
เจาะกลยุทธ์ ‘เอ็มมีเน้นซ์’ ทรานส์ฟอร์มรุกตลาดสุขภาพ 2.6 แสนล้าน
เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ รุก Health & Wellbeing เต็มสูบ ชูแนวคิด Wellbeing for All รับตลาดสุขภาพ 2.6 แสนล้าน กางโรดแมป 4 ธุรกิจหลัก ดัน Own Brand เติบโตด้วยเลข 2 หลัก
KEY
POINTS
- เอ็มมีเน้นซ์ ปรับกลยุทธ์รับตลาดเครื่องมือแพทย์ดั้งเดิมที่เติบโตช้าหันไปรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงอย่าง Digital Health และ Wellness Economy
- ทรานส์ฟอร์มองค์กรจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายสู่การเป็น Solution Partner เพิ่มสัดส่วนแบรนด์ของตัวเอง (Own Brand) เพื่อสร้างความยั่งยืนและลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า
- บุกตลาด Health-Tech เตรียมเปิดตัวนวัตกรรมเชิงป้องกันกว่า 10 รายการ เช่น เสื้อถุงลมนิรภัย เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่และสังคมสูงวัย
ภาพรวมตลาดเครื่องมือแพทย์ของไทยในปัจจุบันยังมีมูลค่ารวมกว่า 2.6 แสนล้านบาท โดยสัดส่วนยอดขายภายในประเทศราว 7.3 หมื่นล้านบาท กลายเป็นประเด็นสำคัญ เมื่ออัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 2-3% ต่อปี เท่านั้น นับเป็น “ความท้าทาย” ที่หลายบริษัทอยากรุกตลาดขยายตัวจากเซกเมนต์เดิมๆ ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้น จนกำไรหรือการเติบโตกำลังลดน้อยถอยลง
"สุชานันท์ อัจฉริยสุชา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เปิดเผยว่า ขาลงตลาดเครื่องมือแพทย์ของไทย เกิดจากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ยกตัวอย่างเอ็มมีเน้นซ์ ที่มีเรื่องการบริหารภายใน จากรุ่นพ่อมาสู่รุ่นลูกซึ่งก็คือตัวเอง ทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านของการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ทำได้ยากลำบาก
ยังมีการขาดการโฟกัสและการเกิดปัญหาในช่วงรอยต่อของการบริหาร, ความเสี่ยงของโมเดลธุรกิจ, การพึ่งพิงการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เริ่มเป็นความเสี่ยงสูง เพราะหากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ภาพรวมตลาดเครื่องมือแพทย์แบบดั้งเดิมโตช้า แต่ชัดเจนว่ามี "ขุมทรัพย์ใหม่" ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและดึงดูดเม็ดเงินในตลาดไป ได้แก่
- Digital Health: เติบโตโดดเด่นถึง 7%
- Wellness Economy: เติบโตสูงถึง 10%
"ปัจจุบันภาพรวมตลาดแบบเดิมดูเหมือนซบเซาลง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มองว่าสุขภาพคือ “การลงทุนของชีวิต” (Lifestyle Investment) และหันไปหานวัตกรรมเชิงป้องกัน (Preventive) มากกว่าการรักษาในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว"
กลยุทธ์ "สะพานเชื่อม" และการปั้นแบรนด์เพื่อความยั่งยืน
ดังนั้น เพื่อไม่ให้มูลค่าธุรกิจหายไปตามวงจรตลาดแบบเก่า เอ็มมีเน้นซ์จึงต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่การเป็น Solution Partner โดยการเพิ่มสัดส่วน Own Brand จากเดิมที่เป็นเลขหลักเดียว ขึ้นมาเป็นเลข 2 หลัก (Two-digit) ในปัจจุบัน แม้สัดส่วนการนำเข้าจะยังสูงถึง 85-90% แต่การมีแบรนด์ตัวเองคือการสร้าง "จุดแข็ง" ที่จะไม่หายไปตามกาลเวลา
นอกจากนี้ บริษัทยังรุกเข้าสู่ตลาด Health-Tech โดยเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมกว่า 10 รายการ ที่ต่อคิวเปิดตัว เช่น เสื้อถุงลม และเซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม เพื่อดึงส่วนแบ่งตลาดจากกลุ่ม Digital Health และ Wellness ที่กำลังเป็นเทรนด์หลักของโลกกลับคืนมา
"เราตัดสินใจ “ปูพรมใหม่หมด” สร้าง New Look ให้กับองค์กร โดยมุ่งเน้นการผสมผสานประสบการณ์ของคนรุ่นเก่ากับไอเดียของคนรุ่นใหม่ ผ่านทีม Product Specialist อายุระหว่าง 25-40 ปี เพื่อสร้างความท้าทายใหม่ๆ เพราะมูลค่าและภาพรวมของตลาดสุขภาพไม่ได้หายไป แต่กำลัง "คัดกรอง" ผู้ที่จะอยู่รอด ผู้ที่ยึดติดกับโมเดลเดิมๆ อาจเห็นตัวเลขลดลง"
4 ขาธุรกิจ และเป้าหมาย ‘Wellbeing for All’
"สุชานันท์" กล่าวว่า กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ จะมุ่งทำธุรกิจภายใต้ปรัชญา ‘The Promise of Health’ ที่ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนจำหน่าย (Distributor) แต่กำลังยกระดับสู่การเป็น Solution Partner และ Trusted Bridge เชื่อมนวัตกรรมระดับโลกสู่คนไทยในราคาที่เข้าถึงได้ ผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
1. กลุ่มธุรกิจทันตกรรม (Dental): นำเสนอนวัตกรรมอย่างผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน BlancOne จากอิตาลี และกล้อง Zumax Microscope ความละเอียด 4K
2. กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องมือโรงพยาบาล (Medical): มีแบรนด์หลักอย่าง JMS จากญี่ปุ่น ผู้นำด้านถุงบรรจุโลหิต และ KW ตู้เย็นเก็บเลือดจากอิตาลี
3. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare): นำโดยแบรนด์ของตัวเองอย่าง FURANO (เม็ดฟู่ทำความสะอาดรีเทนเนอร์) ร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Citizen และ Dentalpro
4. กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม (Industrial): มุ่งเน้นเครื่องผลิตยาคุณภาพสูงอย่าง JCMCO และเครื่องบรรจุจาก CVC
กลยุทธ์ Own Brand ดันสัดส่วนทะลุรายได้โต 2 หลัก
"สุชานันท์" กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Own Brand) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าเพียงอย่างเดียว (Trading) โดยปัจจุบันสัดส่วนการนำเข้าอยู่ที่ 85-90% ขณะที่ Own Brand อยู่ที่ 10-15%
"แม้สัดส่วน Own Brand จะยังดูน้อยเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักที่ทำมา 55 ปี แต่มีการเติบโตที่น่าสนใจจากเดิมที่เป็นเลขหลักเดียว ปัจจุบันพุ่งขึ้นมาเป็น 2 หลัก (Two-digit) แล้ว โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและลดความเสี่ยง หากวันหนึ่งพาร์ทเนอร์ต่างประเทศเปลี่ยนแปลงนโยบาย"
ทั้งนี้ บริษัทพยายามบริหารจัดการต้นทุน โดยให้กระทบต่อราคาสินค้าน้อยที่สุดในส่วนของ Own Brand ก็ปรับเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-7% แต่ยังคงใช้วิธีการเจรจาต่อรองล่วงหน้าเพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค
รุกสมรภูมิ Health-Tech รับเทรนด์ตลาด 2.6 แสนล้าน
ภายในไตรมาส 4 ปี 2569 นี้ เอ็มมีเน้นซ์มองเห็นโอกาสของตลาดที่มีมูลค่ากว่า 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งในกลุ่ม Digital Health เติบโตถึง 7% และ Wellness Economy เติบโต10% ดังนั้น จึงเตรียมเปิดตัว Eminence Health-Tech Experience Center
เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสเทคโนโลยีจริง เช่น นวัตกรรมการนอน หรืออุปกรณ์สวมใส่ ล่าสุดมีการเปิดตัวสินค้าไฮไลต์คือ "เสื้อถุงลม" (Airbag Vest) สำหรับผู้สูงอายุ พร้อมนวัตกรรมที่รอคิวนำเข้ามาเปิดตัวอีกกว่า 10 รายการ ตามเมกะเทรนด์ของสังคมสูงวัยและเทคโนโลยีดิจิทัล
โดยเป้าหมายสูงสุดคือการเป็น Trusted Bridge ที่ทำให้เทคโนโลยีสุขภาพระดับโลกถูกนำมาใช้ได้จริงในบริบทของคนไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนภายใต้แนวคิด Wellbeing For All อย่างแท้จริง







