
เด็กไทย 10-19 ปี ติดเค็ม-ความดันพุ่ง จี้รัฐใช้ “ภาษีโซเดียม” สกัดโรค NCDs
สถิติเด็กไทยวัย 10-19 ปี ความดันโลหิตสูงพุ่ง 10% เหตุกินโซเดียมเกือบ 2 เท่าของเกณฑ์แนะนำ เครือข่ายลดบริโภคเค็มจี้รัฐเดินหน้าภาษีโซเดียม สกัด “ติดเค็ม” ก่อนป่วย NCDs
KEY
POINTS
- เด็กและเยาวชนไทยอายุ 10-19 ปี มีภาวะความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นเป็น 10% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐานและเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
- เครือข่ายลดบริโภคเค็มและนักวิชาการเสนอให้ภาครัฐบังคับใช้มาตรการ "ภาษีโซเดียม" กับสินค้าที่มีโซเดียมสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว
- เป้าหมายของภาษีโซเดียมคือการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรลดความเค็มในผลิตภัณฑ์ และเป็นกลไกราคาให้ผู้บริโภคหันมาเลือกสินค้าที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
ปัญหา “กินเค็ม” กำลังถูกยกระดับจากเรื่องพฤติกรรมการกินธรรมดา สู่สัญญาณเตือนด้านสุขภาพครั้งใหญ่ของประเทศ เมื่อเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดสถิติเด็กไทยอายุ 10-19 ปี เข้าเกณฑ์ภาวะความดันโลหิตสูงประมาณ 10% เพิ่มจากปีก่อน ๆ ซึ่งพบราว 9.4% ขณะที่คนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไปบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงถึง 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบกับปริมาณที่แนะนำไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน สะท้อนพฤติกรรมบริโภคเค็มที่กำลังลากปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ลงมาสู่คนรุ่นใหม่
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาอภิปราย ในงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 24 (CDoH) ภายใต้สโลแกน “หวาน เค็ม เมา ควัน—กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” โดยเครือข่ายลดบริโภคเค็ม พร้อมผลักดันมาตรการเชิงนโยบาย โดยเฉพาะ ภาษีโซเดียม (Sodium Tax) สำหรับสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูง ควบคู่การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร
เด็กไทยเริ่มเสี่ยง “ความดันสูง” ตั้งแต่วัยเรียน
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า เครือข่ายต้องการสร้างความเข้าใจว่า การบริโภคเค็มและโซเดียมเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน และตัวเลขที่น่ากังวลคือ เด็กอายุ 10-19 ปี มีความดันเลือดเข้าเกณฑ์ภาวะความดันเลือดสูงประมาณ 10% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ ที่พบประมาณ 9.4%
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากรายงานการศึกษาสถานการณ์การบริโภคอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และความรอบรู้ด้านอาหารของประชากรไทย พบว่า คนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไปบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉลี่ย 22 กรัมต่อวันในเพศชาย และ 14 กรัมต่อวันในเพศหญิง ส่วนการบริโภคขนมขบเคี้ยวเฉลี่ย 32 กรัมต่อวันในเพศชาย และ 29 กรัมต่อวันในเพศหญิง
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าอาหารบรรจุหีบห่อ โดยเฉพาะอาหารกึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว กลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการป้องกันเด็กและวัยรุ่นไม่ให้เข้าสู่วงจร “ติดเค็ม” ตั้งแต่ต้นชีวิต
"ภายใน 2-5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีสารทดแทนเกลือ และตั้งเป้ามีเครื่องมือวัดความเค็ม หรือ Salt Meter จำนวน 20,000 เครื่องในชุมชนทั่วประเทศ พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดโซเดียมเพิ่มขึ้น"
“รณรงค์อย่างเดียวเอาไม่อยู่” ต้องใช้กฎหมายกดเกมโซเดียม
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า แม้ภาครัฐรณรงค์สร้างความรอบรู้ด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง แต่เครือข่ายลดบริโภคเค็มมองว่า “การรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นได้” ทำได้เพียงชะลอการดำเนินโรคในกลุ่มผู้ป่วยเดิมเท่านั้น
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่เสนอให้ปรับจากการขอความร่วมมือ ไปสู่ มาตรการบังคับทางกฎหมายผ่านภาษีโซเดียม (Sodium Tax) ควบคู่กับการกำหนด เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม (Sodium Benchmark) สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย
โดยเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกใช้เป็นกรอบเป้าหมายให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรอาหาร หรือ Reformulation โดยวางเป้าหมายระยะยาวให้ทยอยลดปริมาณโซเดียมลง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคค่อย ๆ ปรับตัวกับรสชาติใหม่ โดยไม่รู้สึกว่าสูญเสียรสชาติเดิม
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขโซเดียม แต่คือการ ปรับสภาพแวดล้อมด้านอาหารและคุ้มครองสุขภาพของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน
คนไทยกินโซเดียมเกิน เร่งดัน “ภาษีความเค็ม” สกัดติดเค็มตั้งแต่เด็ก
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากการประชุมปรึกษาหารือการขับเคลื่อนมาตรการลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารด้วยนโยบาย Tax and Non-Tax พบว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าปริมาณที่แนะนำ 2,000 มิลลิกรัมต่อวันเกือบ 2 เท่า
กลุ่มที่ต้องจับตาคือ Packaged Food หรืออาหารบรรจุหีบห่อ ซึ่งหมายถึงอาหารที่ผ่านกระบวนการเตรียม ปรุง หรือแปรรูป และถูกบรรจุลงในภาชนะหรือหีบห่อปิดสนิทพร้อมจำหน่าย โดยเฉพาะอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กคัพ และขนมขบเคี้ยวรสชาติเค็ม
อาหารกลุ่มนี้ควรเข้าสู่มาตรการภาษี เพื่อช่วยสกัดไม่ให้เด็ก “ติดเค็ม” ตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะกลไกสำคัญในการป้องกันเด็กติดโซเดียมคือ การสร้างกลไกราคา เมื่อสินค้าที่ไม่ปรับสูตรและมีโซเดียมสูงมีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคจะมีแรงจูงใจหันไปเลือกสินค้าทางเลือกที่ลดโซเดียมและราคาถูกกว่า
“ภาษีโซเดียม” อาจลดผู้ป่วยความดันได้มากกว่า 85,000 ราย
ด้าน ผศ.ดร.พจนา หันจางสิทธิ์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผลการศึกษามาตรการภาษีโซเดียมร่วมกับการบังคับปรับสูตรลดความเค็มในขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พบว่า สามารถช่วยลดจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในประเทศไทยได้ มากกว่า 85,000 ราย
ผลลัพธ์จากมาตรการลดโซเดียมด้วยการปรับสูตรอาหารตามเกณฑ์สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ หรือ Healthier Choice จะช่วยลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพศชายได้มากกว่า 54,000 ราย และลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพศหญิงได้มากกว่า 31,000 ราย ขณะที่กลุ่มอายุ 45-49 ปีขึ้นไป จะได้รับผลจากมาตรการลดโซเดียมมากที่สุด
สำหรับ “ภาษีโซเดียม” หรือ “ภาษีความเค็ม” เป็นแนวคิดมาตรการทางภาษีที่ภาครัฐกำลังศึกษา เพื่อจัดเก็บจากสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว โดยมีเป้าหมายลดพฤติกรรมการกินเค็มของประชาชนและป้องกันโรคเรื้อรัง
รายละเอียดและเป้าหมายของมาตรการต่าง ๆ จะใช้รูปแบบ อัตราแบบขั้นบันได หรือการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้าตามปริมาณโซเดียม คล้ายระบบภาษีความหวาน โดยกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลัก ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว
ผลที่คาดว่าจะได้รับคือการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับลดปริมาณโซเดียมในสูตรอาหาร หรือ Low Sodium และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ
ชี้ “ขนมขบเคี้ยว” เหมาะสุดสำหรับภาษีความเค็ม
ด้าน ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ นักวิชาการและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากบัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ความเค็มหรือโซเดียมเป็นสินค้าตัวเดียวที่ยังไม่มีการเก็บภาษี จึงต้องศึกษาว่านโยบายของภาครัฐจะเน้นการสร้างรายได้ หรือการเก็บภาษีเพื่อส่งสัญญาณให้เห็นว่าสินค้านี้เป็นอันตรายในมุมมองของภาครัฐ
การเก็บภาษีความเค็มจะส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการปรับสูตรสินค้าและการให้บริการ โดยจากงานศึกษา “เจาะลึกความยืดหยุ่นอุปสงค์ต่อราคาในสินค้าที่มีโซเดียมสูง ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเครื่องปรุงรส” พบความแตกต่างของผลกระทบในแต่ละสินค้า
สำหรับ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากเก็บภาษีจะสร้างภาระทางการเงินโดยตรงแก่ผู้มีรายได้น้อยที่มีความจำเป็นต้องบริโภค แต่ข้อดีคือ หากราคาปรับสูงขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มหันไปหาข้าวและแป้ง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า ส่วน ขนมขบเคี้ยว เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บภาษี
ขณะที่ เครื่องปรุงรส พบว่าการขึ้นภาษีอาจไม่ช่วยลดปริมาณการใช้มากนัก แต่จะดึงเงินออกจากกระเป๋าผู้บริโภคทันที หากเก็บภาษีเครื่องปรุงรสดังกล่าว
"ผลของมาตรการขึ้นกับความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของอาหารที่มีโซเดียมสูงในตลาดประเทศไทย โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคา"
เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นจากมาตรการภาษี ผู้บริโภคจะมีแนวโน้มลดการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันแรงกดดันด้านต้นทุนจะกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรเพื่อลดภาระภาษี
เสนอ “ภาษีโซเดียมอัตราก้าวหน้า” กดสินค้ายิ่งเค็ม ยิ่งจ่ายแพง
ผศ.ดร.ปภัศร กล่าวว่า สำหรับ “ภาษีโซเดียมอัตราก้าวหน้า” (Progressive Sodium Tax) กำหนดเพดานปริมาณโซเดียมขั้นต่ำ หรือ Threshold เพื่อไม่ให้กระทบสินค้าทั่วไปที่ไม่ได้มีรสเค็ม พร้อมใช้ระบบ Progressive Rate ที่อัตราภาษีเพิ่มขึ้นตามระดับความเค็ม เพื่อชักจูงให้ผู้ผลิตลดโซเดียมในสินค้า
ขณะเดียวกันควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการปรับสูตร โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าราคาต่ำ เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาหารโซเดียมต่ำสร้างภาระต่อธุรกิจขนาดเล็กมากเกินไป
“การออกแบบภาษีโซเดียมอย่างเหมาะสม จะช่วยลดการบริโภคเค็มโดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็น และยังป้องกันการผลักภาระไปยังผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้”
อย่างไรก็ตามโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้คนไทย “รู้ว่าเค็มไม่ดี” อีกต่อไป แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างอาหารทั้งระบบ ตั้งแต่สูตรสินค้า ราคา ทางเลือกของผู้บริโภค ไปจนถึงกติกาที่บังคับให้ภาคอุตสาหกรรมลดโซเดียม เพราะหากปล่อยให้เด็กไทยเริ่มต้นชีวิตด้วยรสชาติที่เค็มจัด อนาคตจะพบกับความดันโลหิตสูงและ NCDs ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่ปัญหาของคนวัยทำงานหรือผู้สูงอายุอีกต่อไป







