thansettakij
thansettakij
เทรนด์ Wellness Economy โตแรง เร่งไทยเชื่อม Ecosystem รุกตลาดโลก

เทรนด์ Wellness Economy โตแรง เร่งไทยเชื่อม Ecosystem รุกตลาดโลก

03 ก.ย. 69 | 11:30 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ย. 69 | 11:37 น.

เศรษฐกิจ Wellness โลกจ่อแตะ 10 ล้านล้านดอลลาร์ 'บิ๊กไมเนอร์' แนะรัฐเชื่อม Ecosystem ซีอีโอ BDMS เสนอไอเดีย 'Wellness Sandbox' ปลดล็อกข้อกฎหมาย เปิดทางนวัตกรรมใหม่รุกตลาดโลก

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืนยาวมากขึ้น
  • ประเทศไทยมีศักยภาพสูงจากองค์ประกอบที่แข็งแกร่งทั้งการแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการ แต่ความท้าทายสำคัญคือการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้เป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) เดียวกัน
  • ข้อเสนอแนะเพื่อรุกตลาดโลกคือการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เช่น วีซ่าสำหรับ Medical Tourism และกฎหมายด้าน Stem Cells รวมถึงการมุ่งสู่ตลาดท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

วันที่ 3 กันยายน 2569 ภายในงาน The Bangkok Business Summit 2026 บนเวทีเสวนา หัวข้อ The Future of the Human-Centric Economy: Leveraging Tourism Wellness and Healthcare

Kent Wertime” Visiting Marketing Professor & Adviser, Sasin Business School, and Former Global Chief Operating Officer & Asia CEO, Ogilvy Worldwid ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า เศรษฐกิจ Wellness กำลังขยับจากตลาดเฉพาะกลุ่มสู่โครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจโลก เมื่อผู้บริโภคเชื่อมโยงเรื่องสุขภาพเข้ากับการเดินทาง การใช้ชีวิต และการมีอายุยืนยาวมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยมีองค์ประกอบพร้อมทั้งการแพทย์ การท่องเที่ยว การบริการ อาหาร และวัฒนธรรม แต่โจทย์สำคัญคือการเชื่อมทุกส่วนให้เป็น Ecosystem เดียวกัน

ชี้ Wellness โตตามพฤติกรรมผู้บริโภค

โดยเศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกมีความเชื่อมโยงมากขึ้นระหว่าง Tourism, Wellness, Healthcare และ Sustainability ปัจจุบันมีมูลค่าเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตแตะ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้

พฤติกรรมผู้บริโภคแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุที่พยายาม “ซื้อช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” หรือ Health span กลับคืนมา เพื่อยืดระยะเวลาของชีวิตที่แข็งแรง และคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับ Health maxing และ Biohacking ในระดับที่คนรุ่นก่อนไม่เคยทำ

ด้านการท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการเดินทางพักผ่อนและพ่วงกิจกรรมสปา ไปสู่การเดินทางที่มุ่งหวังผลลัพธ์ด้านสุขภาพโดยตรง โดยเฉพาะ Longevity และการมีสุขภาพที่ดีขึ้น

โรงแรมต้องตอบโจทย์ Wellness ทุกวัย

Bill Heinecke” Founder and Chairman, Minor International PCL กล่าวว่า ความต้องการด้าน Wellness ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ลูกค้าทุกช่วงวัยเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพระหว่างการพักผ่อน ทั้งการนอนหลับ การจัดการความเครียด และ Biohacking

ดังนั้น โรงแรมเพื่อการพักผ่อนที่ไม่มีบริการด้าน Wellness, Longevity และ Biohacking อาจไม่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อีกต่อไป

ไทยได้เปรียบ Ecosystem แต่ต้องขยับสู่ตลาดคุณภาพ

Heinecke กล่าวว่า ประเทศไทยมี Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ทั้ง World-class hospitality การดูแลทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้ อาหาร การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สมุนไพรแผนไทย และศาสตร์การแพทย์แผนจีน เช่น การฝังเข็มและการบำบัดด้วยความร้อน โดยนักท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยถึง 10 วัน

พร้อมยกตัวอย่างการพัฒนาเชียงรายที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับ High-spending ด้วยการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับชุมชนและการอนุรักษ์ ขณะที่โครงการในภาคใต้มีการดูแลระบบนิเวศหญ้าทะเลและ Turtle Hospital สะท้อนโอกาสในการสร้างจุดหมายปลายทางที่เชื่อม Wellness กับ Sustainability

แนะรัฐแก้วีซ่า-กฎ Stem Cells ดัน Medical Tourism

ทั้งนี้ กฎระเบียบวีซ่า 30 วันเป็นอุปสรรคต่อ Medical Tourism เพราะอาจไม่เพียงพอต่อระยะเวลารักษาและฟื้นฟู จึงเสนอให้ปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมือง ความปลอดภัย และการคัดกรองที่สนามบิน มากกว่าการจำกัดระยะเวลาพำนัก

นอกจากนี้ ไทยยังเสียเปรียบมาเลเซียด้าน Stem Cells ซึ่งมีกฎระเบียบเอื้อต่อการรักษาผ่านระบบการแพทย์ปกติมาเกือบ 40–50 ปี ขณะที่ไทยยังมีความซับซ้อนทางกฎหมาย

Aging Care ไทยต้องออกแบบเพื่อทั้งครอบครัว

สำหรับ Aging Care Heinecke กล่าวว่า ตลาดไทยยังเติบโตไม่เท่าที่ควร เพราะ “สถาบันครอบครัวไทยยังแข็งแกร่งมาก” แตกต่างจากสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดาที่ผู้สูงอายุอาจต้องอยู่ลำพัง

ดังนั้น ธุรกิจ Aging Care ในไทยควรออกแบบให้รองรับคนทั้งครอบครัว ขณะเดียวกันไทยยังมีศักยภาพดึงดูดชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายจากค่าครองชีพและค่าบริการดูแลที่ย่อมเยา

นอกจากนี้ ยังเสนออยากให้ไทยเปลี่ยนจาก Cheap/Volume Tour ไปสู่ตลาดคุณภาพ และนำระบบจองคิวมาใช้กับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีความหนาแน่นสูง เช่น เกาะพีพีและอ่าวมาหยา เพื่อกระจายและควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว

ด้านบุคลากร มองว่าต้องเร่งพัฒนาทักษะด้าน Wellness Management รองรับตลาดที่ขยายตัว พร้อมสรุป 4 ปัจจัยพื้นฐานของ Longevity ได้แก่ การนอนหลับที่มีคุณภาพ โภชนาการที่ดี การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการมีมิตรภาพหรือ Companionship

BDMS ชี้ Wellness ต้องทำทุกวัน

ดร.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS กล่าวว่า ตลาด Wellness เปลี่ยนจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของผู้สูงอายุที่มีเงินและเวลา หรือ Silver Economy ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ใช้บริการลดลงอย่างมาก สะท้อนว่า “Wellness ต้องทำทุกวันและเป็นเรื่องของทุกคน”

"ผู้บริโภคยังหันมาให้ความสำคัญกับ Preventive Medicine มากกว่ารอรักษาเมื่อเจ็บป่วย โดยข้อมูลเฉพาะบุคคล เช่น Genetics และผลตรวจแล็บ ช่วยให้สามารถวางแผนป้องกันและดูแลสุขภาพให้แข็งแรงได้ยาวนานขึ้น"

ความท้าทายของไทยไม่ใช่การขาดองค์ประกอบด้าน Wellness แต่คือการนำอาหาร รูปแบบการดำเนินชีวิต นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม มาเชื่อมโยงเป็น Customer Journey ที่สมบูรณ์และไร้รอยต่อ เพื่อให้คนไทย Expat และนักท่องเที่ยวกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

โดย BDMS มีโครงการ Well Era ที่ถูกพัฒนาให้เป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตและพำนักอาศัยควบคู่กับบริการสุขภาพ เชื่อม Wellness Clinic ร้านค้าปลีกสุขภาพ และ Retreat เข้ากับการออกแบบอาคาร คุณภาพน้ำ อากาศ และพื้นที่ใช้สอย

ดร.ปรมาภรณ์ กล่าวว่า ข้อได้เปรียบของไทยคือการผสมผสานมาตรฐานวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ระดับสูงเข้ากับ “จิตวิญญาณบริการแบบไทย” หรือ Thainess Service Flavor

เสนอ Wellness Sandbox เปิดทางนวัตกรรม

โดยเสนอแนวคิด Wellness Sandbox ในบางพื้นที่หรือบางจังหวัด เพื่อให้ภาคเอกชนทดลองนวัตกรรมและบริการ Wellness รูปแบบใหม่ที่กฎหมายปัจจุบันยังตามไม่ทัน ภายใต้การควบคุมความเสี่ยง ก่อนขยายผลในวงกว้าง

ส่วน Aging Care ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ระบบการเงินและประกันภัย โดยเฉพาะคำถามว่า “Who pays” หรือใครจะเป็นผู้จ่ายค่าบริการ ซึ่งต่างประเทศมีระบบประกันสุขภาพที่ออกแบบมารองรับโดยเฉพาะ

ด้าน AI แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เปิดรับ Task-based AI เพื่อช่วยลด Human error และเพิ่มความรวดเร็ว แต่ต้องมีการตรวจสอบและพัฒนาอย่างปลอดภัย เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลสุขภาพที่มีความอ่อนไหวสูง ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการยังต้องการปฏิสัมพันธ์กับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี มากกว่าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

พื้นที่สีเขียวต้องออกแบบเพื่อสุขภาพ

Touchapon Suntrajarn” (Josh) Principal Partner, Landscape Collaboration กล่าวว่า การออกแบบพื้นที่เพื่อ Wellness และ Longevity ไม่ใช่เพียงการเพิ่ม “พื้นที่สีเขียว” แต่ต้องนำคุณภาพและคุณสมบัติของธรรมชาติมาตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของมนุษย์

แนวคิดสำคัญคือ Humanized Atmosphere ที่คำนึงถึง Physical and Psychological Comfort โดยในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย Canopy of trees ช่วยสร้างร่มเงา ลดอุณหภูมิ และควบคุมทิศทางลม ขณะที่ Sensory Garden สามารถใช้เส้นขอบฟ้า เสียงน้ำตกแบบ White Noise และ Elevated boardwalk เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสและสร้างความสงบ

Touchapon กล่าวว่า การออกแบบยังสามารถนำ Storytelling & Memory มาเชื่อมโยงคนกับสถานที่ ผ่านการศึกษาความผูกพันระหว่างคนไทยกับธรรมชาติจากวรรณคดีการเดินทาง รวมถึงการนำพันธุ์ไม้ท้องถิ่นดั้งเดิมกลับมาปลูก เช่น ต้นมะกอก ซึ่งเชื่อมโยงกับที่มาของคำว่า “บางกอก”

บนเวทีเสวนา หัวข้อ The Future of the Human-Centric Economy: Leveraging Tourism Wellness and Healthcare

ทั้งนี้ “ดีไซน์ไทยร่วมสมัย” ควรกลับมาให้ความสำคัญกับแนวคิดการออกแบบที่ตอบโจทย์สภาพอากาศเขตร้อน ทั้ง Local materials พันธุ์ไม้ดั้งเดิม และพฤติกรรมทางสังคมของคนไทย เช่น Sharing และ Temporary occupancy ที่ทำให้พื้นที่เดียวรองรับการใช้งานหลายรูปแบบ

"แม้ลูกค้าต้องการพื้นที่ Spectacular และ Instagrammability เพื่อดึงดูดคนในช่วงแรก แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ใช้งานอยากอยู่นานและกลับมาใช้บริการซ้ำคือ “มิติของการต้อนรับที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย ได้รับการใส่ใจ” และตอบสนองต่อร่างกายและจิตใจ ความสวยงามจึงไม่จำเป็นต้องมาจากสเกลขนาดใหญ่ เพราะสเกลของ Jewel Changi ไม่สามารถนำมาใช้กับ Boutique Hotel ที่สมุยได้โดยตรง ขณะที่ Storytelling จากประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสามารถสร้างความประทับใจได้มากกว่า"

ลูกค้าพรีเมียมเดินทางเพื่อ Reset ลดการดื่ม

ด้าน “Sophie Hascher” Multidisciplinary Expert and Neuroscientist at the Intersection of Science, Longevity & Capital, France กล่าวว่า ลูกค้าระดับพรีเมียมทั่วโลกดื่มแอลกอฮอล์ลดลง และหันมาเดินทางเพื่อหวังผลในการ “Reset” ตัวเอง พร้อมต้องการข้อมูลแบบ Data-driven เพื่อทำความเข้าใจสุขภาพสมองและร่างกายอย่างลึกซึ้ง

โดยประเด็น Brain Health ที่ลูกค้าสนใจมากที่สุด ได้แก่ Sleep Optimization, Cognitive Performance, Stress Management และความกังวลเกี่ยวกับ Early Cognitive Decline ซึ่งอยากเสนอให้สถานบริการ Wellness นำหลัก Neuroscience มาใช้กับสภาพแวดล้อมแบบ Holistic Approach ตั้งแต่แสงไฟก่อนนอน อุณหภูมิห้อง อาหารเสริมช่วยการนอน พื้นที่สีเขียว ไปจนถึง Phone-free zones เพื่อช่วยให้ผู้เข้าพักลดสิ่งรบกวนและเข้าสู่ Flow State

Health Data ต้องสร้าง Trust ก่อนใช้ประโยชน์

อีกประเด็นสำคัญคือ Health Data Privacy โดย Hascher ระบุว่า การเก็บข้อมูลสุขภาพของลูกค้าในสปาและโรงแรมเพื่อสุขภาพยังเป็นพื้นที่ที่กฎหมายและข้อบังคับโดยตรงไม่ชัดเจน การเก็บ Longitudinal data จึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Trust และไม่ควรนำข้อมูลสุขภาพส่วนตัวไปใช้เพื่อ Personalized marketing

อย่างไรก็ตาม การแชร์ข้อมูลที่จำเป็นกับทีมโภชนาการหรือเชฟเพื่อออกแบบเมนูเฉพาะโรค เช่น อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ สามารถช่วยยกระดับบริการได้ แต่ต้องสื่อสารอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่าพนักงานล่วงรู้ข้อมูลความเจ็บป่วยส่วนตัวมากเกินไป

ภาพรวมจากทั้ง 5 มุมมองสะท้อนว่า Wellness กำลังเปลี่ยนจาก “บริการเสริม” ไปสู่ส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ตั้งแต่การเดินทาง การแพทย์ โรงแรม การออกแบบพื้นที่ ไปจนถึง Neuroscience และ AI ขณะที่ประเทศไทยมีโอกาสก้าวสู่จุดหมายปลายทางด้าน Wellness และ Longevity หากสามารถเชื่อมจุดแข็งที่มีอยู่ให้เป็นระบบเดียว พร้อมปรับกฎระเบียบและพัฒนาบุคลากรให้รองรับตลาดคุณภาพในระยะยาว