thansettakij
thansettakij
เจาะสูตร DKSH ปรับสมดุลธุรกิจขนส่งยา ลดคาร์บอน มุ่ง Net Zero

เจาะสูตร DKSH ปรับสมดุลธุรกิจขนส่งยา ลดคาร์บอน มุ่ง Net Zero

23 ก.ค. 69 | 06:30 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ค. 69 | 06:43 น.

DKSH ปฏิวัติห่วงโซ่อุปทานสุขภาพสู่ความยั่งยืน หนุนเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 พร้อมปรับสมดุลประสิทธิภาพธุรกิจและการดูแลโลกภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG อย่างเต็มตัว

KEY

POINTS

  • DKSH ปรับธุรกิจโลจิสติกส์เพื่อสุขภาพให้สมดุลระหว่างการเข้าถึงยาของผู้ป่วยกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
  • บริษัทดำเนินกลยุทธ์หลายด้านเพื่อลดคาร์บอน เช่น การวางแผนเส้นทางขนส่งให้มีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในคลังสินค้า
  • นำบรรจุภัณฑ์ควบคุมอุณหภูมิแบบใช้ซ้ำมาใช้แทนกล่องโฟมแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งช่วยลดขยะได้กว่า 1.3 ล้านใบต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนที่ยาและเวชภัณฑ์จะไปถึงมือผู้ป่วย ทุกผลิตภัณฑ์ต้องเดินทางผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องใช้พลังงานและทรัพยากรจำนวนมาก นับเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพ ที่ต้องหาสมดุลระหว่างการขยายการเข้าถึงบริการสาธารณสุข กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นายพูลเพิ่ม จารุพงศา ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านการจัดการศูนย์กระจายสินค้า หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในประเทศไทยนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ราว 70% แม้ว่าห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็สร้างรอยเท้าสิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint) ไปพร้อมกัน ความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างการเข้าถึงการรักษากับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจึงยิ่งชัดเจนมากขึ้น

เป้าหมาย Net Zero ดันโลจิสติกส์สุขภาพเร่งปรับตัว

ความท้าทายดังกล่าวสอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ หลังประเทศไทยประกาศในการประชุม COP30 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่าจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 เร็วขึ้น 15 ปี และภายใต้ข้อตกลง NDC 3.0 ยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2578 เมื่อเทียบกับปี 2562

ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน บูรณาการแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขนส่ง การบริหารคลังสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การวางแผนเส้นทางขนส่ง ไปจนถึงการใช้พลังงาน เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของการให้บริการ

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย ที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ แต่การนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริงยังมีความท้าทาย เนื่องจากยาและเวชภัณฑ์ต้องได้รับการจัดเก็บและขนส่งภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวด ท่ามกลางข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

ขั้นตอนการขนส่ง การบริหารคลังสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การวางแผนเส้นทางขนส่งของ DKSH

เป้าหมายระดับโลก สู่การปฏิบัติจริงในห่วงโซ่อุปทาน

ดังนั้น ความยั่งยืนจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นทางธุรกิจของอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพ ทำให้การบริหารห่วงโซ่อุปทานต้องสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และความน่าเชื่อถือในระยะยาว

นายพูลเพิ่ม กล่าวว่า DKSH ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานทั่วโลก (Scope 1 และ Scope 2 ของการปล่อยก๊าซเทียบกับตลาด) ได้ 65% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2563 ขณะที่เป้าหมายระยะยาวที่ผ่านการรับรองจาก SBTi ยืนยันความมุ่งมั่นในการก้าวสู่ Net Zero ภายในปี 2593 

เดินหน้าปรับปรุงการดำเนินงาน

โดยบริษัทเดินหน้าปรับปรุงการดำเนินงานในหลายด้าน ทั้งการวางแผนเส้นทางขนส่ง การเพิ่มประสิทธิภาพการบรรทุกสินค้า การเปลี่ยนยานพาหนะขนส่งเป็นระบบไฟฟ้า การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน และการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานในศูนย์กระจายสินค้าทุกแห่ง

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการปรับเส้นทางขนส่งให้เหมาะสม ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลดต้นทุนการขนส่ง และลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล อีกทั้งยังช่วยให้ลูกค้าที่ใช้บริการ DKSH สามารถบริหารต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

โจทย์การรักษาคุณภาพและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การจัดเก็บและขนส่งสินค้า ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด รักษามาตรฐานการกำกับดูแลและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตลอดกระบวนการ เพราะความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยของผู้ป่วย ขณะเดียวกัน ธุรกิจยังต้องรับมือกับแรงกดดันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดของเสียจากกระบวนการโลจิสติกส์

นายพูลเพิ่ม กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2562 DKSH นำกล่องควบคุมอุณหภูมิแบบใช้ซ้ำกว่า 13,000 ใบมาใช้ใน 8 ประเทศ แทนกล่องโฟมแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยในประเทศไทย มีการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำสำหรับคำสั่งซื้อสินค้าควบคุมอุณหภูมิมากกว่า 80% ช่วยลดการใช้กล่องโฟมได้ประมาณ 1.3 ล้านใบต่อปี ผลการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1.8 ล้านกิโลกรัมภายในระยะเวลา 5 ปี เมื่อเทียบกับการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง

นอกจากนี้ ในปี 2568 DKSH ยังลดการใช้ไฟฟ้าในคลังสินค้าของผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพได้เกือบ 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำว่าการลดการปล่อยคาร์บอนในระบบโลจิสติกส์ด้านการดูแลสุขภาพไม่ได้แลกมาด้วยการลดประสิทธิภาพทางธุรกิจ แต่เป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

สร้างห่วงโซ่อุปทานยั่งยืน ด้ววความร่วมมือทั้งระบบ

นอกจากนี้ การสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข ไปจนถึงชุมชน โดยองค์กรไม่ได้ถูกประเมินจากผลการดำเนินงานทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องแสดงให้เห็นถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งระบบ

ในปี 2568 DKSH ได้ขยายการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 และ ISO 45001 ครอบคลุม 7 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ปัจจุบันบริษัทบริหารเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกือบ 40 แห่งทั่วโลก พร้อมพัฒนากระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย คำถามสำคัญคือ อุตสาหกรรมจะปรับตัวได้รวดเร็วเพียงใด ดังนั้น ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และเท่าเทียม พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว