
เปิดวิชัน “นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล” CEO บางมดเอสเธติค ดันตลาดความงามไทยสู่เมดิคัลฮับ
เปิดวิชัน Gen 2 ‘นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล’ CEO ‘บางมดเอสเธติค’ สานต่อตำนาน 40 ปี ชู 3 แกนหลัก ‘ศัลยกรรม-ผิวหนัง-Wellness’มุ่งเป้าโต 20% ต่อปี พร้อมดันไทยสู่เมดิคัลฮับความงาม
KEY
POINTS
- นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค วางวิสัยทัศน์ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ด้านศัลยกรรมความงาม
- ชูจุดแข็งด้านมาตรฐานความปลอดภัยและผลลัพธ์ ไม่แข่งขันด้านราคา โดยใช้หลักการ "ทำเท่าที่จำเป็น แต่ตรงกับปัญหา" ทำให้ลูกค้า 60-70% มาจากการบอกต่อ
- ตั้งเป้าเติบโตปีละ 10-20% ขยายฐานลูกค้าต่างชาติและกลุ่ม LGBTQ+ พร้อมวางแผนนำโรงพยาบาลเข้าตลาดหลักทรัพย์ใน 2-3 ปีข้างหน้า
- เสนอโมเดลเชื่อมโยงโรงพยาบาลและคลินิก พร้อมเน้นการสร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับวงการศัลยกรรมไทยโดยรวม
ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามไทย ปี 2569 จะมีมูลค่าราว 76,000 ล้านบาท เติบโตแบบชะลอตัวราว 1% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เติบโต 1.6% มีมูลค่าประมาณ 75,200 ล้านบาท แต่การแข่งขันยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่อย่าง LGBTQAI+, Gen Z และผู้ชาย
ขณะที่โครงสร้างตลาดสามารถแบ่งเป็นคลินิก 85% โรงพยาบาล 15% ซึ่งสัดส่วนของโรงพยาบาลจะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าคลินิก ด้วยจุดแข็งทางด้านมาตรฐานการรักษาสูงกว่า เพราะการศัลยกรรมแบบผ่าตัดสูงถึง 74% ขณะที่แบบไม่ผ่าตัดมีเพียง 26% โดยการศัลยกรรมยอดนิยมคือ ตา จมูก หน้าอก แต่ในภาพรวมศัลยกรรมใบหน้ามีสัดส่วนสูงสุดถึง 46% จากบริการทั้งหมด
สอดคล้องกับแบรนด์โรงพยาบาล “บางมด” ที่เติบโตมานานกว่า 40 ปี กับโจทย์ใหม่ของ Generation 2 ที่ได้ก้าวสู่สมรภูมิของผู้ให้บริการด้าน “ศัลยกรรมและความงาม” ในนาม “โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค” (Bangmod Aesthetic Hospital) โรงพยาบาลใหม่อีกหนึ่งแห่ง ที่ยกระดับมาตรฐานการแพทย์ เทคโนโลยี และผลลัพธ์ สู่การเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น Medical Hub ด้านศัลยกรรมความงาม
ภายใต้วิสัยทัศน์ของ “นายแพทย์ธนัญชัย อัศดามงคล” ศัลยแพทย์ตกแต่งและ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากจุดเริ่มต้นธุรกิจครอบครัวแพทย์ โดยนายแพทย์สุรสิทธิ์ อัศดามงคล (คุณพ่อ) ก่อตั้งโรงพยาบาลบางมดในรูปแบบ General Hospital มาวันนี้โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค เปิดดำเนินการประมาณ 1 ปีแล้ว และเป็นโรงพยาบาลสำหรับธุรกิจความงามเฉพาะ
“ผมเป็นทายาทเข้ามาสานต่อธุรกิจจากรุ่นคุณพ่อและคุณแม่ และเลือกเรียนต่อด้านศัลยกรรมตกแต่งรวมแล้วกว่า 14 ปี ก่อนกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว และเข้ามาบริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคในบทบาท CEO วางทิศทางให้ธุรกิจความงามเดินหน้าไปพร้อมกัน 3 แกน ทั้งศัลยกรรม ผิวหนัง และ Wellness”
โดยการรับช่วงธุรกิจจากรุ่นพ่อ ไม่ใช่เพียงชื่อของ “บางมด” แต่คือ “หลักคิด” เพราะการทำศัลยกรรมความงามไม่ใช่สินค้าทั่วไป ที่ไม่พอใจก็เปลี่ยนใหม่ได้ แต่เป็นการผ่าตัดบนใบหน้าและร่างกายผู้เข้ารับบริการ ต้องมีความปลอดภัยและผลลัพธ์ดี รวมทั้งความซื่อสัตย์กับคนไข้ กลายเป็น Key Success สำคัญที่ได้รับสืบทอดมา
“หลักการคือไม่ขายเกินความจำเป็น และต้องบอกข้อดี ข้อเสียกับผู้รับบริการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง และมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น ทำให้คนไข้ของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคประมาณ 60-70% มาจากการบอกต่อของญาติ พี่น้อง และคนใกล้ตัว มากกว่าการรับรู้จากโฆษณา”
นายแพทย์ธนัญชัย บอกอีกว่า ธุรกิจความงามมีโอกาสเติบโตสูงจาก 2 ปัจจัย คือ 1. ทัศนคติของสังคมที่เปลี่ยนไป จากอดีตคนทำศัลยกรรมอาจต้องปกปิด ปัจจุบันกลับถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองและการรักตัวเอง 2. เทคโนโลยีและเทคนิคการผ่าตัดที่พัฒนาไปไกล มีทั้งการส่องกล้องและเทคนิคการผ่าตัดในชั้นลึก
โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคก็เช่นเดียวกัน ได้พัฒนา “เทคนิคบางมด” ต่อยอดจาก General Hospital วางตัวเป็นโรงพยาบาลที่สามารถดูแลคนไข้ได้ครบวงจร ทั้งการทำตา ทำจมูก ดูดไขมัน เสริมหน้าอก หรือการดึงหน้าที่เป็นเทรนด์หลักในปัจจุบันจนนำไปสู่การเปิดศูนย์เฉพาะทางด้านการดึงหน้าโดยตรง
อีกแนวคิดที่ต้องการสร้างคือ One Stop Service สำหรับศัลยกรรมและความงาม คนไข้ที่เข้ามารับบริการไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัดทุกคน แต่สามารถมาปรึกษาแพทย์ประเมินได้ก่อน เพราะบางคนอาจยังไม่ถึงขั้นต้องผ่าตัด และสามารถดูแลด้วย Skin Laser Botox หรือ Filler ได้
“เป้าหมายคือให้คนไข้ได้รับการประเมินจากแพทย์หลายด้าน ก่อนเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด “ทำเท่าที่จำเป็น แต่ต้องตรงกับปัญหา” แม้การแข่งขันในตลาดนี้จะรุนแรง แต่เราเลือกวางตำแหน่งแตกต่างออกไป ไม่แข่งเรื่องราคา ไม่แข่งด้วยจำนวนเคส เพียงแค่ให้ผลลัพธ์และมาตรฐานอยู่ในระดับสูง”
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคก็ยังต้องพัฒนาการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนส่วนใหญ่ถูกเทไปยังเครื่องมือ สถานที่ และทีมแพทย์ มากกว่าการทำตลาด ผู้รับบริการจำนวนมากรู้จักบางมดจาก Word of Mouth แต่ชื่อแบรนด์อาจยังไปไม่ถึงคนในวงกว้างเท่าที่ต้องการ
นพ.ธนันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันคนไข้ของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคประมาณ 80% เป็นคนไทย และ 20% เป็นต่างชาติ โดยกลุ่มต่างชาติเริ่มเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% มาจากหลากหลายประเทศ เช่นสหรัฐฯ เยอรมนี ออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ ถือว่ามีโอกาสขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้ได้อีกมาก
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม LGBTQ+ ที่ถือว่าโดดเด่น เพราะความต้องการของผู้รับบริการคนกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแปลงเพศ ยังรวมถึงการปรับโครงสร้างใบหน้าให้มีความ Feminine มากขึ้น การปรับโครงสร้างใบหน้าจากชายเป็นหญิงหรือหญิงเป็นชาย ไปจนถึงการทำหน้าอก การปรับฮอร์โมน และหัตถการเล็ก ๆ อีกด้วย
ถัดมาคือเรื่อง Wellness แม้ไม่ได้วางไว้ให้เป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มรายได้ แต่เวลเนส เป็นส่วนเติมเต็มของการดูแลคนไข้ ตั้งแต่การนอน อาหาร ฮอร์โมน วิตามิน ไปจนถึงการออกกำลังกายและกายภาพบำบัด ซึ่งหากดูแลเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่สุขภาพภายในไม่ดี คุณภาพชีวิตก็อาจไม่ได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง
ดังนั้น เป้าหมายทางธุรกิจคือต้องการให้มีรายได้เติบโตประมาณ 10-20% ต่อปี ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างตัวเลขทางธุรกิจ แต่เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนกลับมาพัฒนามาตรฐานของโรงพยาบาล โดยมีแผนที่จะนำโรงพยาบาลเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีกประมาณ 2-3 ปี ข้างหน้า และเมื่อมองไปอีก 3-5 ปี มีเป้าหมายที่จะเป็นส่วนหนึ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub” ด้านศัลยกรรมความงาม
“ในอนาคตโมเดลที่ผมมองคือ การเชื่อมโยงโรงพยาบาลและคลินิกเข้าด้วยกัน คลินิกรับเคสที่ไม่ซับซ้อน ส่วนเคสที่ต้องใช้ทีมแพทย์เฉพาะทาง เครื่องมือ หรือการดูแลที่ซับซ้อน สามารถส่งต่อมายังโรงพยาบาลที่มีความพร้อม หากระบบนี้เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องให้โรงพยาบาลแห่งใดแห่งหนึ่งเดินคนเดียว แต่ทุกส่วนสามารถนำความเชี่ยวชาญของตัวเองมาประกอบเป็นระบบเดียวกันได้”
อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนวงการศัลยกรรมความงามไทยตั้งแต่ระดับรากฐานคือเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การจัดประชุม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาพัฒนา
แม้แพทย์ไทยจะมีศักยภาพที่จะทัดเทียมนานาชาติได้อยู่แล้ว แต่โจทย์คือไม่ใช่เพียงการทำตลาด แต่ต้องสร้าง “ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง” ให้เพิ่มขึ้น หากประเทศไทยสร้างระบบนี้ได้ และผลลัพธ์การรักษาดี แผลเล็ก เจ็บน้อย และเป็นธรรมชาติ การบอกต่อก็จะกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่เกิดขึ้นเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ







