thansettakij
thansettakij
บุก สธ. ผู้เสียหายขีดเส้น 15 วัน แจงแอปฯ 'หมอพร้อม' คีย์ข้อมูลพลาด ขู่ฟ้องอาญา

บุก สธ. ผู้เสียหายขีดเส้น 15 วัน แจงแอปฯ 'หมอพร้อม' คีย์ข้อมูลพลาด ขู่ฟ้องอาญา

03 ส.ค. 69 | 05:31 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ส.ค. 69 | 05:33 น.

กลุ่มผู้เสียหายหลายรายบุกกระทรวงสาธารณสุข ยื่นหนังสือถึง รมว.สธ. จี้ตรวจสอบเชิงลึกหลังพบประวัติการรักษาพยาบาลในระบบไม่ตรงความเป็นจริง หวั่นกระทบสิทธิประกันชีวิตและข้อกฎหมายระยะยาว จ่อดำเนินคดีอาญาหากไร้ความคืบหน้าใน 15 วัน

KEY

POINTS

  • กลุ่มผู้เสียหายยื่นหนังสือถึงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรียกร้องให้ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลสุขภาพที่ผิดพลาดในแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม"
  • ขีดเส้นตาย 15 วันให้ สธ. แจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง และออกหนังสือรับรองอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันกับบริษัทประกัน
  • เตรียมดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่เชื่อว่าเป็นเพียงความผิดพลาดส่วนบุคคล (Human Error)

จากกรณีปรากฎข้อมูลสุขภาพ รพ.เผยแพร่ผ่านทางแอปฯ "หมอพร้อม" และ "ทางรัฐ" ผ่านระบบ Health Link พบว่าไม่ตรงตามความเป็นจริงส่งผลกระทบกับประชาชนหลายรายนั้น

ล่าสุดวันนี้ (3 สิงหาคม 2569) นายรภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม นำตัวแทนผู้เสียหายรวมกว่า 10 คนเข้ายื่นหนังสือถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของกระทรวง เนื่องจากรัฐมนตรีติดภารกิจตรวจเยี่ยมสถาบันโรคผิวหนังเพื่อเรียกร้องให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการบันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ

นายรภัสสิทธิ์ รองปธ.มูลนิธิทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การเดินทางมายื่นหนังสือในครั้งนี้ต้องการให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่เพียงการชี้แจงผ่านสื่อมวลชน เนื่องจากข้อมูลประวัติสุขภาพที่ผิดพลาดหลุดเข้าไปในระบบดิจิทัลของรัฐ เช่น แอปพลิเคชันหมอพร้อม แอปพลิเคชันทางรัฐ และระบบ สปสช. ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประวัติบุคคลของผู้ป่วย และสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อการทำธุรกรรมประกันสุขภาพและประกันชีวิตกับบริษัทเอกชน 

ปัจจุบันมีผู้เสียหายเข้าร่วมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลแล้วกว่า 100 รายจึงเดินทางมายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับคำชี้แจงเบื้องต้นที่ระบุว่าเป็นเพียง "Human Error" หรือเกิดจากชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน เพราะผู้เสียหายจำนวนมากเป็นบุคคลจริง และพบว่าประวัติการรักษาในระบบไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ ทางกลุ่มผู้เสียหายได้เรียกร้องถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้เร่งดำเนินการต่าง ๆ ใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก โดยตรวจสอบโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงตัวบุคคลผู้ทำการบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ และให้ปรับปรุงข้อมูลในระบบให้ถูกต้อง

บุก สธ. ผู้เสียหายขีดเส้น 15 วัน แจงแอปฯ 'หมอพร้อม' คีย์ข้อมูลพลาด ขู่ฟ้องอาญา

พร้อมออกหนังสือรับรองอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการเพื่อยืนยันว่า ข้อมูลที่ผิดพลาดเกิดจากระบบ มิใช่การกระทำของผู้ป่วยสำหรับใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับบริษัทประกันภัยโดยกลุ่มผู้เสียหายระบุว่า หากพบผู้กระทำผิดหรือการตั้งใจบิดเบือนข้อมูลให้ลงโทษทางวินัยและดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด โดยเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขแจ้งผลการตรวจสอบและออกเอกสารรับรองภายใน 15 วัน 

ทั้งนี้ ผู้เสียหายภาคประชาชนและผู้เอาประกันภัย ระบุว่า ปัจจุบันผู้เสียหายหลายรายยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อการเคลมประกันภัยกับบริษัทเอกชนซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า บริษัทประกันมีการตรวจสอบประวัติสุขภาพอย่างเข้มงวดจึงต้องการให้กระทรวงสาธารณสุขทำหนังสือชี้แจงไปยังบริษัทประกันภัยทั่วประเทศเพื่อยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดพลาดของระบบข้อมูล ไม่ได้เกิดจากการเข้ารับการรักษาจริงของผู้เอาประกัน

นอกจากนี้กลุ่มผู้เสียหายยังขอให้กระทรวงสาธารณสุขรับบทบาทเป็นเจ้าภาพหลักในการประสานงานไปยังหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้พัฒนาระบบแอปพลิเคชันทางรัฐ และ สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อลดภาระของประชาชนที่ไม่ควรต้องเดินทางไปติดต่อแก้ไขข้อมูลด้วยตนเองหลายแห่ง

ส่วนการดำเนินคดีนั้นผู้เสียหายทุกคนมีความประสงค์จะดำเนินคดีอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ยังให้โอกาสกระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน หากครบ 15 วันแล้วยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน จะเดินหน้าดำเนินคดีทันที อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เสียหายเห็นใจเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ หากมีการถูกกดดันจากการทำตัวชี้วัด (KPI) ก็ขอให้เปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมด" นายรภัสสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบต่อการทำประกันสุขภาพ ตอนนี้มีใครได้รับผลกระทบบ้างหรือไม่ คุณฮารุ หนึ่งในผู้เสียหาย ระบุว่า หลายคนยังกังวลและไม่กล้าเปิดเผยตัวเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการพิจารณารับประกันหรือการเคลมประกันในอนาคต จึงเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขออกหนังสือแจ้งบริษัทประกันทั่วประเทศว่า ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากประวัติการรักษาจริงของประชาชน

เมื่อถามถึงการประสานหน่วยงานอื่น เช่น Health Link หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายรภัสสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องการให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะประชาชนไม่ควรต้องเดินเรื่องเอง ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดข้อมูลผิดพลาด

ถามต่อว่าข้อมูลที่ผิดพลาดไป เกิดขึ้นในพื้นที่ใดมากที่สุด คุณฮารุ ระบุว่า จากข้อมูลของผู้เสียหาย ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือภาคเหนือ และหลายกรณีเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยพบข้อมูลผิดซ้ำต่อเนื่องหลายปี จึงไม่น่าใช่ความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลเพียงครั้งเดียว

นายรภัสสิทธิ์ ยังแสดงความกังวลว่า หากข้อมูลที่ผิดพลาดถูกเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาล แพทย์อาจใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องประกอบการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลในระบบถูกเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลใดบ้าง และมีมาตรการป้องกันผลกระทบอย่างไร

ต่อข้อซักถามที่ว่า ขณะนี้ สธ.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว ผู้เสียหายได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมหรือไม่นั้น นายรภัสสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้แทนผู้เสียหายได้รับเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการตรวจสอบทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า การตรวจสอบกันเองอาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้โดยในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ทางกลุ่มผู้เสียหายจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เข้าร่วมตรวจสอบอีกช่องทางหนึ่ง อย่างกรณีข้อมูลผิดพลาดจำนวนมากที่กระทรวงเคยเปิดเผยว่ามีกว่า 13,000 ราย เป็นเพียงความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลจริงหรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการกำหนด KPI หรือการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งต้องตรวจสอบทุกประเด็นให้สิ้นข้อสงสัย

เมื่อถามว่าหากมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพร้อมให้ข้อมูลข้อเท็จจริงจะสามารถกันเป็นพยานได้หรือไม่ นายรภัสสิทธิ์ กล่าวว่า หากพบว่ามีการจงใจบันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ย่อมสามารถตรวจสอบย้อนกลับจากบัญชีผู้ใช้งาน (Login) ได้เพราะทุกการบันทึกข้อมูลมีร่องรอยในระบบและอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รวมถึงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นอกจากนี้หากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนก็สามารถพิจารณากันไว้เป็นพยานได้ตามกระบวนการกฎหมายได้ ถ้ามีการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อยู่ในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

"วันนี้ถ้าท่านมีข้อมูลซึ่งต้องมีแน่นอนเพราะว่ามีคนโทรมาร้องไห้เป็นระดับเจ้าหน้าที่ที่เป็นลูกจ้าง คนที่คีย์ข้อมูล พอเขาเห็นว่า เราจะมาดำเนินการ เราจะมาที่กระทรวงสาธารณสุข เขาก็โทรมากังวลมาก ขออย่ามาได้ไหม เพราะเขาเป็นคนระดับปฏิบัติการ เขาก็กังวลถึงขั้นร้องไห้ เพราะฉะนั้น ต้องมีคนคีย์แน่นอนแต่วันนี้สาธารณสุขท่านไปจัดการ ไปดำเนินการก่อน เอาข้อมูลทุกอย่างมาเปิด มาเคลียร์ก่อน และขอเชิญผู้เสียหายเข้าไปเป็นกรรมการในการตรวจสอบด้วย มันจะได้แฟร์ๆ ไม่ใช่ท่านตรวจสอบกันเองอยู่" นายรภัสสิทธิ์ กล่าว