
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและหัวใจพุ่ง แพทย์ชี้พฤติกรรม-บุหรี่ คือตัวร้ายเบอร์ 1
แพทย์เตือน บุหรี่คือตัวการร้ายอันดับ 1 ทำลายหลอดเลือดหัวใจ ชี้คนหนุ่มสาวป่วยพุ่งแบบไม่รู้ตัว แนะรีบเร่งตรวจคัดกรองเชิงลึกด่วนสุดก่อนสายเกินแก้
KEY
POINTS
- สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและหัวใจในไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบในกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้น
- แพทย์ชี้ ปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งคือการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ร่วมกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กินเกิน นอนน้อย และความเครียด
- ความเชื่อที่ว่าการออกกำลังกายหนักจะช่วยป้องกันโรคอาจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปอาจทำลายระบบหลอดเลือดฝอยซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคได้
ข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 2.6 แสนคน และแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับกรมอนามัย รายงานว่า กลุ่มคนอายุ 18-34 ปีมีความชุกของโรคความดันโลหิตสูง โดยมีปัจจัยสำคัญจากพฤติกรรม “กินเกิน-นอนน้อย-เนือยนิ่ง” รวมถึงภาวะอ้วนและการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
นายแพทย์รัตนพันธุ์ อินเจริญศักดิ์ แพทย์ทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด Longa Heart Health Medical Center (ลองกา อาร์ต เฮลท์ เมดิคัล เซ็นเตอร์) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถิติโรคหลอดเลือดและหัวใจ (ส่วนหนึ่งของโรค NCDs) ในปัจจุบันคือวิกฤตการณ์ในประเทศไทย อัตราการเกิดโรคเป็นอันดับ 1 แต่อัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยโรคนี้ไม่จำกัดอยู่แค่ในผู้สูงอายุ แต่คนหนุ่มสาวก็ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งความเสี่ยงของเพศชายจะสูงกว่าเพศหญิง เพราะภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ตกลงไปตามอายุในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของหลอดเลือดฝอย
ปัจจัยกระตุ้นหลักคือ "ตัวกระตุ้นโรค"
ตัวการร้ายอันดับหนึ่ง (หัวแถว) ในการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ คือบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า นับได้ว่ามีความรุนแรงและสม่ำเสมอมากกว่าฝุ่น PM 2.5 ถัดมาคือไขมันทรานส์และอาหารแปรรูป (Processed Food) แม้เป็นเพียงส่วนย่อย แต่เรื่อง "การกินเกิน" (ปริมาณอาหาร) และกระบวนการปรุงอาหารล้วนมีส่วนสำคัญ
“โรคนี้หลายคนหลงประเด็น ทั้งสังคมและนโยบายสาธารณะส่วนใหญ่ไปเพ่งเล็งเรื่องคอเลสเตอรอลและไขมัน จนละเลยภาพใหญ่และสาเหตุหลักอย่างบุรี่ ที่ส่งผลต่อคนสูบและคนสูดดม ตลอดจนพฤติกรรมต่างๆ ของคนยุคใหม่ก็พังทลายของระบบซ่อมแซมตัวเอง ยังมี "ความเครียด" ในฐานะตัวการร้ายเงียบที่ทำลายและปิดกั้นการซ่อมแซมร่างกายด้วย”
ออกกำลังกายสุดโต่ง ทำลายรากฐานที่มองไม่เห็น
นายแพทย์รัตนพันธุ์ กล่าวว่า ความเชื่อเดิมที่ว่า "ยิ่งออกกำลังกายเยอะยิ่งแข็งแรง" ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ ในปัจจุบันอาจตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า อดีตนักกีฬาดังและผู้ที่ซ้อมกีฬาหนักเกินไป เช่น มาราธอน หรือกีฬาที่หนักเกินขีดจำกัดของมนุษย์ อาจมีผลกระทบถึงขั้นเสียชีวิต
เพราะบางคนหากมองกายภาพภายนอกจะดูแข็งแรง แต่ระบบซ่อมแซมภายในพังทลายจากการซ้อมที่ฝืนธรรมชาติทำให้ระบบเส้นเลือดฝอย ซึ่งเป็นรากฐานที่มองไม่เห็นขาดการป้องกันและฟื้นฟู กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรค NCDs ทั้งหมด เช่น เส้นเลือดสมองตีบ หัวใจตีบ เบาหวาน ความดัน ที่มีจุดเริ่มต้นจากความเสียหายสะสมในระดับ "เส้นเลือดฝอย" ก่อนจะแสดงอาการในเส้นเลือดใหญ่
ทั้งนี้ ระบบเส้นเลือดฝอยสามารถสร้างใหม่ งอกใหม่ และซ่อมแซมได้ หากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอแต่ข้อบกพร่องของการตรวจคัดกรองโรคในปัจจุบันตามมาตรฐานโรงพยาบาลทั่วไปยังไม่สามารถตรวจเชิงลึกได้ ผู้ป่วยที่ดูภายนอกสมบูรณ์แข็งแรงจะไม่แสดงอาการ ดังนั้น ทางเดียวที่จะป้องกันได้ต้องตรวจเฉพาะทาง และหากสงสัยหรือมีพฤติกรรมตามความเสี่ยงควรเร่งตรวจคัดกรองให้เร็วที่สุด เพราะปล่อยไว้และตรวจไม่พบโรคอาจสายเกินไป







