thansettakij
thansettakij
จี้ภาครัฐหนุน Wellness Economy สกัด ‘หุบเหวมรณะ’ ดันงานวิจัย สู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์

จี้ภาครัฐหนุน Wellness Economy สกัด ‘หุบเหวมรณะ’ ดันงานวิจัย สู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์

27 ก.ค. 69 | 01:40 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ค. 69 | 01:42 น.

เมกะเทรนด์ Wellness Economy โตแรง ปีทองไทย ติดอันดับโลกด้านท่องเที่ยวสุขภาพ แต่ยังติดหล่ม “หุบเหวมรณะ” ดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ไม่ได้ ด้าน อย. ปรับบทบาทดันนักวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำ หวังทลายอุปสรรคดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ

KEY

POINTS

  • อุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพไทยคือ “หุบเหวมรณะ” ที่งานวิจัยไม่สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากขาดเงินทุนมหาศาลสำหรับทำวิจัยทางคลินิกและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่ซับซ้อน
  • เรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนด้านเงินทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและจูงใจให้ภาคเอกชนกล้าลงทุนในนวัตกรรมการแพทย์ ช่วยให้งานวิจัยก้าวข้ามอุปสรรคด้านต้นทุนได้
  • อย. ปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุน โดยให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การออกแบบงานวิจัยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากลและสามารถนำข้อมูลไปใช้ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วขึ้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน “Wellness Economy” กลับเติบโตอย่างโดดเด่นและขยายตัวรวดเร็ว หลายประเทศเร่งยกระดับขีดความสามารถเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพ รวมถึงประเทศไทย แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่การต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ธุรกิจมูลค่าสูง การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ และการดึงดูดการลงทุน ซึ่งยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบัน Wellness Economy ได้กลายมาเป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า Wellness Economy ในปี 2567 มีมูลค่าตลาดรวมราว 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ และในปี 2572 คาดว่าจะมีมูลค่า 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี

แต่หากมองลึกลงไปในโครงสร้างของอุตสาหกรรม จะพบว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม แต่ไหลเข้าสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่อย่างชัดเจน กลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุดคือ อาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น Future Food, Super Food และ Functional Food เพราะผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารมากขึ้น เพื่อป้องกันโรคและดูแลสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง

ถัดมาคือ Aesthetic และผลิตภัณฑ์ความงาม ทั้งการศัลยกรรม ความงาม การทำทรีตเมนต์ เลเซอร์ รวมถึงตลาด Cosmeceutical หรือเวชสำอางที่ผสานคุณสมบัติของเครื่องสำอางกับเภสัชภัณฑ์ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการดูแลรูปลักษณ์ของผู้บริโภค ยังมี Wellness Real Estate ที่แม้จะโดดเด่นแต่มักจะได้รับความสนใจในกลุ่มผู้สูงอายุหรือวัยเกษียณ และกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ “ชุมชน” ผู้คนซึ่งมีพฤติกรรมใส่ใจสุขภาพเหมือนกัน

ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวว่า ปี 2569 อาจเป็น “ปีทอง” ของ Wellness Economy แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญปัจจัยลบจากสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะเศรษฐกิจ แต่กลับทำให้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศจากตะวันออกกลาง ที่เริ่มมองหาประเทศใหม่เพื่อเข้ามาพำนักและใช้บริการด้านสุขภาพ และตลาดในไทยก็ถือว่าได้รับความสนใจไม่น้อย ส่งผลให้ติดอันดับ 1 ใน 15 ของโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีมูลค่าตลาด Wellness Economy สูงถึง 6-6.7 แสนล้านบาท อัตราเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี

มูลค่า Wellness Economy ของโลกปี 2567 และคาดการณ์ปี 2572

โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1. Traditional Wellness เช่น นวดแผนไทย สปา ฝังเข็ม หรือศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม และ 2. Science-based Wellness ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตเร็ว ด้วยการนำองค์ความรู้ด้านพันธุกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์เข้ามาวิเคราะห์สุขภาพรายบุคคล และผู้ประกอบการไทยหลายแห่งก็เริ่มนำมาใช้เป็นจุดขายของบริการสุขภาพแล้ว

นอกจากนี้ Hospitality และ Healthcare Service ของไทยยังดีกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน ยกตัวอย่าง เช่น หากเทียบกับสิงคโปร์ ถือว่ามีค่ารักษาและค่าบริการที่ต่ำกว่า ขณะที่การบริการหรือ Hospitality ได้รับการยอมรับมากกว่า และเมื่อเทียบกับมาเลเซีย ไทยก็มีความเปิดกว้างมากกว่า และบริการทางการแพทย์ระดับสูงยังมีความพร้อมมากกว่า ขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังตามหลังไทยในหลายด้าน

ส่วนเวียดนามที่เร่งลงทุนด้าน HealthTech และประกาศเป้าหมายสู่ศูนย์กลาง Wellness ในตอนนี้เชื่อว่าไทยยังรักษาความได้เปรียบด้าน Healthcare Service ไว้ได้ ทั้งคุณภาพโรงพยาบาล บุคลากร เครื่องมือ และมาตรฐานการรักษา รวมถึงศักยภาพด้านงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ที่ยังนำหน้าอยู่

ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวว่า นอกจากจุดแข็งไทยยังมีจุดอ่อนที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนด้านนี้ โดยยังขาดการลงทุนในโครงการ Wellness ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคเอกชน ติดปัญหาการวิจัยและเปลี่ยนสินค้าไปสู่เชิงพาณิชย์ ไม่มีต้นทุนการวิจัยมากพอ สำหรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมกับ อย.ทำได้ยาก ทั้งยังเผชิญกับภาวะขาดทุนในสวัสดิการด้านสาธารณสุขอีก

“ปัญหาใหญ่ของไทยเราไม่ใช่การสร้างงานวิจัย แต่คือการผลักดันงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ แม้งานวิจัยจำนวนมากจะประสบความสำเร็จในโรงเรียนแพทย์ แต่เมื่อจะนำไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กลับต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหลายเท่า เนื่องจากต้องทำ Clinical Trial ในผู้ป่วยจำนวนมากเพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิผล ซึ่งผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ ทำให้เงินลงทุนจากหลักร้อยล้านบาทในช่วงวิจัย อาจเพิ่มเป็นหลักพันล้านบาทในช่วงขอขึ้นทะเบียน”

จุดแข็ง ศักยภาพไทยด้าน Wellness Hub

ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็น “หุบเหวมรณะ” ของงานวิจัยที่จะพัฒนาต่อยอด ซึ่งนวัตกรรมต่างๆ อาจพิสูจน์ผลสำเร็จในห้องทดลองแล้ว แต่ยังไม่สามารถก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้ เพราะขาดเงินลงทุนสำหรับการศึกษาขนาดใหญ่และการขึ้นทะเบียนในหลายประเทศ ทางออกจึงอยู่ที่การดึง Venture Capital เข้ามาร่วมลงทุนกับมหาวิทยาลัย พร้อมเพิ่มบทบาทของภาครัฐในการแบ่งเบาความเสี่ยงให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะการสนับสนุนเงินลงทุนในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนในนวัตกรรมการแพทย์มากกว่าเดิม

สิ่งสำคัญที่สุดของการก้าวข้ามหุบเหวมรณะอีกอย่าง คือ ต้องให้รัฐบาลสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพราะจะช่วยให้งานวิจัยที่ประสบความสำเร็จในระดับต้น สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลักดันประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคได้ในอนาคต

ด้าน เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ปัจจุบันการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีนโยบายเข้าไปช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่นักวิจัยตั้งแต่ ขั้นตอนการเริ่มต้นทำงานวิจัย เพื่อให้การออกแบบงานวิจัยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงปรับปรุงกระบวนการวิจัยเพื่อเชิงพาณิชย์

จุดอ่อน ศักยภาพไทยด้าน Wellness Hub

แต่เดิมงานวิจัยหลายอย่างมักออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักวิจัย ไม่ได้อิงตามหลักสากล ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ขึ้นทะเบียนเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้น อย. จึงอยากให้มารร่วมพูดคุยตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อจะได้ช่วยชี้แจง ว่าต้องวิจัยแบบใดจึงจะเก็บข้อมูลมาใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ตามมาตรฐานสากล

“เราปรับบทบาทจากหน่วยงานกำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเปิดให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยและผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มออกแบบงานวิจัย เพื่อให้ข้อมูลที่ได้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและสามารถนำไปใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้ทันที ลดความล่าช้าที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจากการออกแบบการวิจัยที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบด้วย”

อย่างไรก็ตาม อย. ยังประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อให้การพัฒนาผลงานวิจัยตอบโจทย์การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มากขึ้น ช่วยให้ไม่เสียเวลาในการทำวิจัยที่มีข้อมูลซึ่งไม่สามารถนำมาใช้งานจริงในทางกฎหมายได้