thansettakij
thansettakij
หญิงเอเชีย 140 ล้านคน เข้าไม่ถึงการคุมกำเนิด ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจ

หญิงเอเชีย 140 ล้านคน เข้าไม่ถึงการคุมกำเนิด ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจ

06 ส.ค. 69 | 08:56 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ส.ค. 69 | 09:18 น.

สถิติชี้เอเชียแปซิฟิกท้องไม่พร้อมพุ่ง 47% ขณะที่หญิง 140 ล้านคน เข้าไม่ถึงบริการวางแผนครอบครัว ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจ แนะรัฐ-เอกชน ยกระดับเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและความเท่าเทียม

KEY

POINTS

  • ผู้หญิงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่า 140 ล้านคนยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการวางแผนครอบครัว ส่งผลให้เกือบครึ่งหนึ่งของการตั้งครรภ์ทั้งหมดเป็นการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม
  • การที่ผู้หญิงไม่สามารถวางแผนครอบครัวได้ถือเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
  • การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันให้การเข้าถึงการคุมกำเนิดเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและความเท่าเทียมทางเพศ

แม้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง ยังคงเป็นประเด็นที่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ สะท้อนผ่านอัตราการตั้งครรภ์ไม่พร้อมที่ยังอยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการคุมกำเนิด การให้คำปรึกษา และบริการสุขภาพที่จำเป็น

"แอนเดรียส โดการ์ด ยอร์เกนเซน" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์กานอน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และสุมิตา บาเนอร์จี กรรมการผู้จัดการ Family Planning 2030 (FP2030) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า ปัจจุบันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมคิดเป็นร้อยละ 47 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมดในภูมิภาค สะท้อนช่องว่างสำคัญในการเข้าถึงการคุมกำเนิด การรับคำปรึกษา และบริการด้านสุขภาพ

“แอนเดรียส โดการ์ด ยอร์เกนเซน" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์กานอน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ความหลากหลายด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความแตกต่างของระบบสาธารณสุข งบประมาณ นโยบาย และการเข้าถึงบริการของแต่ละประเทศ ทำให้ความต้องการด้านสุขภาพอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรียังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างทั่วถึง แม้หลายพื้นที่จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดังนั้น การเข้าถึงวิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของบริการทางการแพทย์ แต่เป็นหลักประกันให้ผู้หญิงและเด็กหญิงสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกาย สุขภาพ และอนาคตของตนเองบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน โดยการวางแผนครอบครัวที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชนและความสมัครใจ ถือเป็นการลงทุนที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะ การศึกษา และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิง

8 ล้านการตั้งครรภ์ต่อปี เกินครึ่งคือการตั้งครรภ์ไม่พร้อม

ในแต่ละปี เอเชียแปซิฟิกมีการตั้งครรภ์มากกว่า 8 ล้านครั้ง และมากกว่าครึ่งเป็นการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ส่งผลให้เกิดการยุติการตั้งครรภ์หรือการคลอดบุตรในช่วงเวลาที่ผู้หญิงยังไม่พร้อม

โดยข้อมูลจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ยังสะท้อนว่า ผู้หญิงกว่า 140 ล้านคนในภูมิภาคยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการวางแผนครอบครัว

การอัลตร้าซาวด์ตั้งครรภ์

ขณะเดียวกัน หลายประเทศกลับเผชิญอีกด้านของปัญหา เมื่ออัตราการเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมในปี 2513 ที่ผู้หญิงหนึ่งคนมีบุตรเฉลี่ยประมาณ 5 คนหรือมากกว่า เหลือเพียงประมาณ 2.1 คนในปัจจุบัน ส่งผลให้โครงสร้างประชากรของภูมิภาคเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า นโยบายด้านประชากรควรมุ่งสนับสนุนให้บุคคลและคู่สมรสสามารถมีบุตรและวางแผนครอบครัวได้ตามความตั้งใจ มากกว่ามุ่งส่งเสริมการมีบุตรเพียงด้านเดียว เพราะปัญหาทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ความร่วมมือคือหัวใจสำคัญ ลดช่องว่างการเข้าถึงบริการ

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัท ออร์กานอน ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรพหุภาคี และภาคเอกชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี ผ่านโครงการสนับสนุนด้านสุขภาพสตรีและการดำเนินงานที่ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของความไว้วางใจ เป้าหมายร่วม และความเข้าใจต่อบริบทของท้องถิ่น

นอกจากนี้ ออร์กานอนยังร่วมมือกับ Family Planning 2030 (FP2030) เพื่อผลักดันการเข้าถึงบริการวางแผนครอบครัวโดยสมัครใจบนหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย เครือข่ายเยาวชน และภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมขับเคลื่อนการลงทุน การสร้างความร่วมมือ และการยกระดับการวางแผนครอบครัวให้เป็นกลไกสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเท่าเทียมทางเพศ

ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกภาคส่วนเดินในทิศทางเดียวกัน

"สุมิตา บาเนอร์จี" กรรมการผู้จัดการ Family Planning 2030 (FP2030) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า FP2030 และพันธมิตรทำงานร่วมกับภาครัฐ ผู้บริจาค องค์กรชุมชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อประสานการดำเนินงานด้านการวางแผนครอบครัวและอนามัยการเจริญพันธุ์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้วนี้ ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจต่อทิศทางนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศ พร้อมบูรณาการจุดแข็งของภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านประเทศในเอเชียแปซิฟิกที่เข้าร่วมคำมั่นกับ FP2030 ซึ่งทุกประเทศมีจำนวนผู้ใช้การคุมกำเนิดสมัยใหม่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2563-2567 ขณะที่เกือบทุกประเทศสามารถลดสัดส่วนผู้หญิงอายุ 15-49 ปีที่แต่งงานแล้ว ซึ่งยังมีความต้องการคุมกำเนิดแต่เข้าไม่ถึงบริการได้

ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จต้องครอบคลุมทั้งการจัดหาเวชภัณฑ์ การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการผลักดันเชิงนโยบายไปพร้อมกัน

"สุมิตา บาเนอร์จี" กรรมการผู้จัดการ Family Planning 2030 (FP2030) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

FP2030 กับบทบาทเชื่อมความร่วมมือระดับภูมิภาค

โดยแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคอย่าง FP2030 มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือข้ามพรมแดน โดยปัจจุบันมีรัฐบาล 11 ประเทศในเอเชียแปซิฟิกประกาศพันธสัญญาแห่งชาติกับ FP2030 และหลายประเทศเพิ่งเข้าร่วมในช่วงสองปีที่ผ่านมา ท่ามกลางภาวะอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลง การวางแผนครอบครัวยังคงเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพ และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

"FP2030 ทำหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรพหุภาคี และภาคเอกชน เพื่อจัดลำดับความสำคัญ ระดมทรัพยากร ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามประเทศ และขยายผลโครงการที่ประสบความสำเร็จ

แนวทางดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนผ่านความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) บุคลากรทางการแพทย์ และชุมชน รวมถึงการนำเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลมาเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการในพื้นที่ที่ยังขาดแคลน"

จากความร่วมมือสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านสุขภาพสตรีในเอเชียแปซิฟิก ทั้งการตั้งครรภ์ไม่พร้อม อัตราการเจริญพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลง และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการวางแผนครอบครัว ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

การแก้ปัญหาเหล่านี้จึงไม่สามารถอาศัยการดำเนินงานแบบแยกส่วนหรือการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การปฏิรูปแนวคิดการสร้างความร่วมมือ และการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และองค์กรพหุภาคี

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบที่ทำให้ผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ผ่านการดำเนินงานที่เป็นเอกภาพและสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของแต่ละประเทศ โดยลดรายละเอียดเชิงประชาสัมพันธ์ขององค์กรลง และให้ความสำคัญกับสาระเชิงนโยบายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลัก