thansettakij
thansettakij
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและหัวใจพุ่ง แพทย์ชี้พฤติกรรม-บุหรี่ คือตัวร้ายเบอร์ 1

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและหัวใจพุ่ง แพทย์ชี้พฤติกรรม-บุหรี่ คือตัวร้ายเบอร์ 1

31 ส.ค. 69 | 08:25 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ส.ค. 69 | 08:42 น.

แพทย์เตือน บุหรี่คือตัวการร้ายอันดับ 1 ทำลายหลอดเลือดหัวใจ ชี้คนหนุ่มสาวป่วยพุ่งแบบไม่รู้ตัว แนะรีบเร่งตรวจคัดกรองเชิงลึกด่วนสุดก่อนสายเกินแก้

KEY

POINTS

  • สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและหัวใจในไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบในกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้น
  • แพทย์ชี้ ปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งคือการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ร่วมกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กินเกิน นอนน้อย และความเครียด
  • ความเชื่อที่ว่าการออกกำลังกายหนักจะช่วยป้องกันโรคอาจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปอาจทำลายระบบหลอดเลือดฝอยซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคได้

ข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 2.6 แสนคน และแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับกรมอนามัย รายงานว่า กลุ่มคนอายุ 18-34 ปีมีความชุกของโรคความดันโลหิตสูง โดยมีปัจจัยสำคัญจากพฤติกรรม “กินเกิน-นอนน้อย-เนือยนิ่ง” รวมถึงภาวะอ้วนและการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

นายแพทย์รัตนพันธุ์ อินเจริญศักดิ์ แพทย์ทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด Longa Heart Health Medical Center (ลองกา ฮาร์ต เฮลท์ เมดิคัล เซ็นเตอร์)

นายแพทย์รัตนพันธุ์ อินเจริญศักดิ์ แพทย์ทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด Longa Heart Health Medical Center (ลองกา อาร์ต เฮลท์ เมดิคัล เซ็นเตอร์) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถิติโรคหลอดเลือดและหัวใจ (ส่วนหนึ่งของโรค NCDs) ในปัจจุบันคือวิกฤตการณ์ในประเทศไทย อัตราการเกิดโรคเป็นอันดับ 1 แต่อัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยโรคนี้ไม่จำกัดอยู่แค่ในผู้สูงอายุ แต่คนหนุ่มสาวก็ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งความเสี่ยงของเพศชายจะสูงกว่าเพศหญิง เพราะภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ตกลงไปตามอายุในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของหลอดเลือดฝอย

ปัจจัยกระตุ้นหลักคือ "ตัวกระตุ้นโรค" 

ตัวการร้ายอันดับหนึ่ง (หัวแถว) ในการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ คือบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า นับได้ว่ามีความรุนแรงและสม่ำเสมอมากกว่าฝุ่น PM 2.5 ถัดมาคือไขมันทรานส์และอาหารแปรรูป (Processed Food) แม้เป็นเพียงส่วนย่อย แต่เรื่อง "การกินเกิน" (ปริมาณอาหาร) และกระบวนการปรุงอาหารล้วนมีส่วนสำคัญ

“โรคนี้หลายคนหลงประเด็น ทั้งสังคมและนโยบายสาธารณะส่วนใหญ่ไปเพ่งเล็งเรื่องคอเลสเตอรอลและไขมัน จนละเลยภาพใหญ่และสาเหตุหลักอย่างบุรี่ ที่ส่งผลต่อคนสูบและคนสูดดม ตลอดจนพฤติกรรมต่างๆ ของคนยุคใหม่ก็พังทลายของระบบซ่อมแซมตัวเอง ยังมี "ความเครียด" ในฐานะตัวการร้ายเงียบที่ทำลายและปิดกั้นการซ่อมแซมร่างกายด้วย”

ออกกำลังกายสุดโต่ง ทำลายรากฐานที่มองไม่เห็น

นายแพทย์รัตนพันธุ์ กล่าวว่า ความเชื่อเดิมที่ว่า "ยิ่งออกกำลังกายเยอะยิ่งแข็งแรง" ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ ในปัจจุบันอาจตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า อดีตนักกีฬาดังและผู้ที่ซ้อมกีฬาหนักเกินไป เช่น มาราธอน หรือกีฬาที่หนักเกินขีดจำกัดของมนุษย์ อาจมีผลกระทบถึงขั้นเสียชีวิต

เพราะบางคนหากมองกายภาพภายนอกจะดูแข็งแรง แต่ระบบซ่อมแซมภายในพังทลายจากการซ้อมที่ฝืนธรรมชาติทำให้ระบบเส้นเลือดฝอย ซึ่งเป็นรากฐานที่มองไม่เห็นขาดการป้องกันและฟื้นฟู กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรค NCDs ทั้งหมด เช่น เส้นเลือดสมองตีบ หัวใจตีบ เบาหวาน ความดัน ที่มีจุดเริ่มต้นจากความเสียหายสะสมในระดับ "เส้นเลือดฝอย" ก่อนจะแสดงอาการในเส้นเลือดใหญ่

ทั้งนี้ ระบบเส้นเลือดฝอยสามารถสร้างใหม่ งอกใหม่ และซ่อมแซมได้ หากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอแต่ข้อบกพร่องของการตรวจคัดกรองโรคในปัจจุบันตามมาตรฐานโรงพยาบาลทั่วไปยังไม่สามารถตรวจเชิงลึกได้ ผู้ป่วยที่ดูภายนอกสมบูรณ์แข็งแรงจะไม่แสดงอาการ ดังนั้น ทางเดียวที่จะป้องกันได้ต้องตรวจเฉพาะทาง และหากสงสัยหรือมีพฤติกรรมตามความเสี่ยงควรเร่งตรวจคัดกรองให้เร็วที่สุด เพราะปล่อยไว้และตรวจไม่พบโรคอาจสายเกินไป