว. ยังร่วมวิจัยและพัฒนาโพรไบโอติกสำหรับใช้เสริมการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็น Functional Probiotic เฉพาะทาง และเป็นอีกโครงการหนึ่งที่แยกจาก Probiotic Daily Balance และ Probiotic LD-Less ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน อินโนบิกยังร่วมกับบริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก Lacticaseibacillus zeae TISTR 2529 และ Limosilacobacilus reuteri TISTR 2736 เพื่อต่อยอดศักยภาพด้านการดูแลภาวะไขมันพอกตับ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนา Functional Probiotic สำหรับสุขภาพด้านเมตาบอลิซึมและกลุ่มโรค NCDs

การทดสอบในมนุษย์และการพิจารณาข้อมูล

ดร.วรกันต์ บูรพาธนะ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับการวิจัยในคลินิก ปกติการทดสอบจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ได้รับประทานโพรไบโอติก และกลุ่มที่รับประทานโพรไบโอติก แต่ละกลุ่มอาจมีประมาณ 20-30 คน รวมแล้วอาจมี 50 คนขึ้นไป จากนั้นจะนำผลมาเปรียบเทียบกันว่าทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกันอย่างไร

การพิจารณาผลไม่ได้ดูเพียงค่าเฉลี่ย แต่ต้องคำนวณทางสถิติต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจก่อนเริ่มรับประทานและหลังรับประทานว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ และนอกจากการพิจารณาภายในกลุ่มแล้ว ยังต้องเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานด้วย

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมและส่งไปที่ อย. ซึ่ง อย. จะตรวจพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ ผลการวิจัยดังกล่าวได้รับการรับรองจาก อย. ใน 3 อินดิเคชัน ได้แก่ การช่วยลด LDL การดูแลภาวะไขมันพอกตับ และการดูแลโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม โรคเหล่านี้เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต

สำหรับ Tiscia 2593 อาจเริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ 45 วันขึ้นไป โดยข้อมูลดังกล่าวอยู่ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในต่างประเทศ ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญก่อนการตีพิมพ์

ดร.วรกันต์ บูรพาธนะ  หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด

เปิดเกม ‘Functional Probiotic’ สายพันธุ์ไทย เจาะสุขภาพเฉพาะด้านสู่ตลาดโลก เปิดเกม ‘Functional Probiotic’ สายพันธุ์ไทย เจาะสุขภาพเฉพาะด้านสู่ตลาดโลก

เปิดเกม ‘Functional Probiotic’ สายพันธุ์ไทย เจาะสุขภาพเฉพาะด้านสู่ตลาดโลก

โพรไบโอติกไทยกับการขยายตลาดต่างประเทศ

ดร.ณัฐกล่าวว่า จากการเดินทางไปงานแสดงนิทรรศการยาที่ประเทศจีน พบว่าปัจจุบันจีนเริ่มให้ความสนใจกับโพรไบโอติกค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของจีนในกรณีที่พบดังกล่าวยังอยู่ในขั้นการทดลองกับหนู ขณะที่โดยปกติการทดสอบจะเริ่มจากหนู ต่อด้วยลิง และมาที่คน

ตอนนี้ของจีนพัฒนาแค่หนู แต่ของเราไปถึงคนแล้ว ดังนั้นเราก้าวหน้าและแอดวานซ์กว่าของต่างประเทศค่อนข้างเยอะ

ดร.ณัฐกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้จึงมองว่าโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยเป็นสิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริม และเป็นสินค้า หรืองานวิจัยของคนไทย ขณะเดียวกัน อินโนบิกอยู่ระหว่างการนำโพรไบโอติกดังกล่าวไปจำหน่ายในต่างประเทศ โดยมีการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในระดับนานาชาติ และได้รับการตอบรับจากหลายประเทศค่อนข้างดี

ตลาดที่อาจเริ่มต้น ได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และเมียนมา เนื่องจากสายพันธุ์ไทยมีความใกล้เคียงกับประเทศเหล่านี้ และเหมาะสำหรับคนที่รับประทานอาหารในพื้นที่ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

แทบจะทุกประเทศจะต้องไปขึ้นทะเบียนที่ประเทศนั้นๆ อย่างเช่นในอเมริกาเราก็มีแผนที่จะเอาตัวนี้เข้าไปขึ้นทะเบียน พอขึ้นทะเบียนได้ก็คือถึงจะสามารถที่จะขายได้

เปิดเกม ‘Functional Probiotic’ สายพันธุ์ไทย เจาะสุขภาพเฉพาะด้านสู่ตลาดโลก

จากโพรไบโอติกสู่ธุรกิจสุขภาพ

สำหรับบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด บริษัทในเครือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์ Life Science ซึ่งเป็น New S-Curve สำคัญของประเทศ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทเร่งสร้าง Ecosystem ตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนา จนถึงการค้าปลีกเชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุข  ทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ ธุรกิจยา (Pharmaceutical), โภชนาการเพื่อสุขภาพ (Nutrition), ธุรกิจการลงทุน (Investment), เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Tech & Innovation)

รายได้รวมของธุรกิจคอนซูเมอร์แคร์อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากโพรไบโอติกอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท และมีการลงทุนในงานวิจัยเป็นหลักหลายล้านบาท โดยรวมแล้วอยู่ที่ 50 กว่าล้านบาทในช่วงปี 2564

ดร.ณัฐกล่าวว่า อินโนบิกมีจุดยืนในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม ความเร็ว และพันธมิตรระดับโลก ผ่านการลงทุนใน บริษัท โลตัส ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (Lotus Pharmaceutical Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายยาของไต้หวัน ที่มีตลาดครอบคลุมในทุกภูมิภาคของโลก

สำหรับ Lotus เดินหน้ารุกตลาดผลิตภัณฑ์ยาเฉพาะทางในสหรัฐฯ ด้วยการเข้าซื้อหุ้นใน Alvogen US โดยใช้เงินทุนและเงินกู้ของบริษัทเอง ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่น Branded Generics Top 20 ของโลก และทำให้อินโนบิกมีแพลตฟอร์มยาครบวงจร ทั้งการผลิต วิจัย และกระจายสินค้า

Lotus ปรับโครงสร้างและรวมโรงงานในสหรัฐฯ

ดร.ณัฐกล่าวว่า ปีนี้ Lotus อยู่ระหว่างการผนวกรวมโรงงานในสหรัฐฯ เข้ามา ซึ่งจะมีรายได้จากโรงงานดังกล่าวเข้ามาด้วย ขณะเดียวกัน โรงงานดังกล่าวมีหนี้ที่ต้องเข้าไปดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ ดังนั้น ช่วงปีนี้จะเป็นช่วงที่มีการปรับโครงสร้างของ Lotus ค่อนข้างมาก

การที่ Lotus มีโรงงานในสหรัฐฯ จะช่วยในเรื่องภาษีศุลกากรของทรัมป์ได้ส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกัน สามารถนำยาที่ผลิตในไต้หวันไปผลิตที่โรงงานในสหรัฐฯ และจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ได้ด้วย ซึ่งมองว่าจะมีการทำงานร่วมกันค่อนข้างมาก

ดร.ณัฐกล่าวว่า ที่ผ่านมา Lotus มีผลประกอบการค่อนข้างดี แต่ธุรกิจยามีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา เนื่องจากต้องมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อยู่ในแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ผลิตภัณฑ์ยาอาจมีช่วงที่หมดเอ็กซ์คลูซีวิตี้หรือสิทธิบัตร เมื่อหมดแล้วคู่แข่งจะเข้ามาและทำให้ราคาลดลง ดังนั้นจึงมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการบริหารจัดการพอร์ต เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ยั่งยืน

ตอนนี้อยู่ในช่วงทำสิ่งที่เราลงทุนให้ดีขึ้น