thansettakij
thansettakij
เปิดวิชัน “นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล”  CEO บางมดเอสเธติค ดันตลาดความงามไทยสู่เมดิคัลฮับ

เปิดวิชัน “นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล” CEO บางมดเอสเธติค ดันตลาดความงามไทยสู่เมดิคัลฮับ

23 ส.ค. 69 | 02:35 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ส.ค. 69 | 02:38 น.

เปิดวิชัน Gen 2 ‘นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล’ CEO ‘บางมดเอสเธติค’ สานต่อตำนาน 40 ปี ชู 3 แกนหลัก ‘ศัลยกรรม-ผิวหนัง-Wellness’มุ่งเป้าโต 20% ต่อปี พร้อมดันไทยสู่เมดิคัลฮับความงาม

KEY

POINTS

  • นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค วางวิสัยทัศน์ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ด้านศัลยกรรมความงาม
  • ชูจุดแข็งด้านมาตรฐานความปลอดภัยและผลลัพธ์ ไม่แข่งขันด้านราคา โดยใช้หลักการ "ทำเท่าที่จำเป็น แต่ตรงกับปัญหา" ทำให้ลูกค้า 60-70% มาจากการบอกต่อ
  • ตั้งเป้าเติบโตปีละ 10-20% ขยายฐานลูกค้าต่างชาติและกลุ่ม LGBTQ+ พร้อมวางแผนนำโรงพยาบาลเข้าตลาดหลักทรัพย์ใน 2-3 ปีข้างหน้า
  • เสนอโมเดลเชื่อมโยงโรงพยาบาลและคลินิก พร้อมเน้นการสร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับวงการศัลยกรรมไทยโดยรวม

ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามไทย ปี 2569 จะมีมูลค่าราว 76,000 ล้านบาท เติบโตแบบชะลอตัวราว 1% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เติบโต 1.6% มีมูลค่าประมาณ 75,200 ล้านบาท แต่การแข่งขันยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่อย่าง LGBTQAI+, Gen Z และผู้ชาย

ขณะที่โครงสร้างตลาดสามารถแบ่งเป็นคลินิก 85% โรงพยาบาล 15% ซึ่งสัดส่วนของโรงพยาบาลจะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าคลินิก ด้วยจุดแข็งทางด้านมาตรฐานการรักษาสูงกว่า เพราะการศัลยกรรมแบบผ่าตัดสูงถึง 74% ขณะที่แบบไม่ผ่าตัดมีเพียง 26% โดยการศัลยกรรมยอดนิยมคือ ตา จมูก หน้าอก แต่ในภาพรวมศัลยกรรมใบหน้ามีสัดส่วนสูงสุดถึง 46% จากบริการทั้งหมด

มูลค่าตลาดศัลยกรรมและความงามไทย

สอดคล้องกับแบรนด์โรงพยาบาล “บางมด” ที่เติบโตมานานกว่า 40 ปี กับโจทย์ใหม่ของ Generation 2 ที่ได้ก้าวสู่สมรภูมิของผู้ให้บริการด้าน “ศัลยกรรมและความงาม” ในนาม “โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค” (Bangmod Aesthetic Hospital) โรงพยาบาลใหม่อีกหนึ่งแห่ง ที่ยกระดับมาตรฐานการแพทย์ เทคโนโลยี และผลลัพธ์ สู่การเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น Medical Hub ด้านศัลยกรรมความงาม

ภายใต้วิสัยทัศน์ของ “นายแพทย์ธนัญชัย อัศดามงคล” ศัลยแพทย์ตกแต่งและ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากจุดเริ่มต้นธุรกิจครอบครัวแพทย์ โดยนายแพทย์สุรสิทธิ์ อัศดามงคล (คุณพ่อ) ก่อตั้งโรงพยาบาลบางมดในรูปแบบ General Hospital มาวันนี้โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค เปิดดำเนินการประมาณ 1 ปีแล้ว และเป็นโรงพยาบาลสำหรับธุรกิจความงามเฉพาะ

“ผมเป็นทายาทเข้ามาสานต่อธุรกิจจากรุ่นคุณพ่อและคุณแม่ และเลือกเรียนต่อด้านศัลยกรรมตกแต่งรวมแล้วกว่า 14 ปี ก่อนกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว และเข้ามาบริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคในบทบาท CEO วางทิศทางให้ธุรกิจความงามเดินหน้าไปพร้อมกัน 3 แกน ทั้งศัลยกรรม ผิวหนัง และ Wellness”

โดยการรับช่วงธุรกิจจากรุ่นพ่อ ไม่ใช่เพียงชื่อของ “บางมด” แต่คือ “หลักคิด” เพราะการทำศัลยกรรมความงามไม่ใช่สินค้าทั่วไป ที่ไม่พอใจก็เปลี่ยนใหม่ได้ แต่เป็นการผ่าตัดบนใบหน้าและร่างกายผู้เข้ารับบริการ ต้องมีความปลอดภัยและผลลัพธ์ดี รวมทั้งความซื่อสัตย์กับคนไข้ กลายเป็น Key Success สำคัญที่ได้รับสืบทอดมา

ข้อมูลภาพรวม Bangmood Aesthetic Hospital

“หลักการคือไม่ขายเกินความจำเป็น และต้องบอกข้อดี ข้อเสียกับผู้รับบริการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง และมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น ทำให้คนไข้ของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคประมาณ 60-70% มาจากการบอกต่อของญาติ พี่น้อง และคนใกล้ตัว มากกว่าการรับรู้จากโฆษณา”

นายแพทย์ธนัญชัย บอกอีกว่า ธุรกิจความงามมีโอกาสเติบโตสูงจาก 2 ปัจจัย คือ 1. ทัศนคติของสังคมที่เปลี่ยนไป จากอดีตคนทำศัลยกรรมอาจต้องปกปิด ปัจจุบันกลับถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองและการรักตัวเอง 2. เทคโนโลยีและเทคนิคการผ่าตัดที่พัฒนาไปไกล มีทั้งการส่องกล้องและเทคนิคการผ่าตัดในชั้นลึก

โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคก็เช่นเดียวกัน ได้พัฒนา “เทคนิคบางมด” ต่อยอดจาก General Hospital วางตัวเป็นโรงพยาบาลที่สามารถดูแลคนไข้ได้ครบวงจร ทั้งการทำตา ทำจมูก ดูดไขมัน เสริมหน้าอก หรือการดึงหน้าที่เป็นเทรนด์หลักในปัจจุบันจนนำไปสู่การเปิดศูนย์เฉพาะทางด้านการดึงหน้าโดยตรง

อีกแนวคิดที่ต้องการสร้างคือ One Stop Service สำหรับศัลยกรรมและความงาม คนไข้ที่เข้ามารับบริการไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัดทุกคน แต่สามารถมาปรึกษาแพทย์ประเมินได้ก่อน เพราะบางคนอาจยังไม่ถึงขั้นต้องผ่าตัด และสามารถดูแลด้วย Skin Laser Botox หรือ Filler ได้

“เป้าหมายคือให้คนไข้ได้รับการประเมินจากแพทย์หลายด้าน ก่อนเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด “ทำเท่าที่จำเป็น แต่ต้องตรงกับปัญหา” แม้การแข่งขันในตลาดนี้จะรุนแรง แต่เราเลือกวางตำแหน่งแตกต่างออกไป ไม่แข่งเรื่องราคา ไม่แข่งด้วยจำนวนเคส เพียงแค่ให้ผลลัพธ์และมาตรฐานอยู่ในระดับสูง”

สถานการณ์การศัลยกรรมไทยในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคก็ยังต้องพัฒนาการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนส่วนใหญ่ถูกเทไปยังเครื่องมือ สถานที่ และทีมแพทย์ มากกว่าการทำตลาด ผู้รับบริการจำนวนมากรู้จักบางมดจาก Word of Mouth แต่ชื่อแบรนด์อาจยังไปไม่ถึงคนในวงกว้างเท่าที่ต้องการ

นพ.ธนันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันคนไข้ของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคประมาณ 80% เป็นคนไทย และ 20% เป็นต่างชาติ โดยกลุ่มต่างชาติเริ่มเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% มาจากหลากหลายประเทศ เช่นสหรัฐฯ เยอรมนี ออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ ถือว่ามีโอกาสขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้ได้อีกมาก

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม LGBTQ+ ที่ถือว่าโดดเด่น เพราะความต้องการของผู้รับบริการคนกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแปลงเพศ ยังรวมถึงการปรับโครงสร้างใบหน้าให้มีความ Feminine มากขึ้น การปรับโครงสร้างใบหน้าจากชายเป็นหญิงหรือหญิงเป็นชาย ไปจนถึงการทำหน้าอก การปรับฮอร์โมน และหัตถการเล็ก ๆ อีกด้วย

ถัดมาคือเรื่อง Wellness แม้ไม่ได้วางไว้ให้เป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มรายได้ แต่เวลเนส เป็นส่วนเติมเต็มของการดูแลคนไข้ ตั้งแต่การนอน อาหาร ฮอร์โมน วิตามิน ไปจนถึงการออกกำลังกายและกายภาพบำบัด ซึ่งหากดูแลเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่สุขภาพภายในไม่ดี คุณภาพชีวิตก็อาจไม่ได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

นายแพทย์ธนัญชัย อัศดามงคล ศัลยแพทย์ตกแต่งและ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค

ดังนั้น เป้าหมายทางธุรกิจคือต้องการให้มีรายได้เติบโตประมาณ 10-20% ต่อปี ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างตัวเลขทางธุรกิจ แต่เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนกลับมาพัฒนามาตรฐานของโรงพยาบาล โดยมีแผนที่จะนำโรงพยาบาลเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีกประมาณ 2-3 ปี ข้างหน้า และเมื่อมองไปอีก 3-5 ปี มีเป้าหมายที่จะเป็นส่วนหนึ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub” ด้านศัลยกรรมความงาม

“ในอนาคตโมเดลที่ผมมองคือ การเชื่อมโยงโรงพยาบาลและคลินิกเข้าด้วยกัน คลินิกรับเคสที่ไม่ซับซ้อน ส่วนเคสที่ต้องใช้ทีมแพทย์เฉพาะทาง เครื่องมือ หรือการดูแลที่ซับซ้อน สามารถส่งต่อมายังโรงพยาบาลที่มีความพร้อม หากระบบนี้เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องให้โรงพยาบาลแห่งใดแห่งหนึ่งเดินคนเดียว แต่ทุกส่วนสามารถนำความเชี่ยวชาญของตัวเองมาประกอบเป็นระบบเดียวกันได้”

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนวงการศัลยกรรมความงามไทยตั้งแต่ระดับรากฐานคือเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การจัดประชุม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาพัฒนา

แม้แพทย์ไทยจะมีศักยภาพที่จะทัดเทียมนานาชาติได้อยู่แล้ว แต่โจทย์คือไม่ใช่เพียงการทำตลาด แต่ต้องสร้าง “ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง” ให้เพิ่มขึ้น หากประเทศไทยสร้างระบบนี้ได้ และผลลัพธ์การรักษาดี แผลเล็ก เจ็บน้อย และเป็นธรรมชาติ การบอกต่อก็จะกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่เกิดขึ้นเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ