
ไทยรุกฮับสารสกัดโลก ดันงาน Vitafoods Asia 2026 รับเทรนด์สุขภาพ
ไทยเร่งเครื่องสู่ฮับ “สารสกัด“ ในงาน Vitafoods Asia 2026 ชู "กระชายดำ" เป็นเรือธงเทียบชั้นโสมเกาหลี พร้อมปลดล็อกกฎ อย. ดันงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ
KEY
POINTS
- อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน Vitafoods Asia 2026 ในเดือนกันยายน 2569 เพื่อผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสารสกัดเพื่อสุขภาพระดับโลก ตอบรับตลาดโภชนเภสัชที่เติบโตสูง
- ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันยกระดับอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเน้นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สารสกัดสมุนไพรไทย เช่น กระชายดำ
- อย. ปรับบทบาทเป็นผู้ส่งเสริม โดยเร่งจัดทำ Positive List หรือบัญชีรายชื่อสารสกัดที่ผ่านการรับรอง เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ผลิตและสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
ข้อมูลจาก Grand View Research และ Fortune Business Insights ประเมิน ตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2576–2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.7–10.58% และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ APAC ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลัก ด้วยส่วนแบ่งตลาดเกือบ 40% ของมูลค่าตลาดโลก
ทั้งตลาดโภชนเภสัช ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสารสกัดเพื่อสุขภาพ ก็กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยกำลังถูกจับตามองในฐานะแหล่งวัตถุดิบและฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคเอเชีย ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับ Healthy Aging และ Longevity
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จึงเตรียมจัดงาน Vitafoods Asia 2026 ภายใต้แนวคิด “Nutraceuticals Trends Across Generations” ระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมที่ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคตั้งแต่ Gen Z, Millennials, Gen X ไปจนถึง Baby Boomers ผ่านงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรมส่วนผสม และเครือข่ายธุรกิจระดับโลก
นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ–ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า งานในปี 2569 นี้รวมพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมกว่า 16,000 คน และรวบรวมบริษัทจากกว่า 40 ประเทศ มากกว่า 600 บริษัท พร้อมไฮไลต์ใหม่ทั้ง Australia Pavilion, Pet Nutraceutical Showcase และ Thailand Health Product Awards
ตลาดโลกโตแรง ดันไทยสู่ฐานการผลิตอาเซียน
ทั้งนี้ ตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทยเติบโตด้วย CAGR 9.5% และคาดว่าจะขยับแตะ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2567 ซึ่งไทยมีความพร้อมแต่ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ตลอดจนฐานการผลิต OEM/ODM ที่ได้มาตรฐานสากล เป็สโอกาสให้ไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกสำคัญของอาเซียนได้
โดยพฤติกรรมของแต่ละ Generation กำลังสร้างตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างชัดเจน โดย Gen Z และ Millennials ให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้ สุขภาพจิต และรูปแบบการบริโภคที่สะดวก เช่น กัมมี่ ขณะที่ Gen X และ Baby Boomers ขับเคลื่อนตลาดผลิตภัณฑ์ชะลอวัย สุขภาพข้อต่อ สุขภาพสมอง และการป้องกันโรคเรื้อรัง
ความหลากหลายดังกล่าวทำให้ Personalized Nutrition กลายเป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม เพราะผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียง “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” แต่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพของตัวเองมากขึ้น
นางสาวรุ้งเพชร กล่าวว่า ปัจจุบันแต่ละประเทศต่างพยายามสร้าง Position ของตัวเองในตลาดโลก เช่น อินโดนีเซียที่โดดเด่นด้านอาหารเสริม หรืออินเดียที่ผลักดัน Ashwagandha ขณะที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเริ่มลงทุนใหม่ทั้งหมด แต่ต้องพัฒนาตลอดทั้งวงจร ตั้งแต่การเพาะปลูกให้ได้สารสำคัญในระดับสูง การสกัด การผลิต ไปจนถึงการสร้างแบรนด์
5 โอกาสทองไทย เพิ่มมูลค่าจากสารสกัดถึงแบรนด์
โดยตลาดในอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เป็นตลาดใหญ่และมีโอกาสมาก จากการศึกษาของ Vitafoods มี 5 กลุ่มที่ถือเป็น Potential สำคัญของไทย ได้แก่ สารสกัดสมุนไพร, OEM/Contract Manufacturing, Healthy Aging และ Supplement, Functional Food และ Probiotics สามารถรุกตลาดได้สูง โดยเฉพาะสารสกัดสมุนไพร
ดังนั้น งาน Vitafoods Asia จะช่วยสะท้อนการขยายตัวของผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย แบ่งธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Ingredient, Contract Manufacturing, Finished Product และ Service & Equipment พร้อมเวทีสัมมนาและกิจกรรมด้าน Nutraceutical, Sensory Box, Factor Master Class รวมถึงกิจกรรม A2C ที่นำงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมาพบกับภาคธุรกิจ เพื่อผลักดัน “งานวิจัยบนหิ้งสู่ห้าง”
รัฐบาลต่อจิ๊กซอว์ต้นน้ำ ดันวิทยาศาสตร์เพิ่มมูลค่าสารสกัด
ด้าน ศาสตราจารย์ (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีการใช้สมุนไพรมายาวนาน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรจึงต้องเดินหน้าสู่ “สารสกัด”
แต่การสกัดเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องพิสูจน์ว่าสารสำคัญสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะในเทรนด์ Health and Wellness, Healthy Aging และ Longevity และภาครัฐได้เริ่มบูรณาการนำผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมาดูร่วมกันแล้ว เพื่อเพิ่มรายชื่อใน Positive List ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการเพื่อผลักดันเศรษฐกิจจากสารสำคัญในพืชให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเมื่อขึ้นทะเบียนกับ อย. แล้ว สามารถผลิตและอ้างอิงได้ทันที
อย. เปลี่ยนบทบาทจาก Regulator สู่ Facilitator
เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า บทบาทของแต่ละฝ่ายในระบบนิเวศอุตสาหกรรมมีความเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่งานวิจัย การอนุญาต ไปจนถึงการตลาด ซึ่งประเทศไทยมีพืชหลากหลาย แต่โจทย์สำคัญคือการขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอต่อการสร้างการยอมรับในระดับสากล
“ตอนนี้ อย. พร้อมที่จะช่วยผู้ประกอบการ เราไม่ได้รออยู่ที่ตั้ง แต่เราส่งเสริมให้ท่านผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน โดยเราเข้าไปช่วยดูแลตั้งแต่ต้นน้ำค่ะ สิ่งที่ อย. กำลังผลักดันคือการค้นหาพืชและสารสกัดที่มีศักยภาพ แล้วทำงานร่วมกับภาควิจัยเพื่อจัดทำ Positive List หรือรายการสารที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องทำวิจัยซ้ำ หากเลือกใช้สารในรายการตามปริมาณที่กำหนด ก็สามารถดำเนินการได้ทันที”
ดังนั้น สารสกัดคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้พืชในระดับกลางน้ำ ด้วยการนำสารออกฤทธิ์มาใช้ประโยชน์ และการก้าวสู่เวทีโลกจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง เป้าหมายคือการขึ้นทะเบียน Positive List ให้ได้ 150 รายการ โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเพิ่มได้แล้ว 16 รายการ เช่น ลูทีน, DHA และสารสกัดชาเขียว
หนึ่งใน Flagship Ingredient ที่ถูกวางเป้าหมายไว้คือ กระชายดำ ซึ่งสอดคล้องกับความสนใจด้าน Metabolism การควบคุมน้ำหนัก และการนอนหลับ อีกทั้งประเทศไทยมีศักยภาพในการเพาะปลูก โดยยุทธศาสตร์คือยกระดับกระชายดำให้เป็นเหมือนโสมเกาหลี
เอกชนชี้ Pain Point ต้องพิสูจน์คุณค่าและสร้าง Ecosystem
นางสาวสินิทธ์นุช ลีพัฒนะพันธ์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สารสกัดไทยมีโอกาสอย่างมากที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ตลาดและผู้ประกอบการ แต่เรื่องวัตถุดิบอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องมีเรื่องของงานวิจัยรองรับ รวมถึงมาตรฐานที่สร้างความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับในเรื่องของความปลอดภัย และสร้างการสื่อสารในเชิงการตลาดและเชิงพาณิชย์เพื่อแข่งขันได้ในอนาคต
โดย Pain Point สำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องการนำสารสกัดไทยมาใช้เพื่อสร้างความแตกต่างและอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสามารถพิสูจน์คุณค่าด้วยงานวิจัยได้ มีอยู่ Positive List และ Ecosystem ที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ถึงกลายเป็นอาวุธสำคัญในการพาสารสกัดไทยเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก ต่อยอดสู่การเป็น Wellness Hub อย่างแท้จริง
สำหรับงาน Vitafoods Asia 2026 ปีนี้มีไฮไลต์สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
- Australia Pavilion เปิดพื้นที่นำเสนอนวัตกรรมส่วนผสมคุณภาพสูงจากออสเตรเลีย พร้อมสร้างโอกาสจับคู่ทางธุรกิจระดับสากล
- Pet Nutraceutical Showcase โซนใหม่ที่รวมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนผสม และโซลูชันสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง รองรับกระแส Pet Humanization และ Pet Nutraceuticals
- Thailand Health Product Awards เวทีประกวดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูปของไทย เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยไทยนำเสนอศักยภาพการแปรรูปสารสกัดท้องถิ่น และยกระดับผลิตภัณฑ์สู่มาตรฐานสากล
ทั้งนี้ ภาพใหญ่ของงาน Vitafoods Asia 2026 จัไม่ได้หยุดอยู่ที่การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทย จากประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบไปสู่ประเทศที่สามารถสร้างสารสกัดมูลค่าสูง ผลิตผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ และส่งออกสู่ตลาดโลก
เมื่อภาควิจัยสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ภาครัฐทำหน้าที่เชื่อมต่อและลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ขณะที่ภาคเอกชนรับช่วงต่อไปสู่การผลิตและการตลาด โอกาสของสารสกัดไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงการ “ปลูกให้ได้” แต่ต้องไปให้ถึง “สกัดให้ดี วิจัยให้ชัด ผลิตให้ได้มาตรฐาน และขายให้โลกยอมรับ”







