thansettakij
thansettakij
สปาไทยโต 9.4% แตะ 9.7 หมื่นล้าน ส่องโมเดล 4 แบรนด์ชิงตลาด Wellness

สปาไทยโต 9.4% แตะ 9.7 หมื่นล้าน ส่องโมเดล 4 แบรนด์ชิงตลาด Wellness

ตลาด Wellness โลกแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดสปาไทยคาดแตะ 97,089 ล้านบาทในปี 2028 สำรวจ 4 แบรนด์ Yunomori, Let's Relax, PAÑPURI และ Divana กับโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกัน

KEY

POINTS

  • ตลาดสปาไทยคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ย 9.4% ต่อปี และมีมูลค่าสูงถึง 9.7 หมื่นล้านบาทภายในปี 2571
  • ธุรกิจสปาปรับตัวจากการให้บริการนวดเพื่อผ่อนคลาย ไปสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness) ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
  • แบรนด์ชั้นนำ 4 แห่ง ได้แก่ Yunomori, Let's Relax, PAÑPURI และ Divana กำลังแข่งขันในตลาด Wellness โดยขยายบริการสู่ออนเซ็น, สร้างชุมชนคนรักสุขภาพ และเชื่อมโยงประสบการณ์กับผลิตภัณฑ์

ถ้าย้อนกลับไปมองภาพของ“สปา”บางครั้งอาจเป็นเพียงสถานที่สำหรับนวดพักผ่อนหรือใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน แต่วันนี้ภาพของธุรกิจสปากำลังเปลี่ยนไป สปาไม่ได้อยู่เพียงในธุรกิจบริการเพื่อการผ่อนคลาย แต่กำลังเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจสุขภาพ หรือ Global Wellness Economy ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตไปพร้อมกับความต้องการด้านสุขภาพและเวลเนสของผู้บริโภค

Wellness Economy โลกแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์

ความน่าสนใจของ Wellness หรือ การดูแลสุขภาพองค์รวมทั้งกายและใจอย่างยั่งยืน จากข้อมูล Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจสุขภาพโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เพิ่มขึ้น 7.9% จากปี 2023 และมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านับจากปี 2013 โดย GWI คาดว่าเศรษฐกิจสุขภาพโลกจะเติบโตเฉลี่ย 7.6% ต่อปีในช่วงปี 2024-2029 และแตะเกือบ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029

หนึ่งในธุรกิจที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจสุขภาพดังกล่าวคือ “สปา” ซึ่งมีการขยายตัวทั้งในส่วนของสถานประกอบการ บริการ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

GWI ระบุว่า ในปี 2024 ทั่วโลกมีสถานประกอบการสปา 201,861 แห่ง สร้างรายได้รวมประมาณ 157 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอุตสาหกรรมสปามีอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ย 7.4% ต่อปีในช่วงปี 2007-2024

ขณะเดียวกัน ตลาดสปาและสถานที่ให้บริการทั่วโลกถูกประเมินโดย Global Market Insights ว่ามีมูลค่า 169.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 182.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ก่อนแตะ 332.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2035 ด้วย CAGR 6.9%

ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์สปา Fortune Business Insights ประเมินว่ามีมูลค่า 66.65 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดเพิ่มจาก 71.85 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 เป็น 131.13 พันล้านดอลลาร์ในปี 2034 ด้วย CAGR 7.81%

ความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภคที่ไม่ได้มองหาเพียง Relaxation

การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภคที่ไม่ได้มองหาเพียง “Relaxation” แต่ต้องการผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพในชีวิตจริงมากขึ้น ทั้งการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น การ Recovery หลังออกกำลังกาย การนอนและความเครียด สุขภาพเชิงป้องกัน ตลอดจนการดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยาวนานขึ้น

ขณะเดียวกัน Wellness ยังมีมิติทางสังคมมากขึ้น จากเดิมที่การดูแลตัวเองมักเป็นกิจกรรมส่วนบุคคล สู่การเกิด Run Clubs, Movement Communities, Wellness Workshops และกิจกรรมที่ทำให้คนมาเจอกันผ่านความสนใจด้านสุขภาพร่วมกัน “Community” จึงเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ Wellness ไม่ต่างจากตัวบริการเอง

ภาพนี้ทำให้การแข่งขันของธุรกิจสปาเปลี่ยนไป จากการแข่งขันกันที่เมนูนวด ห้องทรีตเมนต์ หรือบรรยากาศ ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือแบรนด์จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Wellness Routine ของผู้บริโภคได้อย่างไร และจะสร้างเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาใช้ชีวิตกับแบรนด์ได้บ่อยกว่าเดิมได้หรือไม่

ไทยในวันที่ Wellness โตเร็วกว่าคำว่า “สปา” และการเดินหน้าสู่ Global Wellness Hub

ประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแรงจากการนวดไทย สมุนไพร วัฒนธรรมการบริการ ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศก็เปลี่ยนไป คนเมืองใช้ Wellness เพื่อดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในช่วงเดินทางหรือวันที่ต้องการพักผ่อนเท่านั้น และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศอยู่แล้ว

ขณะที่ ดังนั้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจึงเป็นอีกตลาดที่ได้รับการสนับสนุนให้เติบโตควบคู่กับการผลักดันไทยสู่การเป็น Medical Hub

ข้อมูลจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งถูกอ้างถึงในรายงานประจำปี 2568 ของ Siam Wellness Group ระบุว่า ปี 2025 ไทยมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 92,813 ราย คิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 670,000 ล้านบาท แบ่งเป็นผู้ประกอบการ Direct Service 28,203 ราย มูลค่าประมาณ 220,000 ล้านบาท และ Indirect Service 64,610 ราย มูลค่าประมาณ 450,000 ล้านบาท

ตลาดสปาไทยคาดแตะ 97,089 ล้านบาทในปี 2028

สำหรับตลาดสปาไทย ข้อมูลประมาณการที่อ้างอิง MarketLine แพลตฟอร์มผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ รายงานวิจัยการตลาด และการวิเคราะห์อุตสาหกรรมระดับโลก (Global Market Intelligence Agency) ระบุว่า ตลาดมีมูลค่าประมาณ 61,935 ล้านบาทในปี 2023 ก่อนเพิ่มเป็น 65,354 ล้านบาทในปี 2024 และคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 70,672 ล้านบาทในปี 2025 โดยช่วงปี 2023-2028 คาดว่าจะเติบโตด้วย CAGR 9.40% และมีมูลค่ารวมประมาณ 97,089 ล้านบาทในปี 2028

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเติบโตของตลาดที่มาจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้บริโภคในประเทศ ซึ่งหันมาใช้บริการสปาเพื่อการดูแลสุขภาพ ผ่อนคลาย และตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป

และเมื่อ Wellness ขยายความหมายออกไป การเติบโตของตลาดจึงไม่จำเป็นต้องเกิดจากการ “นวดมากขึ้น” เพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคกำลังมองหาประสบการณ์ที่เชื่อมการพักผ่อนกับการเคลื่อนไหว การฟื้นฟู สุขภาพเชิงป้องกัน และความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งทำให้แต่ละแบรนด์ต้องตอบคำถามเรื่องบทบาทของตัวเองให้ชัดขึ้น

4 แบรนด์ 4 วิธีคิดเรื่องสปา

ตลาดที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากทำให้แต่ละแบรนด์ต้องสร้างจุดยืนของตัวเอง ทั้งผ่านบริการ สถานที่ ประสบการณ์ และการต่อยอดธุรกิจ Yunomori, Let's Relax, PAÑPURI และ Divana จึงเป็น 4 ตัวอย่างที่สะท้อนทิศทางดังกล่าวได้ต่างกัน และมีความโดดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์

Yunomori เมื่อ Wellness ไม่ได้ทำคนเดียว  14 ปีจาก Onsen สู่ Social Wellness

ในธุรกิจสุขภาพและสปาของไทย Yunomori ถือเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจออนเซ็นรายแรก ๆ จากการมองเห็นช่องว่างของตลาดและนำ “ออนเซ็นแบบญี่ปุ่น” มาผสานเข้ากับ “การนวดแผนไทย” เพื่อสร้างความแตกต่าง

Yunomori Onsen & Spa แบรนด์หลักของ บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ONSENS

สปาไทยโต 9.4% แตะ 9.7 หมื่นล้าน ส่องโมเดล 4 แบรนด์ชิงตลาด Wellness

และในวันนี้สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการทำให้ออนเซ็นกลายเป็นบริการที่คนไทยรู้จักมากขึ้น แต่คือการที่ Yunomori กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก Onsen & Spa Destination ไปสู่ Everyday Wellness Destination ที่เชื่อม Onsen, Spa, Movement, Recovery และ Community เข้าด้วยกัน ปัจจุบันมีสาขาในสุขุมวิท สาทร 10 พัทยา และสิงคโปร์

โดยแนวทางดังกล่าวเห็นได้จากการปรับโฉม Yunomori สาขาพัทยา เพื่อรองรับบริการออนเซ็นแบบ Mixed-Gender สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้เวลาร่วมกับเพื่อน ครอบครัว และคู่รัก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ขยับจาก Personal Wellness ไปสู่ Social Wellness เพื่อให้การใช้เวลาในออนเซ็นร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกออกจากกันเหมือนรูปแบบดั้งเดิม

สปาไทยโต 9.4% แตะ 9.7 หมื่นล้าน ส่องโมเดล 4 แบรนด์ชิงตลาด Wellness

อีกหนึ่งการต่อยอดคือ Yunomori MOVE ซึ่งนำ Pilates, Barre, Strength Training และ Stretching เข้ามาเชื่อมกับ Onsen และ Spa ทำให้ Customer Journey สามารถเริ่มจากการออกกำลังกาย ต่อด้วย Recovery และจบด้วยการพักผ่อนใน Ecosystem เดียวกัน แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ Wellness ยุคใหม่ที่ Movement และ Recovery ไม่ได้แยกออกจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลร่างกายใน Routine เดียวกัน และช่วยเพิ่มเหตุผลใหม่ให้ลูกค้ากลับมาใช้พื้นที่ได้บ่อยกว่าการเข้าสปาเป็นครั้งคราว

นอกจากการออกแบบพื้นที่ Yunomori ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Wellness Community ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้า คนรักสุขภาพ และกลุ่ม Community ได้มาเชื่อมต่อกันผ่าน Movement, Recovery, Workshops และกิจกรรมด้าน Wellness แนวคิดจึงขยับจากการมองลูกค้าเป็นเพียง “ผู้มาใช้บริการ” ไปสู่การสร้างพื้นที่ที่คนสามารถกลับมาใช้ชีวิตด้าน Wellness ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ONSENS ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการ Social Wellness Space และโครงการ Social Wellness Hotel ในย่านทองหล่อ เพื่อขยายธุรกิจจากออนเซ็นและสปาไปสู่รูปแบบ Wellness ที่หลากหลายมากขึ้น หาก 14 ปีแรกของ Yunomori คือการทำให้ผู้บริโภคไทยรู้จัก Onsen การเดินทางหลังจากนี้จึงน่าจับตาว่าแบรนด์จะทำให้ Wellness กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเป็นสิ่งที่ผู้คนอยากกลับมาทำซ้ำร่วมกับคนอื่นได้อย่างไร

สปาไทยโต 9.4% แตะ 9.7 หมื่นล้าน ส่องโมเดล 4 แบรนด์ชิงตลาด Wellness

ด้านแบรนด์ “คลาย สปา” (KLAI SPA) ให้บริการเฉพาะบริการสปาในรูปแบบ Day Spa โดยเน้นการนวดเพื่อสุขภาพ และปรับรูปแบบการนวดแผนไทยโบราณให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันมากขึ้น ปัจจุบัน KLAI SPA มีเพียง 1 สาขา ซึ่งเป็น Flagship Store แห่งเดียว ตั้งอยู่ในย่านทรงวาด

สปาไทยโต 9.4% แตะ 9.7 หมื่นล้าน ส่องโมเดล 4 แบรนด์ชิงตลาด Wellness

สปาไทยโต 9.4% แตะ 9.7 หมื่นล้าน ส่องโมเดล 4 แบรนด์ชิงตลาด Wellness

Let's Relax สร้างเอกลักษณ์จาก Boutique Day Spa สู่ Onsen

Let’s Relax Spa ซึ่งมีประวัติการให้บริการยาวนานกว่า 28 ปี และเป็น No.1 Boutique Day Spa มาตรฐานระดับสากลชั้นนำในไทย ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 7 จังหวัดเมืองท่องเที่ยว ทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการสปาคุณภาพสูงได้ง่ายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในประเทศ

Let’s Relax Spa เป็นพื้นที่ที่รวมศิลป์แห่งการพักผ่อน ความเป็นส่วนตัว และการออกแบบบรรยากาศแบบบูติกสปา เพื่อสร้างความสดชื่นและความสุขให้กับลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ารับบริการ โดยตลอดระยะเวลาที่ให้บริการ Let’s Relax Spa มีลูกค้าใช้บริการแล้วมากกว่า 10 ล้านคน

จากจุดแข็งด้านบริการสปา Let’s Relax ยังต่อยอดไปสู่บริการออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นแท้ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสความสงบและผ่อนคลายทั้งกายและใจ โดยมีออนเซ็นทั้งหมด 5 บ่อ พร้อมห้องซาวน่า สตรีม หินร้อน และคลูดาวน์ ปัจจุบัน Let’s Relax Onsen & Spa มีบริการออนเซ็นทั้งหมด 4 สาขา แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 3 สาขา และพัทยา 1 สาขา

ขณะเดียวกัน Let’s Relax ยังขยายรูปแบบบริการไปสู่ Co-Wellness Space ผ่าน Let’s Relax Spa สาขา WellnessMe บางนา ซึ่งนำเสนอประสบการณ์ใหม่แห่งการพักผ่อนด้วย Private Rooftop Pools & Ice Bath เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าหลีกหนีความวุ่นวายและเติมเต็มวันสบายๆ ในบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนดาดฟ้าใจกลางเมือง

PAÑPURI วันที่ Wellness ไม่ได้จบลงที่เตียงทรีตเมนต์

ด้านหนึ่งของตลาดคือ PAÑPURI Wellness ที่ Gaysorn Tower ย่านราชประสงค์ ซึ่งวางตัวเป็น holistic wellness retreat ผสานบริการ Wellness เข้ากับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ นำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพองค์รวมสำหรับคนเมืองที่มีรากฐานจากปรัชญาการดูแลสุขภาพของชาวเอเชียในศตวรรษที่ 21 ผ่านการฟื้นฟูร่างกายด้วยออนเซ็นที่อุดมด้วยแร่ธาตุธรรมชาติ ควบคู่กับสปาทรีตเมนต์ออร์แกนิก เมนูอาหารออร์แกนิก และโปรแกรมเพื่อสุขภาพ เพื่อช่วยยกระดับการพักผ่อน บรรเทาความเหนื่อยล้า และช่วยชำระสารพิษที่เกิดจากมลภาวะในเมือง

สำหรับการแช่ออนเซ็น PAÑPURI Wellness นำเสนอทั้งออนเซ็นต้นตำรับจากญี่ปุ่นและออนเซ็นประจำฤดูกาล โดยเดือนนี้นำเสนอ Ureshino Onsen น้ำพุร้อนชื่อดังจากเมืองซากะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 1,300 ปี มอบประสบการณ์การแช่น้ำแร่ที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น พร้อมดูแลผิวให้อ่อนเยาว์

จุดเด่นสำคัญอยู่ที่แนวทาง Clean & Ethical Practices และมาตรฐาน ZeroList™ โดยคัดส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมออกมากกว่า 2,300 รายการ

ด้าน Wellness มีบริการ Ancient Onsen Bath Ritual รวมถึงบริการออนเซ็น ทรีตเมนต์ และโปรแกรม Thermal & Ice Bath ขณะที่เว็บไซต์ของแบรนด์ยังนำเสนอการใช้ส่วนผสมออร์แกนิกในทรีตเมนต์ และมีบริการดูแลผิวหน้าที่ใช้ LED Light Therapy ล่าสุดเปิดตัวทรีตเมนต์ใหม่ ผสานพลังความร้อน-เย็น คืนความสมดุลให้ผิวและจิตใจ เป็นอีกขั้นของการยกระดับประสบการณ์การดูแลตัวเองแบบองค์รวม

โมเดลของ PAÑPURI จึงเชื่อมธุรกิจ Wellness เข้ากับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ ทำให้ประสบการณ์จากการเข้ารับบริการสามารถต่อเนื่องไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้านำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน

Divana เมื่อสปากลายเป็นเรื่องของประสบการณ์

อีกหนึ่งแบรนด์ที่ขยับจากธุรกิจสปาสู่การสร้างประสบการณ์ด้าน Wellness คือ divana Spa ซึ่งนำเสนอประสบการณ์สปาเพื่อสุขภาพและความงามแบบไทยระดับลักซ์ชัวรี โดยผสานศาสตร์สปาไทยเข้ากับกระบวนการเยียวยาตามธรรมชาติ การบำบัดด้วยกลิ่นหอมที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และพิธีกรรมเพื่อสุขภาพที่ทันสมัย

บริการของ divana ผสมผสานน้ำมันอโรมาเธอราพีอันเป็นเอกลักษณ์ เทคนิคการนวดแผนไทย และพิธีกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ โดยออกแบบทรีตเมนต์เพื่อคืนความสมดุล คลายความเครียด และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในระยะยาว สะท้อนแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของแบรนด์ รวมถึงความมุ่งมั่นด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญ

ขณะเดียวกัน divana ยังต่อยอดประสบการณ์ Wellness ไปสู่ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรธรรมชาติเพื่อสุขภาพจากประเทศไทย ผ่านน้ำหอมกลิ่นซิกเนเจอร์และคอลเลกชันน้ำหอมสำหรับบ้าน โดยแต่ละกลิ่นรังสรรค์จากพฤกษชาติที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาเวลเนสแบบไทย เพื่อสร้างบรรยากาศอันสงบเงียบและฟื้นฟูสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างอ่อนโยน

ผลิตภัณฑ์น้ำหอมของ divana จึงเข้ามาเชื่อมต่อประสบการณ์จากสปาสู่การใช้ชีวิตในบ้าน ช่วยเปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายอย่างมีสติ และนำประสบการณ์อันประณีตของสปาไทยสุดหรูมาสู่บ้าน

นอกจากนี้ divana ยังเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้าน Wellness ด้วยการเปิดตัว “Wellness Community Hub” ในประเทศไทย เพื่อสร้างพื้นที่ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และการยืดอายุคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม

จากการนวด สู่ธุรกิจ Wellness

มองผ่านทั้ง 4 แบรนด์ จะเห็นว่าธุรกิจสปากำลังมีรูปแบบบริการที่หลากหลายขึ้น ตั้งแต่ออนเซ็นและสปา บริการ Wellness ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตัวเอง

เมื่อมูลค่าตลาดสปาไทยมีแนวโน้มขยายตัว การแข่งขันของธุรกิจจึงไม่ได้อยู่เพียงบริการนวด แต่รวมถึงการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ การออกแบบประสบการณ์ และการต่อยอดบริการให้สอดคล้องกับความต้องการด้านสุขภาพและเวลเนสที่เปลี่ยนไป