
มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลกชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จับมือมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู เปิดหลักสูตรนานาชาติแห่งแรกของไทย ผลิตบุคลากรรองรับตลาดการแพทย์แผนจีนโลกที่คาดมีมูลค่า 5.51 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2578
KEY
POINTS
- ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมมือกับ ม.การแพทย์แผนจีนเฉิงตู เปิดหลักสูตรแพทย์แผนจีนนานาชาติ (Dual Degree) แห่งแรกของไทย
- ตั้งเป้าผลิตบุคลากรเพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Medical Hub และชิงส่วนแบ่งตลาดแพทย์แผนจีนโลกที่คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญาจากทั้งสองสถาบัน และมีบัณฑิตที่ผ่านมาสามารถสอบใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะได้กว่า 90%
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จับมือมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู เดินหน้าผลิตบุคลากรด้านการแพทย์แผนจีนนานาชาติ ผ่านหลักสูตร Dual Degree แห่งแรกของไทย ร่วมมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู รับกระแสตลาดการแพทย์แผนจีนโลกที่คาดโตแตะ 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578 พร้อมผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Medical Hub และ Wellness Tourism
ตลาดแพทย์แผนจีนโตแรง รับเทรนด์สุขภาพโลก
“การแพทย์แผนจีน” กำลังก้าวจากบทบาทการแพทย์ทางเลือก สู่การเป็นศาสตร์การแพทย์ที่ใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องการลดผลข้างเคียงจากยาเคมี หรือดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
ผศ. ดร.ภารดี แสงวัฒนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. กล่าวว่า การแพทย์แผนจีนไม่ได้มีเป้าหมายทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เน้นการรักษาแบบผสมผสาน (Integrative Medicine) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
“เราไม่สนับสนุนให้ผู้ป่วยละทิ้งการรักษาแผนปัจจุบัน แต่ต้องการใช้ศาสตร์ทั้งสองร่วมกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษา”
ข้อมูลจาก IBISWorld ระบุว่า อุตสาหกรรมโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนในประเทศจีนมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 5.7% ในช่วงปี 2562-2567 ขณะที่ Business Research Insights คาดว่าตลาดการแพทย์แผนจีนทั่วโลกจะขยายจาก 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 เป็น 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578 หรือเติบโตเฉลี่ย 7.4% ต่อปี
ไทยมีโอกาสชิงส่วนแบ่งตลาด Medical Hub
ผศ. ดร.ภารดี กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการต่อยอดนโยบาย Medical Hub และ Wellness Tourism เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากคุ้นเคยกับการรักษาด้วยแพทย์แผนจีน และมองหาบริการดังกล่าวเมื่อเดินทางมายังประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้าสนับสนุนวิชาชีพแพทย์แผนจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการออกใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ การบรรจุบุคลากรเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่อนุมัติเงินประจำตำแหน่งสำหรับแพทย์แผนจีนในภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังมีผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนเพียงกว่า 2,000 คน และมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพิ่มปีละประมาณ 300 คน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
เปิดหลักสูตรนานาชาติแห่งแรกของไทย
เพื่อรองรับความต้องการบุคลากร มธ. จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู ประเทศจีน พัฒนาหลักสูตรการแพทย์แผนจีนนานาชาติ ซึ่งเป็นหลักสูตรแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดการเรียนการสอนในรูปแบบ International Program
ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญา 2 ใบ (Dual Degree) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู พร้อมมีโอกาสสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งรับรองคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยดังกล่าว
หลักสูตรใช้เวลาเรียน 6 ปี โดยแบ่งการเรียนที่ประเทศไทยและประเทศจีนอย่างละ 3 ปี ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทฤษฎีแพทย์แผนจีน การฝึกภาษาจีน และการฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง นอกจากนี้ นักศึกษายังได้ฝึกปฏิบัติที่คลินิกการแพทย์แผนจีน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วิชาชีพ
สอบใบอนุญาตผ่านกว่า 90%
ผศ. นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. กล่าวว่า ปัจจุบันหลักสูตรผลิตบัณฑิตแล้ว 3 รุ่น และกว่า 90% สามารถสอบผ่านใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน
บัณฑิตสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย ทั้งแพทย์แผนจีนในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ผู้ประกอบการคลินิก นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร อาจารย์มหาวิทยาลัย นักพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ รวมถึงทำงานได้ทั้งในประเทศไทย จีน และต่างประเทศ สำหรับแผนในระยะต่อไป CICM มี 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การเปิดหลักสูตรปริญญาโทแบบ Dual Degree การยกระดับงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยจีน และการผลักดันการผลิตยาสมุนไพรจีนในประเทศไทย
แนวทางดังกล่าวมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าสมุนไพรจากต่างประเทศ โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สมุนไพรไทยที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงมาพัฒนาทดแทน พร้อมจัดตั้งบริษัทภายใต้มหาวิทยาลัยเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพของไทย
นอกจากนี้ ยังมีแผนบูรณาการศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้าสู่การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง การดูแลผู้สูงอายุ และผลักดันให้เป็นหนึ่งในแนวทางรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ของไทยในปี 2573
ผศ. นพ.พีระพงค์ กล่าวว่า ภาครัฐควรผลักดันการแพทย์แผนจีนควบคู่กับการแพทย์แผนไทย ทั้งการเพิ่มตำแหน่งบุคลากรในระบบบริการสุขภาพ และขยายสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น รองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในอนาคต






