
รู้จัก 'หลอดเลือดหัวใจตีบ' คืออะไร? เช็กอาการเตือน-วิธีป้องกันเบื้องต้นก่อนสาย
จากผลชันสูตร 'เรย์ แมคโดนัลด์' พบภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น ทั้งที่เลิกดื่มแอลกอฮอล์มานานเกือบ 30 ปี ชวนทำความรู้จักสาเหตุ 'หลอดเลือดหัวใจตีบ' อาการเตือนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมแนวทางป้องกันโรคเพื่อลดความเสี่ยงภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
KEY
POINTS
- หลอดเลือดหัวใจตีบ คือภาวะที่หลอดเลือดแคบลงจากการสะสมของไขมันและคราบพลัค ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่สะดวก
- อาการเตือนสำคัญ ได้แก่ เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักทับ เหนื่อยง่าย ใจสั่น ซึ่งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือรุนแรงเฉียบพลัน
- แนวทางป้องกันเบื้องต้นคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น เลิกสูบบุหรี่ ควบคุมอาหารและน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และลดความเครียด
จากการเปิดเผยข้อมูลของ ลีโอ พุฒ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ เรย์ แมคโดนัลด์ ระบุถึงผลชันสูตรว่า พบเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นและตนเองเคยสังเกตเห็นเพื่อนเหนื่อยผิดปกติเวลาทำกิจกรรมเดียวกันขณะที่ตัวของเรย์นั้นเลิกดื่มมาเกือบ 30 ปีแล้ว "ฐานเศรษฐกิจ" ชวนสังเกตอาการ สัญญาณเตือนของ หลอดเลือดหัวใจตีบ พร้อมวิธีป้องกันเบื้องต้นกัน
รู้จัก หลอดเลือดหัวใจตีบ คือ อะไร?
หลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ภาวะที่หลอดเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการตีบแคบลง เนื่องจากมีไขมัน แคลเซียม หรือคราบพลัคสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวกเมื่อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอผู้ป่วยอาจเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือในบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนเลยจนกว่าจะเกิดภาวะรุนแรง เช่น หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญมาก เพราะยิ่งพบและรักษาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย และช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสป้องกันไม่ให้โรคพัฒนาไปสู่ภาวะร้ายแรงในอนาคต
อาการหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นอย่างไร
อาการหลอดเลือดหัวใจตีบทั่วไป
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับตรงกลางอก อาจลามไปแขนซ้าย คอ หรือกราม
- เหนื่อยง่าย เมื่อทำกิจกรรมที่เคยทำได้โดยไม่เหนื่อย
- ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดปกติ
- เวียนศีรษะหรือหน้ามืด
อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปเมื่อพักหรือทานยาตามแพทย์สั่งแต่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ
อาการหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันและอันตราย
- เจ็บหน้าอกรุนแรงและต่อเนื่อง นานกว่า 15-20 นาที หรือไม่หายแม้พักแล้วก็ตาม
- เจ็บร้าวไปแขน ขา คอ หลัง หรือกราม
- หายใจลำบาก รู้สึกขาดอากาศทันที
- เหงื่อออกมาก หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน
- หมดสติหรือใกล้เป็นลม
อาการเฉียบพลันเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วสามารถช่วยชีวิตได้
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ
การสะสมของไขมันและคราบพลัค ไขมัน แคลเซียม และคราบพลัคเกาะสะสมตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบแคบลง
ความดันโลหิตสูง ความดันสูงทำให้ผนังหลอดเลือดถูกทำร้ายและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
ภาวะไขมันในเลือดสูง ทำให้ไขมันเลว (LDL) สะสมในหลอดเลือดมากขึ้น เกิดการอุดตันได้ง่าย
การสูบบุหรี่ สารพิษในควันบุหรี่ทำลายเยื่อบุหลอดเลือด เพิ่มโอกาสการเกิดคราบพลัคและการแข็งตัวของหลอดเลือด
โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลที่สูงอย่างต่อเนื่องทำให้หลอดเลือดเสื่อม เสี่ยงต่อหลอดเลือดตีบมากขึ้น
พันธุกรรม หากครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ ความเสี่ยงของผู้ป่วยจะสูงขึ้นกว่าปกติ
พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารไขมันสูง ไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
ความเครียดเรื้อรัง ฮอร์โมนความเครียดส่งผลต่อความดันโลหิตและการอักเสบในร่างกาย ทำให้เกิดหลอดเลือดตีบได้ง่ายขึ้น
แนวทางป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบ
การป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นเรื่องสำคัญเพราะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจขาดเลือดและหัวใจวาย การดูแลหัวใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดี ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว
- เลิกสูบบุหรี่ เพราะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจมากถึง 3 เท่า
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
- ควบคุมความดันโลหิตให้ < 140/90 มม. ปรอท
- ลดไขมันในเลือด โดยเฉพาะ LDL และทรายกลีเซอไรด์
- ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-6 วัน วันละ 30 นาที ที่อัตราการเต้น 60-80 % ของอัตราเป้าหมาย
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในช่วง BMI 18.5-23.5 กก./ตร.ม. สำหรับคนไทย
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- ลดความเครียดและพักผ่อนเพียงพอ
- เลือกรับประทานอาหารเพื่อหัวใจ
- ตรวจสุขภาพประจำปี
ที่มา โรงพยาบาลวิภาวดี







