thansettakij
thansettakij
รู้จัก Hybrid Training เทรนด์สายฟิต Strength & Cardio ตอบโจทย์ยุคใหม่

รู้จัก Hybrid Training เทรนด์สายฟิต Strength & Cardio ตอบโจทย์ยุคใหม่

31 ส.ค. 69 | 13:40 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ส.ค. 69 | 13:43 น.

ทำความรู้จัก Hybrid Training เทรนด์ออกกำลังกายที่ผสาน Strength และ Cardio ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่อยากฟิตรอบด้าน

KEY

POINTS

  • Hybrid Training คือการออกกำลังกายที่ผสมผสานการฝึกความแข็งแรง (Strength Training) และการฝึกความทนทานของหัวใจ (Cardio) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อพัฒนาร่างกายให้มีสมรรถภาพรอบด้าน
  • เป็นเทรนด์ที่ตอบโจทย์เป้าหมายของคนยุคใหม่ที่ต้องการร่างกายที่ "ใช้งานได้จริง" คือทั้งแข็งแรง ทนทาน และเคลื่อนไหวได้ดี ไม่ได้เน้นแค่รูปร่างภายนอก
  • เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาน้อย เพราะสามารถฝึกทั้งความแข็งแรงและคาร์ดิโอได้ในโปรแกรมเดียว และยังช่วยลดความเบื่อหน่ายจากการออกกำลังกายแบบเดิมๆ

เมื่อพฤติกรรมของคนรักสุขภาพเปลี่ยนไป เส้นแบ่งระหว่าง “สายเวท” กับ “สายคาร์ดิโอ” ก็ดูจะเลือนลง และสู้การเติบโตของการแข่งขันฟิตเนสระดับโลกไม่ได้ รวมถึงการแข่งขันในรูปแบบ Fitness Racing ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันแตะระดับหลักหมื่นคน

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าเป้าหมายของคนออกกำลังกายอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่การมีรูปร่างที่ดี แต่ต้องการให้ร่างกาย “ใช้งานได้จริง” ทั้งแข็งแรง อึด และเคลื่อนไหวได้ดี ดังนั้น ‘Hybrid Training’ รูปแบบการออกกำลังกายที่นำความแข็งแรงและความทนทานมาฝึกไปพร้อมกันจึงมีความน่าสนใจขึ้น

Hybrid Training ไม่ใช่แค่ “เล่นเวทแล้วไปวิ่ง”

"พาขวัญ สุพานิชรัตนา" National Health and Fitness Manager บริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หัวใจของ Hybrid Training คือการผสมผสานการออกกำลังกายมากกว่าหนึ่งรูปแบบ โดยรูปแบบที่เห็นได้บ่อยคือการนำ Strength Training หรือการฝึกด้วยแรงต้าน เช่น การยกเวท มาผสานกับ Cardio ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ

โดย Hybrid Training พยายามนำข้อดีของการเน้นสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรงให้ความสำคัญกับความฟิตและความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือดมาอยู่ในโปรแกรมเดียวกัน เพื่อให้ร่างกายสามารถพัฒนาสมรรถภาพได้รอบด้านมากขึ้น

การออกกำลังกายแบบ Hybrid Training หลากหลายด้าน

"Hybrid Training กำลังสะท้อนนิยามใหม่ของคำว่า “ฟิต” เพราะคนยุคนี้ไม่ได้มองเพียงรูปร่างภายนอก แต่ต้องการให้ร่างกายสามารถนำไปใช้งานและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้จริง และการฝึกซ้อมไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อสร้างกล้ามหรือเผาผลาญแคลอรี แต่ยังรวมถึงการพัฒนาความสามารถของร่างกายในหลายด้าน การออกกำลังกายรูปแบบนี้จึงกลายเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้น"

เวลาน้อย แต่อยากได้ความฟิตหลายด้าน

"พาขวัญ" กล่าวว่า ชีวิตประจำวันในยุคใหมืทำให้หลายคนมีเวลาสำหรับออกกำลังกายไม่มากนัก การแบ่งเวลาไปยกเวทวันหนึ่ง แล้วค่อยทำคาร์ดิโออีกวันอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ทุกคนทำได้อย่างสม่ำเสมอ

Hybrid Training จึงเข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ ด้วยการออกแบบการฝึกให้มีทั้ง Strength และ Cardio อยู่ในโปรแกรมเดียวกัน ผู้ฝึกจึงสามารถพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นระบบหัวใจและการใช้พลังงาน

โดยคำว่า “ใช้เวลาสั้น” ไม่ได้หมายความว่ายิ่งอัดการฝึกหนักเข้าไปมากเท่าไรก็ยิ่งดี แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การจัดโปรแกรมให้เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความฟิตของแต่ละคน เพื่อให้การฝึกมีประสิทธิภาพโดยไม่กลายเป็นการใช้งานร่างกายหนักเกินไป

ไม่ได้สร้างแค่กล้าม แต่ฝึกร่างกายให้เคลื่อนไหวเป็น

สำหรับความฟิตในชีวิตจริงไม่ได้วัดกันแค่จำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้ หรือยกน้ำหนักได้มากแค่ไหน แต่ยังรวมถึงการที่ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การฝึก Hybrid Training จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Strength และ Cardio เท่านั้น แต่ยังสามารถผสมผสาน Movement ที่หลากหลายเข้าไปในโปรแกรม เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุลมากขึ้น

"พาขวัญ สุพานิชรัตนา" National Health and Fitness Manager บริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) จำกัด

แนวคิดนี้มีความสำคัญกับคนที่ต้องใช้ร่างกายอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะการฝึกกล้ามเนื้อหลายส่วนและฝึกการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม อาจช่วยให้ร่างกายพร้อมรับกิจกรรมต่าง ๆ และลดโอกาสเกิดปัญหาจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสมได้ เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียง “ฟิตเพื่อเข้ายิม” แต่คือการสร้างร่างกายที่สามารถนำความแข็งแรงและความทนทานไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

เปลี่ยนความเบื่อให้กลายเป็นความท้าทาย

อีกเหตุผลที่ทำให้ Hybrid Training ได้รับความสนใจ คือการออกกำลังกายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับกิจกรรมเดิม ๆ เพราะสำหรับบางคน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่อยากออกกำลังกาย แต่อยู่ที่การทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ จนหมดแรงจูงใจ การมีทั้งเวท คาร์ดิโอ และการฝึก Movement ทำให้แต่ละวันสามารถมีโจทย์ที่แตกต่างกันออกไป

วันแรกอาจเป็นการท้าทายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ วันถัดมาเน้นความทนทาน หรือผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน เมื่อร่างกายค่อย ๆ ทำสิ่งที่เคยทำไม่ได้ ความรู้สึกของการ “พัฒนาตัวเอง” ก็กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมการแข่งขัน Fitness Racing จึงได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะการออกกำลังกายไม่ได้จบลงที่ตัวเลขบนตาชั่งหรือภาพสะท้อนในกระจก แต่มีเป้าหมายที่จับต้องได้ว่า วันนี้เราสามารถทำอะไรได้มากกว่าเมื่อวานหรือไม่

ท้ายที่สุดแล้ว Hybrid Training อาจไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องฝึกหนักเหมือนนักกีฬา หรือจำเป็นต้องลงแข่งขัน แต่แนวคิดสำคัญคือการทำให้ “ความฟิต” มีหลายมิติมากขึ้น ทั้งความแข็งแรง ความทนทาน และความสามารถในการเคลื่อนไหว เพราะในวันที่ร่างกายไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแค่ดูดี การมีร่างกายที่แข็งแรงและพร้อมใช้งานในชีวิตจริง อาจเป็นนิยามของความฟิตที่คนยุคใหม่กำลังมองหา