thansettakij
thansettakij
รู้จัก 'หลอดเลือดหัวใจตีบ' คืออะไร? เช็กอาการเตือน-วิธีป้องกันเบื้องต้นก่อนสาย

รู้จัก 'หลอดเลือดหัวใจตีบ' คืออะไร? เช็กอาการเตือน-วิธีป้องกันเบื้องต้นก่อนสาย

20 ส.ค. 69 | 07:20 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ส.ค. 69 | 07:22 น.

จากผลชันสูตร 'เรย์ แมคโดนัลด์' พบภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น ทั้งที่เลิกดื่มแอลกอฮอล์มานานเกือบ 30 ปี ชวนทำความรู้จักสาเหตุ 'หลอดเลือดหัวใจตีบ' อาการเตือนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมแนวทางป้องกันโรคเพื่อลดความเสี่ยงภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

KEY

POINTS

  • หลอดเลือดหัวใจตีบ คือภาวะที่หลอดเลือดแคบลงจากการสะสมของไขมันและคราบพลัค ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่สะดวก
  • อาการเตือนสำคัญ ได้แก่ เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักทับ เหนื่อยง่าย ใจสั่น ซึ่งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือรุนแรงเฉียบพลัน
  • แนวทางป้องกันเบื้องต้นคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น เลิกสูบบุหรี่ ควบคุมอาหารและน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และลดความเครียด

จากการเปิดเผยข้อมูลของ ลีโอ พุฒ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ เรย์ แมคโดนัลด์ ระบุถึงผลชันสูตรว่า พบเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นและตนเองเคยสังเกตเห็นเพื่อนเหนื่อยผิดปกติเวลาทำกิจกรรมเดียวกันขณะที่ตัวของเรย์นั้นเลิกดื่มมาเกือบ 30 ปีแล้ว "ฐานเศรษฐกิจ" ชวนสังเกตอาการ สัญญาณเตือนของ หลอดเลือดหัวใจตีบ พร้อมวิธีป้องกันเบื้องต้นกัน 

รู้จัก หลอดเลือดหัวใจตีบ คือ อะไร?

หลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ภาวะที่หลอดเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการตีบแคบลง เนื่องจากมีไขมัน แคลเซียม หรือคราบพลัคสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวกเมื่อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอผู้ป่วยอาจเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือในบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนเลยจนกว่าจะเกิดภาวะรุนแรง เช่น หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญมาก เพราะยิ่งพบและรักษาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย และช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสป้องกันไม่ให้โรคพัฒนาไปสู่ภาวะร้ายแรงในอนาคต

อาการหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นอย่างไร

อาการหลอดเลือดหัวใจตีบทั่วไป

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับตรงกลางอก อาจลามไปแขนซ้าย คอ หรือกราม
  • เหนื่อยง่าย เมื่อทำกิจกรรมที่เคยทำได้โดยไม่เหนื่อย
  • ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดปกติ
  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืด

อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปเมื่อพักหรือทานยาตามแพทย์สั่งแต่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ

อาการหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันและอันตราย

  • เจ็บหน้าอกรุนแรงและต่อเนื่อง นานกว่า 15-20 นาที หรือไม่หายแม้พักแล้วก็ตาม
  • เจ็บร้าวไปแขน ขา คอ หลัง หรือกราม
  • หายใจลำบาก รู้สึกขาดอากาศทันที
  • เหงื่อออกมาก หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน
  • หมดสติหรือใกล้เป็นลม

อาการเฉียบพลันเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วสามารถช่วยชีวิตได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ

การสะสมของไขมันและคราบพลัค ไขมัน แคลเซียม และคราบพลัคเกาะสะสมตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบแคบลง

ความดันโลหิตสูง ความดันสูงทำให้ผนังหลอดเลือดถูกทำร้ายและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

ภาวะไขมันในเลือดสูง ทำให้ไขมันเลว (LDL) สะสมในหลอดเลือดมากขึ้น เกิดการอุดตันได้ง่าย

การสูบบุหรี่ สารพิษในควันบุหรี่ทำลายเยื่อบุหลอดเลือด เพิ่มโอกาสการเกิดคราบพลัคและการแข็งตัวของหลอดเลือด

โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลที่สูงอย่างต่อเนื่องทำให้หลอดเลือดเสื่อม เสี่ยงต่อหลอดเลือดตีบมากขึ้น

พันธุกรรม หากครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ ความเสี่ยงของผู้ป่วยจะสูงขึ้นกว่าปกติ

พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารไขมันสูง ไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

ความเครียดเรื้อรัง ฮอร์โมนความเครียดส่งผลต่อความดันโลหิตและการอักเสบในร่างกาย ทำให้เกิดหลอดเลือดตีบได้ง่ายขึ้น

แนวทางป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบ

การป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นเรื่องสำคัญเพราะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจขาดเลือดและหัวใจวาย การดูแลหัวใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดี ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว

  • เลิกสูบบุหรี่ เพราะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจมากถึง 3 เท่า
  • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมความดันโลหิตให้ < 140/90 มม. ปรอท
  • ลดไขมันในเลือด โดยเฉพาะ LDL และทรายกลีเซอไรด์
  • ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-6 วัน วันละ 30 นาที ที่อัตราการเต้น 60-80 % ของอัตราเป้าหมาย
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในช่วง BMI 18.5-23.5 กก./ตร.ม. สำหรับคนไทย
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ลดความเครียดและพักผ่อนเพียงพอ
  • เลือกรับประทานอาหารเพื่อหัวใจ
  • ตรวจสุขภาพประจำปี

ที่มา  โรงพยาบาลวิภาวดี